บทที่ 40 ความรู้สึกถูกต้องชอบธรรม
อวิ๋นเคอหัวเราะเย็นชาครั้งหนึ่งก่อนกล่าวว่า “เจ้าต้องการคำขอโทษเพียงแค่ไก่ป่าตัวหนึ่งหรือ?” ภายใต้บรรยากาศที่ถูกบีบคั้นเช่นนี้ เฉินเถียนเถียนรู้สึกผิดอย่างกะทันหัน ถอยหลังไปก้าวหนึ่งก้มหน้าลง
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า ข้าหิวจริง ๆ นะ ไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนหนึ่ง ซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่หน้าตาไม่เลว จะกล้ามาในป่าลึกยามดึกดื่นเช่นนี้ได้หรือไร ก่อนหน้านี้ยืมไก่ป่าของท่านไปตัวหนึ่ง ไม่ได้คืนให้ท่านแล้วหรือ”
“ถึงแม้ข้าขู่กรรโชกท่านแบบนี้มันจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ แต่ถ้าข้าไม่ทำ ข้าก็จะอดตายแล้ว” อวิ๋นเคอไม่กล่าวอันใด หมุนตัวเดินจากไปเฉินเถียนเถียนร้อนใจรีบวิ่งตามไปทันที พลางตะโกนไปด้วยว่า
“ท่านจะให้ยืมหรือไม่ให้ยืมกันแน่” อวิ๋นเคอกลับไม่รีบเดินแล้ว ปลดไก่ป่าตัวหนึ่งที่คาดเอวออกมา โยนลงบนพื้น จากนั้นหยิบมีดสั้นออกมาจากเข็มขัด แล้วก็เริ่มหาไม้แห้งเต็มพื้น
เฉินเถียนเถียนเข้าใจ ทั้งก็รู้สึกไม่ดีที่จะกินของที่คนอื่นทำเสร็จแล้ว อีกอย่างแค่ปรุงไก่ป่าตัวหนึ่ง ก็ไม่ได้ยากอะไร นางก้าวไปข้างหน้าก่อนเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ขอบคุณท่าน ข้าจะตอบแทนท่านแน่นอน” จากนั้นก็ก้มลงหยิบไก่ป่าขึ้นมาแล้วเริ่มถอนขนบนตัวมัน อวิ๋นเคอมองนางหนึ่งครั้งแล้วก้มลงทำเรื่องของตัวเองต่อ…
ไก่ป่าสุกอย่างรวดเร็ว เฉินเถียนเถียนฉีกชิ้นหนึ่งออกมาตามสมควร จากนั้นยื่นครึ่งตัวที่เหลือให้อวิ๋นเคอ แต่อวิ๋นเคอกลับไม่มีท่าทีจะรับไปเลย
“ถ้าอยากเรียนล่าสัตว์ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าขึ้นเขา” กล่าวจบก็หันหลังจากไป ทิ้งเฉินเถียนเถียนให้ยืนงงอยู่นานกว่าจะนึกออกว่าตัวเองเพิ่งขอให้อวิ๋นเคอสอนล่าสัตว์ไปก่อนหน้า
อวิ๋นเคอคนนี้ช่างแปลกจริง ๆ ถึงแม้ตัวเองจะหิว แต่คนตัวเล็ก ๆ เช่นนี้จะกินไก่ป่าทั้งตัวได้เช่นไร เหตุใดเขาถึงไม่แตะมันเลยสักนิด ทว่า เสียงท้องร้องคำรามเร่งเร้าให้เฉินเถียนเถียนไม่อาจเสียเวลาคิดเรื่องพวกนี้ กัดเนื้อไก่ในมือเข้าปากคำโต ๆ
แน่นอนว่าด้วยกระเพาะของนาง กินได้มากสุดแค่ขาไก่ข้างหนึ่ง ที่เหลือนางโยนเข้าไปในพื้นที่ นางมาที่นี่แล้วต้องอดอยากเป็นเรื่องธรรรมดาของนางไปแล้ว เช่นนั้นนางต้องเตรียมอาหารไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในยามที่ยังมีโอกาส
