ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 56 สิบท่า กำลังดี

            “ไอ้ชั้นต่ำ ปากดีนักนะ กล้าขึ้น ‘ค่ายกลไม้’ กับข้าหรือไม่?”

            อู่เจ๋อผู้โกรธจัดเรียกได้ว่ามุทะลุดุจฟ้าร้อง เขาชี้ค่ายกลไม้ใจกลางลานสวนต้นเมเปิ้ล

            ฉู่เหินไร้แววหวาดกลัว ตอบกลับเสียงเย็น “คิดว่ากลัวหรือไร?”

            อหังการ!

            อหังการอย่างที่สุด!

            เพียงได้ยินคำนั้นของฉู่เหิน ทุกผู้ทุกนามในที่นั้นก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน

            ไม่มีใครคาดคิดว่าฉู่เหินจะอหังการเย่อหยิ่งได้ถึงเพียงนี้เป็นแค่ศิษย์ใหม่แต่กลับกล้าเป็นปฏิปักษ์กับอู่เจ๋อไม่พอ? ยังรับคำท้าขึ้นค่ายกลไม้อีก?

            ขุดหลุมฝังตัวเองโดยแท้

            “ฮึ ช่างโง่เง่านัก” อู่เจ๋อหัวเราะเยาะ เขาเดินไปยังลาน กระโจนขึ้นเหยียบบนแท่นไม้สูงกว่าสองเมตรแท่นหนึ่งอย่างมั่นคง

            เหล่าศิษย์บนค่ายกลไม้คนอื่นต่างก็ถอยไปยังพื้นที่เบื้องหลัง ให้มีพื้นที่กว้างมากพอ

            ฉู่เหินไม่ลังเล กระโจนขึ้นแท่นไม้แท่นหนึ่งไปเช่นเดียวกัน

            ด้วยเพิ่งเคยขึ้นค่ายกลไม้เช่นนี้เป็นครั้งแรก ฉู่เหินจึงซวนเซอยู่สองครั้งอย่างชัดเจน

            ฝูงชนโดยรอบเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้นก็อดแสดงสีหน้าเหยียดหยามไม่ได้

            “คงเคยขึ้นค่ายกลไม้นี่ครั้งแรกกระมัง?”

            “เช่นนั้นข้าคงต้องยกย่องความกล้าของเขาจริงๆ ยืนยังยืนไม่อยู่ ยังจะกล้าไปต่อสู้กับคนอื่นบนนั้นอีก?”

            “เห็นทีคงเพราะไปสู้ชนะหลินเทายามอยู่ลานเจ็ดดาวครั้งก่อนกระมังถึงได้หลงลำพองนักหนา”

            “อย่าเรียกว่าลำพอง เรียกว่าโง่เขลาจะดีกว่า”

            ...

            ทุกคนในที่นั้นไม่มีใครมองฉู่เหินดีเลย ต่างคนต่างก็คิดว่าเจ้าตัวแส่หาความอัปยศเอง

            ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าอู่เจ๋อเคยฝึกบนลานไม้มานานแค่ไหนลำพังแค่พลังระดับเชื่อมหยวนขั้นสามของเขาก็ข่มฉู่เหินได้สนิทในเมื่อพวกเขาล่วงรู้แต่เพียงว่าพลังลมปราณของฉู่เหินอยู่ที่ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าเท่านั้นเอง

            “เฮ้ย ข้าก็แค่พูดไปส่งๆ ไอ้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเยี่ยงเจ้ายังกล้าขึ้นมาบนค่ายกลไม้นี้กับข้าอีกหรือ?”อู่เจ๋อหัวเราะเยียบเย็น

            ฉู่เหินยกยิ้มไม่แยแส “ข้านึกว่าเจ้าจะกลัวสู้ข้าไม่ได้ถึงใช้วิธีนี้เพิ่มโอกาสชนะให้ตนเองเสียอีก”

            “น่าขันนัก ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งถึงความน่าขันของตัวเอง”

            สิ้นคำ อู่เจ๋อก้าวย่างออกไปก้าวหนึ่งเคลื่อนไหวบนแท่นไม้ราวกับเดินอยู่บนพื้นราบ พริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าฉู่เหินวาดมือเป็นดาบพุ่งแทงลำคอ

            “เร็วมาก!”

            “ศิษย์พี่อู่เจ๋อเก่งกาจดังคาด”

            ...

