ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น
“มานาโพชั่นพวกนี้ พวกเราแบ่งกันไปคนละเท่าๆกันนะ”
พวกเรเวลเปลี่ยนดรอปไอเท็มที่มีให้กลายเป็นมานาโพชั่นทั้งหมด แล้วใส่ในถุงเวทมนตร์ส่วนตัวที่ทางโรงเรียนแจกให้คนละใบ
“รูอันฮีลให้ฉันหน่อย”
“ครับท่านเซเลน่า”
“อย่าลืมฉันด้วยนะเฟ้ยย”
รูอันร่ายเวทรักษาฟื้นพลังชีวิตของแต่ละคนให้เรียบร้อยจนเต็ม
เมื่อพลังชีวิตเและพลังเวทฟื้นจนเต็มแล้ว
“เอาล่ะ..ทีนี้ก็..”
เรเวลเปิดหน้าต่างสเตตัสขึ้นมาดูเพื่อเช็ครายละเอียดสกิลที่ปลดล็อคใหม่
---------------------
<Flame Rod lv1>
-บทร่ายเริ่มต้นด้วย FireMagic + ชื่อสกิล
-สามารถใช้หอกเป็นยานพาหนะในการเคลื่อนที่ได้:
→ Movement Speed สูงสุด 1,000%
-ใช้พลังเวท 50 หน่วย / 1นาที
-ขณะที่ใช้หอกเป็นยานพาหนะ หากร่ายคำว่า ‘Burning’ จะสร้างเปลวเพลิงเผาผลาญศัตรูบริเวณโดยรอบ:
→ Magic Damage 3,000%
→ผู้ร่ายจะไม่ได้รับความเสียหายจากไฟของสกิล <Flame Rod>
→ ใช้พลังเวท 400 หน่วย /1วินาที
-ข้อจำกัด:
→เอนชานต์ด้วยสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์> ไม่ได้
---------------------
‘โอ้..สกิลนี้ก็ร่ายเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันแหะ..แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ Holy Skill ที่ต้องเก็บสแตคหรือเคาเตอร์อะไรนั่น..นับว่าใช้ง่ายอยู่พอสมควร..ถึงดาเมจจะไม่ค่อยหวือหวาก็เถอะ’
มาดูสกิลถัดมากันเลย
---------------------
<Atlas Flame lv1>
-บทร่ายเริ่มต้นด้วย FireMagic + ชื่อสกิล
-เอนชานต์เฉพาะส่วนของร่างกายด้วยเวทมนตร์แห่งไฟ:
→ส่วนที่เอนชานต์จะปรับสเตตัสกำลังและความเร็ว +10 LV
→ปรับสเตตัสด้านอื่นให้สอดคล้อง
→ชณะใช้จะอมตะชั่วคราว
-เงื่อนไข:
→เอนชานต์ได้สูงสุด1ตำแหน่ง
-ความสามารถเสริม:
→สละ Block Counter (BC) 2 เกจ จะสามารถใช้สกิล Atlas Flame ได้โดยไม่ต้องร่ายและยังปรับประสิทธิภาพสกิลให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
-ข้อจำกัด:
→เอนชานต์ด้วยสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์> ไม่ได้
-ใช้พลังเวท 500
---------------------
<Altimate Atlas Flame lv1>
-บทร่ายเริ่มต้นด้วย FireMagic + ชื่อสกิล
-สร้างวงเวทขนาดใหญ่ในตำแหน่งเป้าหมายที่ระบุจากนั้นอัญเชิญเปลวเพลิงขนาดมหึมาเผาผลาญเป้าหมายเบื้องหน้า