น่าเสียดายที่ข้าวของตระกูลเฉินมีน้อยเกินไป แม้นางเองก็ไม่กล้าลงมือเก็บไว้ที่ตัว ได้ยินว่าตระกูลเฉินยังเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านอีก ช่างน่าแปลกที่มีข้าวของแค่นี้
ร่างกายเดิมทีก็อ่อนแอ กลางวันยังต้องวุ่นวายมากมาย พอท้องอิ่มแล้ว เฉินเถียนเถียนก็ไม่อยากขยับเขยื้อนทันที ลากร่างกายที่อ่อนล้ากลับไปที่ตระกูลเฉินแล้วก็นอนบนกองฟืนเช่นเคย
แต่เพิ่งหลับตาลง กลับได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในครัวกะทันหัน คนอื่น ๆ นอนหลับไปหมดแล้ว เช่นนั้นเสียงเบา ๆ ที่ดังขึ้นจนเหมือนจะไม่มีนี้มาจากไหน เอ๊ะ… หรือว่ามีขโมยเข้ามาในครัว แต่ขโมยก็ไม่น่าจะไปที่ครัวนะ หรือว่าเป็นหนูหรือ มีหนูใหญ่ขนาดนี้ด้วยงั้นหรือ
“ไม่ใช่สิ เสียงหนูกับเสียงฝีเท้านางยังแยกแยะได้ชัดเจน นี่มันเสียงฝีเท้าของคนชัด ๆ” เฉินเถียนเถียน แม้จะไม่สนใจว่าในบ้านหลังนี้จะถูกขโมยอะไรไปบ้าง แต่ความยุติธรรมในฐานะตำรวจยังคงอยู่ในตัวนาง นางค่อย ๆ ลุกขึ้น แล้วย่องเข้าไปใกล้ห้องครัว
ลองเดาดูสิว่านางเห็นอันใด… ที่แท้ก็คือเฉินเฉินเด็กชายวัยเจ็ดขวบ กำลังค้นหาไปทั่วในห้องครัว และยังกุมท้องอยู่ด้วยดูเหมือนจะหิวอยู่เช่นเดียวกับนางก่อนหน้าสินะ
หรือว่าหลินชุนฮวาหญิงใจร้ายผู้นั้น จะไม่สนใจลูกชายแท้ ๆ ของตัวเองด้วย เฉินเถียนเถียนค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ จู่ ๆ เฉินเฉินที่กำลังร้อนรนหาของกินจนไม่สังเกตเห็นว่ามีคนอยู่ข้างหลัง ตกใจจนแทบจะร้องออกมาเฉินเถียนเถียนรีบเอามือปิดปากเขาไว้ทันที
“ถ้าแม่เจ้ารู้ว่าเจ้าลุกขึ้นมาขโมยของกิน นางจะต้องตีเจ้าจนตายเป็นแน่”
“อย่าส่งเสียงดังเข้าใจหรือไม่ พวกเราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า จะได้ไม่มีเสียงไปทำให้แม่ของเจ้าตื่นขึ้นมา” เฉินเถียนเถียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการข่มขู่ เฉินเฉินดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องน่ากลัวบางอย่าง ตัวสั่นเทิ้มครั้งหนึ่งแล้วรีบเดินตามหลังเฉินเถียนเถียนออกมาอย่างว่าง่าย
“แม่ผู้เป็นเลิศของเจ้ากล่าวอีกแล้วใช่หรือไม่ว่าข้าขโมยของ เช่นนั้นเจ้าถึงไม่มีข้าวกินงั้นสินะ” เฉินเฉินส่ายหัว
“ไม่ใช่ นางบอกว่าข้าเป็นหมาที่เลี้ยงไม่เชื่องให้ข้ากินยังไม่เท่าให้หมากิน” เฉินเถียนเถียนตกใจอ้าปากค้างกับคำกล่าวนี้ หลินชุนฮวาผู้นี้สมองมีหลุมหรือไร เฉินเฉินเชื่อฟังนางขนาดนี้ยังกล่าวว่าเป็นหมาที่เลี้ยงไม่เชื่องอีก