            ศิษย์โดยรอบอุทานด้วยความอึ้ง อู่เจ๋อบุกเฉียบขาด รวดเร็วรุนแรงดุจสายลม

            ฉู่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบถอยไปเบื้องหลัง

            “เฮ้ย ช้าเกินไปแล้ว” อู่เจ๋อยิ้มย่ามใจเปลี่ยนองศาฝ่ามือลงไปที่อกของฉู่เหินแทน

            เพราะไม่ชินกับแท่นไม้ ฉู่เหินจึงเกือบเหยียบอากาศแต่พลังฝ่ามือของอู่เจ๋อเข้ามาถึงตัวแล้ว หลบอย่างไรก็ไม่พ้นมีแต่จะต้องเผชิญหน้าโดยตรงเท่านั้น

            “หมัดดาวมืดเจ็ดสังหาร!”

            ตู้ม!

            ฝ่ามือปะทะหมัด คลื่นปราณอลหม่านระเบิดกลางอากาศพลังหยวนแท้พุ่งชนกันจนอากาศปั่นป่วนผิดธรรมชาติ สะท้อนเสียงคลื่นกู่ร้องเป็นระลอก

            ด้วยไม่อาจทรงตัวได้ ฉู่เหินถึงไม่ได้ครองความได้เปรียบเพราะหมัดนี้เลย

            “กลิ้งลงไปเสียเถอะ!”

            อู่เจ๋อยกขาขวาง้างเตะไปที่เอวฉู่เหิน

            ฉู่เหินสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย พลิกร่างกระโจนแวบวาบไปยังแท่นไม้อีกอัน

            แต่อู่เจ๋อกลับเร็วกว่ามาก ไม่ทันให้ฉู่เหินได้ทรงตัวอยู่อู่เจ๋อก็ไล่บุกมาติดๆ แรงหมัดพันพัวพลังหยวนแท้โหมกระพือถล่มตรงมายังศีรษะเขา

            ฉู่เหินก้มกายหลบ แต่เพราะทรงตัวไม่อยู่ถึงได้ล้มลงมาจากแท่นไม้ในทันที

            ทุกคนในที่นั้นหลุดหัวเราะดูถูก

            กระนั้น ตอนนี้เองที่ฉู่เหินกลับโอบแท่นไม้ข้างกายไว้ ร่างขนานกับพื้นแล้วเตะตัดขาอู่เจ๋อ

            “เจ้านี่ตอบสนองดีนัก...” คนข้างสนามพูด

            อู่เจ๋อย่อมคิดไม่ถึงว่าฉู่เหินจะจู่โจมเช่นนี้ได้ เขาโผกระโจนออกด้านข้างหลบหลีกการบุกนี้ได้อย่างง่ายดายแต่ฉู่เหินกลับฉวยโอกาสนี้กลับขึ้นไปบนแท่นไม้ได้ทันท่วงที

            การสู้ระยะประชิดอันเรียบง่ายเมื่อครู่ฉู่เหินนับได้ว่าทำได้น่าพอใจทีเดียว

            หากเป็นใครคนอื่นที่เพิ่งขึ้นค่ายกลไม้เป็นครั้งแรกแล้วไซร้ น่ากลัวว่าคงถูกตบร่วงไปสองสามรอบแล้วกระมัง

            ฉู่เหินเหยียบย่างบนยอดแท่นไม้ สองมือแตะปลายรองเท้า นั่งยองๆให้อู่เจ๋อเบื้องหน้า ดวงตาดำมะเมี่ยมเรืองรองแสงแห่งความมั่นใจ

            “ฮะ!” อู่เจ๋อหัวเราะหยามหลู่“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหนตั้งมากมาย แต่เสียดายที่ต้องบอกให้รู้เอาไว้ว่าข้าจะทำให้เจ้ากลิ้งลงไปนอนกับพื้นในสิบท่าเท่านั้น”

            ว่าจบ อู่เจ๋อก็เริ่มบุกฉู่เหินอีกครั้ง

            แต่คราวนี้ ฉู่เหินกลับเผยยิ้มบางขึ้นมา

            เมื่ออู่เจ๋อกำลังจะบุกมาถึงตัว เสียง ‘ฟ้าว’ ก็ดังขึ้น ฉู่เหินไปจากแท่นไม้อันนั้นแล้วเหยียบบนลงแท่นไม้อีกอันด้วยการย่างก้าวอันเป็นเอกลักษณ์

            แม้จะยังไม่มั่นคงเหมือนก่อนหน้านี้แต่เรื่องปราดเปรียวกลับน่าดูชมทีเดียว

            “ฮึ หลบพ้นอย่างนั้นหรือ?”

