ก่อนที่หานเฟิงจะถูกควบคุมตัว – ณ ห้องพักของเขา
หานเฟิง (คิดในใจ): ‘เมิ่งอวิ๋น เปิดการแสดงผล’
ทันทีที่หน้าจอของระบบปรากฏขึ้น เขาก็กดเข้าเมนู “เช่าสินค้า” ทันที เพื่อดูว่าขณะนี้เขามีแต้มเพียงพอจะเช่าสิ่งใดได้บ้าง
หานเฟิง (พึมพำ): “ยี่สิบห้าแต้มดวงดาว… เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างกับดักง่าย ๆ”
เขาเลือกเช่าสินค้าจากระบบเพียงสองรายการ ได้แก่:
• กระบอกควบคุมหยด — ใช้ตั้งอัตราการหยดพิษอย่างแม่นยำ และปล่อยหยดเมื่อกลไกถูกกระตุ้น (ในราคา 5 แต้มดวงดาว)
• ถ้วยผสมปลอดปฏิกิริยา — สำหรับผสมพิษเฉ่าฮูโถวโดยไม่เกิดปฏิกิริยาเคมีหรือสูญเสียประสิทธิภาพ (ในราคา 5 แต้มดวงดาว)
หานเฟิงเทผงเฉ่าฮูโถวสีหม่นลงใน ถ้วยผสมปลอดปฏิกิริยา แล้วหยดน้ำสะอาดลงไปทีละหยด จากนั้นใช้ไม้คนวนช้า ๆ จนของเหลวค่อย ๆ กลายเป็สีใสอมเทา…
เมื่อพิษละลายเข้ากับน้ำจนหมด เขายกถ้วยขึ้นสังเกตแสงสะท้อนเพื่อตรวจดูว่าตะกอนหมดไปหรือยัง ก่อนจะเริ่มกรอกของเหลวลง กระบอกควบคุมหยด อย่างชำนาญ พร้อมกับปรับการไหลให้หยดลงหนึ่งหยดทุก ๆ สองลมหายใจ
เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย เขานำกระบอกหยดไปติดไว้เหนือประตู วางตำแหน่งให้ปลายหยดชี้ตรงจุดกึ่งกลางทางเข้า แล้วตั้งวาล์วให้เปิดเมื่อมีแรงะเืจากการกระแทก
หานเฟิง (พึมพำ): “แค่เปิดประตูแรงพอ ก็เพียงพอแล้ว…ที่จะทำให้มันทำงาน”
หานเฟิง ( คิดในใจ ): ‘เมิ่งอวิ๋น ปิดการแสดงผล’
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทหารเมืองก็กำลังควบคุมตัวไป๋เฉินและมุ่งหน้ามาทางเขา
หานเฟิงคาดการณ์ไว้แล้วว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องเกิดขึ้น—เนื่องจากเ้าอำเภอต้องรีบจัดการกับข่าวลือ และต้องหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของทหารให้เจอโดยเร็วที่สุดเพื่อสยบกระแสสังคม
แต่หานเฟิงเองก็มั่นใจว่า… ไม่มีผู้ใดในเมืองนี้จะรู้ถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงของเหล่าทหารที่เขาแอบโรย ผงเฉ่าฮูโถว ไว้ที่คอเสื้อ เมื่อเวลาผ่านไป ผงพิษนั้นจะผสมกับเหงื่อ ก็ย่อมไร้หลักฐานตกค้าง
เมื่อไม่มีหลักฐานเชิงวัตถุ—สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ “คำให้การของพยาน หรือ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก่อนการตาย”
แต่ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปตามที่เขาคาดเอาไว้ โดยไม่ทำอะไรเลย ก็อาจถูกใส่ร้าย หรือแม้แต่ถูกฆ่าตายได้ หานเฟิงจึงเลือกใช้ “ความเชื่อของคนในยุคนี้” มาเป็เครื่องมือ… เพื่อพลิกสถานการณ์ให้เข้าทางเขาเอง
“ดูนั่นสิ! หมดสติไปอีกคนแล้ว!”
“ตรงนั้นก็มีอีกคน!”
“ข้าว่า… เื่นี้ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ!”
เสียงชาวบ้านดังระงมขึ้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ขณะเหล่าทหารกำลังคุมตัวหานเฟิงไปยังจวนเ้าอำเภอ
หัวหน้าทหาร: “เกิดอะไรขึ้นกัน !”