“หิวหรือ เจ้าลองคิดดูเถิดนางไม่ใช่แม่ที่ดีของเจ้าหรอกหรือ ตอนที่ข้าถือของอยู่ในมือ ข้าไม่เคยปล่อยให้เจ้าท้องหิวสักนิด เจ้าลองดูสิว่าใครกันแน่ที่ขโมยของกินของเจ้า” เฉินเฉินก้มหน้าลงด้วยความอับอายแต่ในฐานะเด็กเจ็ดขวบเขาจะรู้อันใดมากมากเล่า เฉินเถียนเถียนถอนหายใจ
“แม่ของเจ้าก็แย่จริง ๆ คนที่ทำให้นางโกรธคือข้าไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าเลย แล้วเหตุใดนางถึงไม่ให้เจ้ากินข้าวด้วยเล่า เจ้าไม่ได้ไปหาพ่อของเจ้าเลยหรือ”
เฉินเฉินเม้มปากด้วยความน้อยใจ “ข้าแค่ออกไปครู่เดียว พอกลับมาท่านแม่ของข้าก็เกาะติดท่านพ่อเข้าไปในห้อง ล็อกประตูไม่ให้ข้าเข้าไปแล้ว ข้าไม่ทันได้คุยกับท่านพ่อเลยสักคำ”
เฉินเถียนเถียนคิดถึงเรื่องร้ายกาจที่เด็กตัวเล็ก ๆ ผู้นี้เคยทำกับเจ้าของร่างเดิม อยากจะปล่อยให้เด็กตัวแสบเยี่ยงนี้อดต่อไป
แต่เด็กตัวเล็ก ๆ จะรู้เรื่องราวอันใดมาก ก็เป็นผู้ใหญ่สอนทั้งนั้น อีกอย่างเด็กตัวเล็กขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้หิวต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร ในที่สุดความยุติธรรมก็เอาชนะ เฉินเถียนเถียนถอนหายใจอีกครั้ง แล้วจูงมือเฉินเฉินพาเขาออกจากตระกูลเฉิน
ที่ริมสระน้ำใต้ต้นหลิวต้นหนึ่ง นางให้เฉินเฉินนั่งรออยู่ตรงนั้น ส่วนตัวเองก็มุดเข้าไปในพุ่มหญ้า แล้วอาศัยที่กำบังหยิบไก่ป่าครึ่งตัวออกมาจากในพื้นที่มิติ
“นี่ให้เจ้า กินเสร็จแล้วค่อยกลับ” เฉินเฉินเบิกตาโต ก่อนหน้านี้ในพุ่มหญ้าไม่มีอะไรเลยนี่นา ไฉนนังสา...พี่สาวคนนี้ถึงหยิบไก่ครึ่งตัวออกมาได้กันเล่า เฉินเถียนเถียนทำหน้าดุ ยื่นมือมาตีหัวเฉินเฉิน
“ยังเด็กอยู่จะคิดมากไปทำไมกัน รีบกินให้หมดแล้วกลับไปเสีย ถ้าโดนแม่เจ้าจับได้ ต้องโดนตีตายแน่แล้วต่อไปเจ้าก็คงได้อยู่แต่ในห้องเล็ก ๆ นั่นอีก” เฉินเฉินหิวจริง ๆ ไก่ย่างในมือยังส่งกลิ่นหอมอยู่เลย เขาก้มหน้าลงแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
เฉินเถียนเถียนนั่งอยู่ข้าง ๆ ส่ายหัวไปมา หลินชุนฮวาอย่างน้อยก็เป็นแม่คน แต่กลับปล่อยให้บุตรของตัวเองหิวโหย ช่างแย่เสียจริง
เฉินผิงอันก็เป็นเพียงคนไร้สมองเช่นกัน บุตรชายตัวเองเติบโตมาเป็นแบบไหนไม่ทราบหรือ แต่ถึงแม้จะรู้หลินชุนฮวาก็คงจะหาข้ออ้างอื่นมาอำพรางไปเรื่อย ๆ อยู่ดี และก็คงเชื่อคำนางผู้นั้นจนไม่คิดอันใด
เฉินเฉินกัดขาไก่จนหมดอย่างรวดเร็วแต่ท้องก็ยังไม่อิ่มดี ได้แต่จ้องมองพี่สาวตาเป็นมัน เดิมทีเฉินเถียนเถียนมีเพียงไก่ตัวใหญ่นี้เท่านั้น ตอนนี้ถูกเด็กตัวแสบนี่กินไปอีกเกือบครึ่งที่เหลือก็มีแต่กระดูก พวกนี้ยังต้องเก็บไว้กินพรุ่งนี้อีกนะ ไม่อย่างนั้นนางจะมีแรงไปล่าสัตว์บนภูเขาได้เช่นไร