            อู่เจ๋อไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ พลานุภาพปราณแห่งพลังเชื่อมหยวนขั้นสามล่องลอยปะทุออกมาจากในกายไม่หยุดหย่อนพลังหยวนแท้สาดซัดก่อร่างเป็นแรงกระเพื่อมไหวให้ศิษย์ทั้งหลายบนแท่นไม้อื่นเริ่มยืนไม่ค่อยอยู่

            ฉู่เหินเหยียบย่างเป็นก้าวเจ็ดดารา เปลี่ยนตำแหน่งไม่หยุดยั้งปราดเปรียวดุจมังกรแหวกว่าย

            ในสายตาฉู่เหินแท่นไม้ใต้เท้าเขานั้นเรียงเป็นตำแหน่งเจ็ดดาวเหนือได้นับไม่ถ้วนหากเปลี่ยนท่าร่างมังกรดาวเหนือจรมาไว้บนแท่นไม้ได้ก็ย่อมจะโลดโผนและพลิกแพลงได้ให้ผลเหมือนเช่นยามอยู่บนพื้นราบ

            “เจ้านี่ทำไมถึงได้จับช่องทางได้เร็วนัก?” ศิษย์สายตรงอาจารย์ซีหลานผู้หนึ่งโพล่งออกมา

            พวกหลิ่วเยว่ หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ เป็นต้น ต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจ

            “ศิษย์พี่ฉู่เหินไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ด้วยข้าฝึกมาตั้งเกือบเดือนยังปราดเปรียวสู้เขาไม่ได้แม้เพียงครึ่ง...”หลี่ฮุยเย่ถอนใจชมเชย

            โจวลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางว่า“เจ้าคนนี้ยังพลังลมปราณระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าอยู่หรือเปล่า?”

            “เป็นไปไม่ได้” หลิ่วเยว่ข้างกันประกาศิตแน่วแน่“หากระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าจริงได้พ่ายไปนานแล้ว ไม่นึกเลยว่าปีนี้สำนักดาราสวรรค์พวกเราจะรับศิษย์ใหม่เช่นนี้มาได้”

            ...

            ปึ้ง!

            การปะทะและพุ่งชนของพลังหยวนแท้ยังปะทุอย่างต่อเนื่องบนแท่นไม้อู่เจ๋อบุกรวดเร็วรุนแรง ฉู่เหินก็ใช้ท่าร่างคล่องแคล่วพลิกแพลงได้เสมอดลให้การต่อสู้เบื้องหน้าน่าดูชมอย่างยิ่งยวด

            ที่น่าตื่นตะลึงที่สุดเห็นจะไม่พ้นพลังที่ฉู่เหินแสดงออกมา

            ยามแรกเริ่มบุรุษหนุ่มยังยืนโงนเงนทรงตัวไม่ค่อยอยู่แต่แค่พริบตาเดียวก็สามารถตามความเร็วของอู่เจ๋อทันมิหนำซ้ำยังโรมรันพันตูกับอีกฝ่ายได้ด้วย

            “เจ้าเด็กนั่นเป็นใครมาจากแห่งหนใดกันแน่? พลังเช่นนี้กระทั่งสำนักยุทธจักรพรรดิยังจะชิงตัวเขาเลย!”

            “ใครจะไปรู้เล่า! แต่ข้าได้ยินมาว่าก่อนหน้าที่ฉู่เหินจะมาสำนักดาราสวรรค์ของเราเขาถูกสำนักยุทธขั้นสูงเกือบสามสิบที่ปฏิเสธมาแล้ว”

            “ไม่ใช่แล้วกระมัง? เพราะเหตุอันใดเจ้ารู้ไหม?”

            “ไม่รู้แน่ชัดหรอกก่อนหน้านี้ข้านึกว่าเขาจะมาสำนักดาราสวรรค์เพื่ออาจารย์ซีหลานแต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะไม่มาฟังอาจารย์ซีหลานสอนตลอดหนึ่งเดือน เหลือเกินจริงๆ”

            “แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีวันเอาชนะศิษย์พี่อู่เจ๋อได้ไม่ต้องสงสัยเลย”

            ...

            ถึงแม้พลังของอู่เจ๋อจะอยู่ระดับรั้งท้ายของศิษย์สายตรงใต้อาณัติอาจารย์ซีหลานแต่ระดับพลังเชื่อมหยวนขั้นสามก็เป็นของแท้แน่นอน

            เด็กใหม่อย่างฉู่เหินไม่มีความหวังจะได้ชัยชนะมากมายอันใดเลย

            เวลาเพียงพริบตา สิบท่าที่ว่าก็เสียไปแล้วแปดท่า

            “เหลือท่าสุดท้ายแล้ว”

            ตูม ตึง!