-รัศมีวงเวท 20 เมตร
-ความสามารถเสริม:
→สละ Block Counter (BC) 1 เกจ จะเพิ่มขอบเขตวงเวท 100 เมตร
-ข้อจำกัด:
→เอนชานต์ด้วยสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์> ไม่ได้
-Magic Damage 50,000%
-ใช้พลังเวท 1000
---------------------
<Hyper Drive lv1>
-พุ่งใส่เป้าหมายทะลุทะลวงเป็นแนวเส้นตรงอย่างรุนแรง 3 ครั้ง (สามารถหยุดได้ดั่งใจนึก)
-ลดความเสียหาย70%ขณะใช้สกิล
-Physical Damage 50,000%
-Magic Damgae 200%
-ใช้ Block Counter (BC) 3 เกจ (หากใช้10เกจ จะสามารถใช้สกิิลนี้ได้โดยไม่ต้องร่ายและจะ<อมตะ>ขณะใช้สกิล)
-ไม่ใช้พลังเวท
---------------------
<อีคริปส์สแลช lv1>
-ไม่จำเป็นต้องร่าย สามารถใช้งานโดยใส่พลังเวทลงไปในหอก
-ตวัดหอกเป็นวงกว้าง ระยะแสดงผลไม่เกินครึ่งวงกลม
-หากสร้างความเสียหายให้ศัตรูได้สำเร็จจะได้รับ Block Counter (BC) 1 เกจ
-ความเสียหาย 2000%
-ใช้พลังเวท 500
---------------------
<เคาเตอร์กิฟต์ lv1>
-เป็นสกิล Passive
-ขยายขอบเขตการสะสมของ Block Counter (BC) สูงสุดไม่เกิน 50 เกจ
-สุ่มอัตราการได้รับ Block Counter (BC) 3 เกจ ทุกๆ 1 นาที (โอกาสได้10%)
-ไม่ใช้พลังเวท
---------------------
<สเปียร์ซิมูเลชั่น lv0>
-สร้างหอกจำลอง 1 เล่ม
-สามารถใช้แทนหอกศักดิ์สิทธิ์โฮลี่เจวาลินได้ทุกประการ (ยกเว้นสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์>)
-หากผู้อื่นนอกจากผู้ร่ายใช้หอกจำลองเล่มนี้จะไม่สามารถใช้สกิลได้
-ไม่สามารถสร้างหอกได้เกิน1เล่ม หากร่ายสกิลนี้ซ้ำอีกครั้งหอกเล่มเดิมจะหายไป
-ใช้พลังเวท 4000
---------------------
‘โฮ..ปลดล็อคมาตั้ง7สกิลเลยรึ..’
ดูเหมือนว่าสกิลที่จำเป็นต้องใช้สแตคอย่าง Block Counter จะมีบทร่ายต่างจากสกิลธรรมดานะ แถมชื่อสกิลยังเขียนด้วยภาษาศักดิ์สิทธิ์ตรงๆอีก นับว่าแปลกอยู่พอสมควร ส่วนดาเมจก็ไม่ต้องพูดถึง หากไม่นับสกิล <Flame Rod> แล้ว ดาเมจของสกิลที่ใช้BCถือว่าเวอร์วังอลังการมากเมื่อเทียบกับสกิล lv1 ด้วยกัน
“นี่พวกเธอ…จากการเลเวลอัพเมื่อกี้นี้ได้มาคนละกี่สกิลงั้นหรอ”
เรเวลหันไปถามคนที่อยู่รอบๆ
“3ค่ะ”
“4”
“2ครับ”
“ดูเหมือนจำนวนสกิลที่ปลดล็อคจะไม่เท่ากันสินะ” เรเวลกล่าวอย่างสงสัย