ทหารนายหนึ่งรีบก้าวออกมา: “ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัดขอรับ! แต่เหล่าพี่น้องของเรา… ต่างทยอยหมดสติลงโดยไม่ทราบสาเหตุ… เราควรทำเช่นไรดีขอรับ!”
ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้ออกคำสั่ง—เขากลับทรุดฮวบลงจากหลังม้า แรงแม้แต่จะเปล่งเสียงก็ไม่มีเหลือ
หานเฟิง (คิดในใจ): “โดนพิษไปหกคนสินะ นับว่ากับดักที่ข้าวางทำงานได้ไม่เลว”
หลังจากเื่วุ่นวายผ่านไปได้ไม่นาน ก็ได้มีทหารที่มาเสริม รีบช่วยพากันนำเหล่าทหารที่หมดสติ ไปหาหมอ พร้อมกับเริ่มเคลื่อนเกี๊ยวของ หานเฟิง เข้าเมืองต่อ โดยไม่สนใจเสียงซุบซิบของชาวบ้าน
ณ ประตูเมืองเฟ่ยเสี้ยน
ปรากฏ สตรีในอาภรณ์สีขาวสะอาดตา มีผ้าขาวบางปิดบังใบหน้า ท่วงท่าดูสง่างาม นางยืนอยู่หน้าประตูเมือง โดยมีสตรีวัยเยาว์อีกผู้หนึ่งแต่งกายเช่นเดียวกัน เดินตามอยู่ด้านหลัง
ทหารยามที่เฝ้าประตูร้องถามขึ้นว่า
“พวกท่านมาจากที่ใด และมีธุระอันใดกับเมืองเฟ่ยเสี้ยน?”
สตรีวัยเยาว์ในชุดขาวก้าวออกมาตอบแทน
“พวกข้ามาจาก สำนักจิ่วฮวา แห่งเมืองลั่วหยาง ส่วนผู้ที่อยู่เคียงข้างข้า คือศิทย์พี่ของข้าชื่อมู่จาง ข้ามาที่นี่เพื่อพบคน”
เมื่อทหารได้ยินชื่อ สำนักจิ่วฮวา สีหน้าท่าทางของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที ต่างพากันแสดงความเคารพ และเปิดทางให้สตรีทั้งสองผ่านเข้าไปโดยไร้อุปสรรค
หลังจากพวกนางจากไป หัวหน้าทหารยามก็รีบสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นำข่าวนี้ไปแจ้งแก่เ้าอำเภอโดยด่วน
ณ ห้องโถงของจวนเ้าอำเภอ
ทหารยาม : “รายงาน… เมื่อครู่มีคนจาก สำนักจิ่วฮวา เดินทางเข้ามาในเมืองเฟ่ยเสี้ยนแล้วขอรับ”
เ้าอำเภอ (ขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ): “สำนักจิ่วฮวามาที่เมืองเฟ่ยเสี้ยนด้วยเหตุใด?”
ทหารยาม : “เห็นว่ามาตามหาคนขอรับ”
เ้าอำเภอ: “แล้วมากันกี่คน?”
ทหารยาม: “สองคนขอรับ”
เ้าอำเภอ (สีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจัง): “ให้คนของเราจับตาดูไว้ให้ดี หากมีความเคลื่อนไหวใดผิดปกติ รีบมารายงานข้าทันที”
ทหารยาม: “รับคำสั่งขอรับ!”
หลังจากทหารยามออกไป พ่อบ้านที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างก็ได้เสนอความเห็น
พ่อบ้าน: “ท่านเ้าอำเภอ ข้าเห็นว่าเราควรใช้โอกาสนี้ เชิญผู้มาจากสำนักจิ่วฮวาให้ช่วยไขคดีการตายปริศนาในเมือง ท่านคิดว่าเช่นไร?”
เ้าอำเภอ (นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ) : “ความคิดนี้ไม่เลว… เ้าจงไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าลืม—ต้องปฏิบัติด้วยความสุภาพ อย่าให้พวกเขารู้สึกขุ่นเคืองเป็อันขาด”
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองเฟ่ยเสี้ยน ยามซวี (19.00–20.59 น.)