            พลังหยวนแท้อันถาโถมโหมกระหน่ำปะทะพุ่งชนกลางอากาศอย่างรุนแรงเสียงกัมปนาทหนักหน่วงดั่งฟ้าร้องคลื่นลูกหลงจากวงปราณอันไพศาลทำฉู่เหินและอู่เจ๋อต่างต้องเหาะลอยไปเบื้องหลัง

            ยามล่าถอย ดวงตาอู่เจ๋อพลันฉายแววเหี้ยมอันเยียบเย็นหลายส่วน “ฮึดูซิว่าเจ้าจะรับท่าสุดท้ายของข้าเยี่ยงไร”

            พลานุภาพปราณแข็งแกร่งล่องลอยจากในกายอู่เจ๋อพลังหยวนแท้ไร้ที่สิ้นไหลมาตามแขนแล้วรวมตัวที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง

            ชั่วขณะนั้น หัวหมาป่าสีทองอันเหี้ยมเกรียมเผยตัวในคลองสายตาของทุกคน

            คลื่นพลังคะนองไม่หยุดนิ่งสะท้อนออกมาจากหัวหมาป่าทองนั้นอากาศบังเกิดเป็นเสียงปั่นป่วนของคลื่นปราณที่สั่นไหว

            “แย่แล้ว...”

            หลิ่วเยว่ผู้เป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานเช่นกันหน้าเปลี่ยนสีนางรีบตวาดเฉียบขาด “อู่เจ๋อ หยุดเดี๋ยวนี้ อย่ามาก่อเรื่องที่นี่”

            กระนั้น ไม่รู้ว่าหลิ่วเยว่เตือนช้าไปหรือเพราะอู่เจ๋อตั้งใจแน่วแน่แล้วกันแน่

            ตูม!

            ฉับพลัน หัวหมาป่าสีทองจากสองมือของอู่เจ๋ออ้าปากรวดเร็ว สิ้นเสียงผ่าสลาตันอันทรงอานุภาพไม่อาจต้านรัศมีแสงควบแน่นพลันปะทุวูบวาบออกไปอย่างเร็วรี่

            รัศมีแสงควบแน่นนั้นกระจายกลิ่นอายอันตรายน่าพรั่นพรึงประหนึ่งศรบินลำแสงกำแหงในความว่างเปล่า รุกคืบหาฉู่เหิน

            ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หอกยาวแหลมคมปรากฏบนมือฉู่เหิน

            ดวงตาฉู่เหินเรืองประกายเย็นเยียบ พลังหยวนแท้ในร่างกู่ร้องหลั่งไหลรวมตัวที่หอกพิชิตมารดุจแม่น้ำหลากตัวหอกดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงทิ่มแทงตาในบัดดล

            “นั่นมัน?”

            คนโดยรอบตกใจไปตามๆ กัน ต่างคนต่างสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารจากร่างฉู่เหิน

            ...

            “หอกสลาตันเงาโลหิต!”

            ฉู่เหินตวาด เสือกหอกขึ้นไปเผชิญหน้ากับรัศมีแสงสีทองแวววาวนั่นโดยตรง

            ตู้ม!

            พลังน่าสะพรึงกลัวปะทะกันรุนแรง หอกพิชิตมารในมือฉู่เหินเปล่งแสงสีแดงชาดพลังโจมตีถาโถมราวน้ำหลากแตกทลาย ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงคู่แล้วคู่เล่ารัศมีแสงสีทองอร่ามแหลกสลาย ระเบิดกระจายเป็นพลังหยวนแท้ที่แตกซ่าน

            “ฉึก”

            หอกสลาตันรุกล้ำเข้าหาดั่งพายุฝน คมหอกคมกริบผ่าไม้ไผ่จู่โจมหัวหมาป่าสีทองเบื้องหน้าอู่เจ๋อทันใด

            ตึง!

            แรงสั่นสะเทือนของพลังงานอันบ้าคลั่งระเบิดออก อู่เจ๋อหรี่นัยน์ตาสุดขีดไม่ทันได้ตอบสนองอันใด หัวหมาป่าสีทองตรงหน้าก็ระเบิดกระจุยในพลัน

            ลูกหลงคลื่นปราณอันยิ่งใหญ่กวาดล้างไปทั่วทุกสารทิศแสงหอกสามฉื่อของฉู่เหินรุกไล่เข้าหา เย็นเยียบเล่ห์เงาเลือดถล่มใส่ร่างอู่เจ๋อหมดสิ้น รายหลังตัวสั่นรุนแรงก่อนลอยละลิ่วปลิวไป

            อู่เจ๋อตกกระแทกพื้นสะบักสะบอมท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างนับคู่ไม่ถ้วน

            ฉู่เหินยืนอยู่บนยอดแท่นไม้อย่างมั่นคงใช้หอกพิชิตมารชี้ศัตรูอย่างผู้สูงส่งกว่า เอื้อนเอ่ยเยียบเย็น “สิบท่ากำลังดีเลย...”

     

             ………………………..