“ที่จริงมันก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากันปะ” เซเลน่าออกความเห็นแบบนั้น
“ของผมบางเลเวลก็ปลดล็อคเยอะ บางเลเวลก็ปลดล็อคน้อยครับ แต่ครั้งนี้เลเวลอัพรวดเดียวหลายเลเวลพร้อมกัน มันก็ต้องปลดล็อคสกิลออกมาเยอะอยู่แล้วนะ(ถึงผมจะแค่2ก็เถอะ) ส่วนจะมากหรือน้อยก็น่าจะขึ้นกับอาร์ติเฟกซ์ของแต่ละคนมากกว่า ว่าแต่นายเถอะ เมื่อกี้ปลดล็อคมาได้กี่สกิลหรอครับ” รูอันถามเรเวล
“ตอน30ไป36 ฉันปลดล็อคได้3สกิลซึ่งพอๆกับพวกนาย แต่ตอน36ไป47 ฉันปลดล็อคได้7สกิลน่ะ” เรเวลตอบด้วยได้ใบหน้านิ่ง
“ห๊ะ!…7สกิล”
“เห้ยๆ..มันก็โกงไปมั้ยย๊ะ”
“เอ่อ..มันก็ไม่ได้โกงขนาดนั้นสักหน่อย เพราะสกิลส่วนมากมันมีเงื่อนไขในการใช้น่ะ ไม่ใช่นึกอย่างใช้ก็ใช้ได้เลย เอาเป็นว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้เรามาวางแผนบุกต่อไปดีกว่า ขืนเสียเวลามากกว่านี้บัพสัตว์บัพจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์”
เรเวลกล่าวจบแล้วหันหน้าไปมองทางเซซิเลีย
เด็กสาวพยักหน้ารับราวกับรู้งาน เธอเปิดแผนที๋โฮโลแกรม3มิติขึ้นมาอีกครั้ง
***
#ณ ห้องประชุมโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์#
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยคณาจารย์แต่ละชั้นปีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโรงเรียนนั่งอยู่บริเวณโดยรอบโต๊ะทางยาวคล้ายตัว U ในห้องประชุมสำหรับบุคลากรระดับสูง
แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด บางคนถึงขนาดใช้มือกุมขมับ บางคนเอาศอกวางเท้ากับโต๊ะ แม้จะรู้ว่ามันเสียมารยาท แต่ตอนนี้ไม่มีใครมามัวคิดเรื่องนั้น ทุกคนคิดได้เพียงอย่างเดียว
“แล้วสรุปจะทำยังไงกับนักเรียนห้องS กลุ่มนั้นที่ติดอยู่ในดันเจี้ยนล่ะ”
“ตามปกติก็ควรส่งคนไปช่วยเหลือมิใช่รึ?”
“แต่ดันเจี้ยนนั้นมีคนหายสาปสูญไปตั้งมากมายและไม่มีใครเคยกลับออกมาได้ แน่นอนรวมถึงทีมช่วยเหลือที่เคยส่งไปเมื่อหลายเดือนก่อนด้วยจนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่กลับออกมาเลย…เห้ออ..ฉันล่ะอยากจะรู้เลยจริงๆว่าชั้นล่างสุดของไอดันเจี้ยนงี่เงานี่มันมีอะไรกันแน่ทำไมถึงได้ทำตัวหวงก้างได้ถึงขนาดนี้” อาจารย์หญิงสาววัยกลางคนอายุประมาณ30 กล่าวเป็นเชิงบ่นออกมา
"คุณจะบอกอ้อมๆว่าให้ทำใจแล้วลอยแพเด็กพวกนั้นหรือไง..”