ภายในห้องพักชั้นบน สตรีวัยเยาว์จาก สำนักจิ่วฮวา ค่อย ๆ ถอดผ้าขาวบางที่ปิดบังใบหน้าออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง—นางคือ ไป๋ซู หลานสาวของ ไป๋เฉิน นั่นเอง
นางมีผิวพรรณขาวนวลราวกลีบดอกบัวในสายหมอก เปล่งปลั่งแม้ไม่แต่งเติมใด ๆ ความเนียนละไมของผิวดูราวหยาดน้ำค้างที่เกาะกลีบดอกไม้ยามเช้า—บริสุทธิ์และอ่อนโยนจนอยากเอื้อมแตะ
เส้นผมของนางดำขลับเป็เงางาม ถูกหวีเรียบแล้วถักเป็เปียเล็กแนบศีรษะ ติดเพียงปิ่นไม้เรียบง่ายดอกหนึ่ง ดูไม่ปรุงแต่งนัก แต่กลับยิ่งขับให้นางดูอ่อนหวานเป็ธรรมชาติ
ดวงตาของนางเรียวยาว แฝงแววอ่อนโยน สงบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยความเข้าอกเข้าใจ คล้ายแสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำ มองเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ใจสงบ เย็นรื่น และคล้ายปลดภาระบางอย่างจากอกโดยไม่รู้ตัว
ริมฝีปากของนางเล็กบาง สีชมพูระเรื่อดั่งกลีบเหมยแรกผลิบาน
ยามเอื้อนเอ่ย วาจานั้นแ่เบาและอ่อนโยนนัก ราวเสียงลมพัดผ่านทุ่งหญ้า
ไป๋ซู: “ท่านอาจารย์ ข้าได้ตามหาท่านลุงของข้าทั่วทั้งเมืองแล้ว แต่ก็ยังไม่พบ ได้ยินมาว่ามีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวนมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ตายปริศนาที่เกิดขึ้นก่อนที่พวกเราจะมาถึง ข้าเกรงว่า… ท่านลุงของข้า อาจตกอยู่ในอันตรายแล้วจริง ๆ”
มู่จางจะมีอุปนิสัยเงียบขรึม ไม่พูดจาเกินจำเป็ แต่ทุกถ้อยคำกลับล้วนเปี่ยมด้วยความหมาย ชาญฉลาดเกินวัย ด้วยความสามารถอันหาตัวจับยาก นางได้ขึ้นเป็หนึ่งในเสาหลักของ สำนักจิ่วฮวา ั้แ่อายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น จนผู้คนยกให้เป็หนึ่งในอัจฉริยะแห่งยุค
หาก ไป๋ซู คือกลีบบุปผาอ่อนเยาว์ที่ผลิบานในยามเช้า
มู่จาง ก็คือกลีบบุปผาบานค่ำที่ซ่อนเสน่ห์ลึกล้ำภายใต้แสงจันทร์
นางมีใบหน้าเรียวยาวสมส่วน โครงหน้าชัดเจนทุกสัดส่วน ไม่มีส่วนใดเด่นเกินหรือจางเกิน—ดั่งหยกที่ถูกเจียระไนด้วยยอดฝีมือ
ดวงตาของนางเรียวยาวเฉียบคม ขับให้ความนิ่งเงียบในแววตานั้นกลับยิ่งน่าค้นหา ราวเงาน้ำใต้ผืนนิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าซ่อนกระแสใดอยู่ภายใต้ผิวนั้น
ยามนางมองตรง แม้จะไม่แสดงความรู้สึกใดออกมา แต่กลับให้ความรู้สึกดุจถูกอ่านใจจนเปลือยเปล่า
คิ้วเรียวสวยได้รูป ทอดเฉียงอย่างมั่นคงแต่ไม่แข็งกระด้าง
จมูกโด่งได้สัดส่วน เติมความสง่าให้ใบหน้าอย่างพอดี
ริมฝีปากของนางบางและแนบสนิทเสมอ ราวปิดผนึกความลับนับพันที่ไม่คิดเอื้อนเอ่ยให้ใครได้รู้
แม้นางมิได้ยิ้มง่าย แต่เพียงยืนนิ่ง ๆ ก็ยังเปล่งประกายความเฉียบขาดอันสงบงาม สมกับเป็หญิงผู้แบกรับหนึ่งในเสาศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเอาไว้บนบ่าของตน
มู่จาง: “เ้ามิต้องเป็กังวลไป พรุ่งนี้เราจะออกตามสืบเื่ท่านลุงของเ้ากัน
(จบบทที่ 5)