“อา..ถ้างั้นจะให้ทำยังไงได้ล่ะ…จะส่งทีมค้นหาเข้าไปตายเพิ่มอย่างงั้นรึ…อีกอย่างใช่ว่าฉันอยากจะบอกให้ทำใจสักหน่อย เพราะมีสมาชิกราชวงศ์ติดอยู่ในนั้นถึง2คนเชียวนะ..ถ้าเป็นแค่สามัญชนหรือขุนนางระดับล่างๆก็พอจะหลับหูหลับตาแล้วบอกว่าเป็นอุบัติเหตุได้….ไม่สิเดิมทีฉันก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไอดันเจี้ยนแห่งนี้มันอันตรายเกินกว่าจะสำรวจ”
“ไม่ว่าจะสามัญชน ขุนนาง หรือราชวงศ์ ก็ไม่มีใครควรถูกปล่อยให้ตายทั้งนั้น และพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักเรียนของเราด้วย ถ้าหากเรื่องนี้ฝ่าบาททรงทราบเข้าพระองค์ต้องทรงระคายเคืองเป็นแน่แท้ นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้อาณาจักรอื่นมองอาณาจักรเบลฟาร์สของเราแย่ไปด้วย” คราวนี้เป็นอาจารย์ผู้ชายอายุใกล้เคียงกันกล่าวโต้แย้งบ้าง ประโยคแรกเมื่อกี้หากเรเวลมาได้ยินอาจารย์คนนี้พูดก็คงรู้สึกนับถือเขาไม่น้อย
“สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องสุดวิสัยมิใช่หรือ..อีกอย่างทางเราเองก็เจ็บเหมือนกันนะที่ต้องเสียบุคคลากรดีๆอย่างเอเรนไปด้วยน่ะ” อาจารย์ผู้หญิงกล่าวแบบนั้น
ก่อนหน้านี้มีนักเรียนห้องSทยอยกลับมาก่อนกำหนด แต่พบว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้กลับมาด้วย แถมยังมีนักเรียนหายไปถึง6คน จากคำให้การของนักเรียนคนอื่นๆบอกว่ามี4คนเกิดอุบัติเหตุถูกสิ่งของประหลาดวาปไป ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาและเพื่อนอีก2คนที่เหลือบอกว่าจะไปช่วย หลังจากนั้นอาจารย์ก็เรียกเจ้าหน้าที่ผู้ใช้เวทมิติมารับและพาพวกเขากลับมาที่โรงเรียนก่อน
“เดี๋ยวก่อนสิ..ยังไม่มีข่าวว่าเอเรนตายสักหน่อย..จนถึงตอนนี้ยังผ่านมาไม่ถึง2วันเลยนะ..อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปสิ”
“เหอะ..หายไปในดันเจี้ยนแบบนั้นสุดท้ายชะตากรรมคงไม่ต่างจากทีมสำรวจและทีมช่วยเหลือหรอก ซึ่งเอเรนก็คงจะทำใจแล้วล่ะ อีกอย่างต่อให้มีปาฎิหาริย์รอดกลับมาได้ก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดีในฐานะที่ไม่สามารถดูแลนักเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบได้”
เหล่าคณาจารย์และบรรดาบุคคลากรระดับสูงของโรงเรียนหลายคนกำลังโต้เถียงกันไปมาท่ามกลางความเงียบของคนๆหนึ่งซึ่งเงียบมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มประชุม
“พอเถอะ…เราจบประชุมกันเท่านี้”
คำกล่าวของผู้มีอำนาจสูงสุดในโรงเรียนแห่งนี้กล่าวออกมาอย่างเรียบๆปนเสียงถอนหายใจเล็กน้อย
#คุยกับไรท์(คนเขียน)#
ขออภัยที่อัพสายไป1ชม.ครึ่งครับ แต่ว่าวันนี้จะอัพอีก2ตอนครับซึ่งถือเป็นตอนชดเชยแล้วกัน เขียนเสร็จแล้วขอเวลาตรวจคำผิดกับเกลาประโยคแปปนึง
ปล.ถึงจะเป็นแบบนั้นก็น่าจะมีคำผิดเล็ดลอดอยู่ดี เพราะถ้าจะให้ไม่มีคำผิดเลยหรือคำผิดเข้าใกล้0 คงต้องตรวจทานประมาณ3รอบเป็นอย่างต่ำซึ่งมันเหนื่อยมาก ตอนนี้เลยว่าจะลดเหลือแค่1รอบพอ เพราะคนเขียนเวลาอ่านนิยายตัวเอง กับ คนอ่านเวลานิยายของคนเขียน จะมีฟิลลิ่งที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ความสามารถในการสแกนคำผิดค่อนข้างจะแตกต่างอยู่พอสมควร ฉะนั้นถ้าเจอคำผิดหรือประโยคแปลกๆสามารถแจ้งได้ครับขอบคุณครับ (ถ้าไรท์ขยันพอเดี๋ยวจะกลับมาแก้เอง5555)
→อยากแต่งให้จบSagaนี้เร็วๆจริงวู้ยยยยยยยยยยยยยยยยย…เบื่อชิบ