“พวกท่านเงียบก่อน!”
เสวียนอู่หยางยวดขมับไปหลายรอบเรื่อมจะทนไม่ได้ได้แต่ตวาดออกมาเสียงดังในโถงใหญ่แห่งนี้คนที่มีสิทธิ์เข้ามาก็ล้วนเป็ผู้าุโของตระกูลเสวียนทั้งนั้นอย่างไรก็ตามเสวียนอู่หยางแม้อายุยังน้อยแต่เพียงคำพูดประโยคเดียวของเขาก็สามารถทำให้สถานการณ์กลับมาสงบลงได้
“เทียนชิงผ่านเขตผาเหินมาได้ก็นับว่าดีแล้วเื่ที่ตระกูลฉินเล่นนอกกฎพวกเราคงทำอะไรไม่ได้ตอนนี้ที่ต้องหาลือกันสมควรเป็เื่กระบี่ไท่ผิงเสียมากกว่าไม่ใช่หรือ?”
เสียงของเสวียนอู่หยางดังขึ้นอย่างหน่ายใจ เทียบกันแล้วตระกูลฉินลงมือคราวนี้แม้จะผิดกฎแต่ก็เตรียมการไว้พร้อมสรรพต่อให้บุกไปเอาเื่ถึงที่พวกเขาก็คงไม่ยอมรับและโยนความผิดทั้งหมดให้กับทุ่งอุดรอย่างไรก้ตามเื่กระบี่ไท่ผิงต่างหากถึงจะสำคัญ แม้ว่าความจริงแล้วจะไม่มีปัญหาอะไรแต่แง่ของชื่อเสียงข่าวลือก็ไม่ใช่เื่เล็กน้อย
ตระกูลเสวีนแข็งแกร่งถึงขั้นถูกยกให้เป็อันดับหนึ่งของเมืองนภาครามตำแหน่งนี้ต่อให้ไม่นับรวมราชวงศ์ไปด้วยแค่ในใจของทุกคนก็รู้ดีว่าอันดับหนึ่งที่ว่าไม่ใช่แค่สามตระกูลใหญ่แน่นอนแล้วตอนนี้ไม่เพียงฐานะของตระกูลเสวียนที่สูงขึ้นเื่คอยกดดันราชวงศ์แต่เสวียนเทียนชิงยังถึงกับมีกระบี่ไท่ผิงที่เป็มรดกของราชวงศ์อยู่ในมือ
“เื่นี้แท้จริงแล้วเป็อย่างไรราชวงศ์จะไม่รู้เชียวหรือ?ท่านผู้นำตระกูลคิดมากเกินไปแล้วอย่างมากรอให้นายน้อยกลับมาก็คืนกระบี่ไท่ผิงให้กับพวกเขาก็พอ”
“ก็จริง คนอื่นไม่รู้แต่ราชวงศ์จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็คนมอบกระบี่ไท่ผิงให้กับนายน้อยไม่เพียงแค่สามตระกูลใหญ่แต่ตระกูลชั้นรองในเมืองนภาครามก็ต้องพอจะคาดเดาได้”
“นั่นก็ใช่ แต่ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่รู้เื่นี้ข่าวลือเื่นี้แพร่มาถึงเมืองหลวงแล้ว พวกท่านคิดหรือไม่ว่าตามถนนตามโรงเตี้ยมผู้คนจะพูดถึงเื่นี้อย่างไร?และต่อให้ราชวงศ์จะรู้ต้นสายปลายเหตุแต่เื่ก็ยังเป็ตระกูลเสวียนของเราที่ทำผิดอยู่ดี”
เสวียนอู่หยางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังนี่เป็เื่ละเอียดอ่อนที่ต้องจัดการให้ดีเขาเดาได้เลยว่าตอนนี้ข่าวลือว่ากระบี่ไท่ผิงตกอยู่ในมือตระกูลเสวียนคงกระจายไปทั่วแล้วดีไม่ดีอาจจะถูกใส่สีตีไข่จนเละเทะไปแล้วด้วย! ตระกูลเสวียนแข็งแกร่งเรืองอำนาจ...มรดกตกทอดของราชวงศ์ก็ยังอยู่ในมือของตระกูลเสวียนอีก!
นี่ไม่ใช่หมายความว่าตระกูลเสวียนกำลังจะฏยึดอำนาจจากราชวงศ์หรอกหรือ!
แม้จะเป็ข่าวลือแต่ก็เป็ข่าวลือที่สามารถทำให้ราชวงศ์ยิ่งมายิ่งไม่ไว้ใจตระกูลเสวียนและยังเป็ช่องโหว่ให้ถูกคนอื่นปั่นหัวได้ง่ายหากจัดการได้ไม่ดีเกรงว่าอาจจะเกิดาขึ้นมาจริงๆก็ได้ ส่วนตัวต้นเื่คราวนี้คนหนึ่งก็เป็นายน้อยที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลเสวียนส่วนอีกคนก็เป็คุณหนูใหญ่ของตระกูลเสวียนเช่นกัน
อย่างที่เสวียนเทียนชิงกล่าวไว้ว่าเขาได้รับกระบี่ไท่ผิงมาจากพี่หญิงใหญ่และพี่หญิงใหญ่ของเขาก็มีความสามารถพอที่จะขโมยกระบี่ไท่ผิงออกมาจากพระราชวังแน่นอนว่านางคือพระชาญาของรัชทายาทองค์ก่อน!
“ต้านอิงเ้าเด็กนี่โตจนมีลูกแล้วแต่ทำอะไรก็ยังไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเอาแต่คอยให้ท้ายเทียนชิงนางคิดว่าหากนางไม่ขโมยกระบี่ไท่ผิงออกมาแล้วตระกูลเสวียนจะไม่มีปกป้องเทียนชิงเชียวหรือ?”
พูดไปพูดมาแล้วสุดท้ายสถานการณ์ในโถงใหญ่ตอนนี้ก็เหมือนกับว่าผู้าุโของตระกูลเสวียนถูกเรียกมาฟังเสวียนอู่หยางบ่นถึงลูกชายลูกสาวของเขาเสียมากกว่า! บุตรทั้งสี่คนของเขานั้นนอกจากบุตรสาวคนเล็กหรือพี่หญิงรองเสวียนเทียนขิงแล้วคนที่เหลือล้วนก่อเื่ปวดหัวให้เขาไม่เว้นแต่ละวันคนหนึ่งก็ไม่เอาการเอางานหนีหายจะตระกูลไปสิบกว่าปีแล้วอีกคนแต่งเขาวังก็ทะเลากับขุนนางและเชื้อพระวงศ์ไม่หยุด ส่วนคนสุดท้ายยิ่งแล้วใหญ่เพราะถึงกับทำให้ทั้งแดนเบญจพบปั่นป่วนขึ้นมาได้เพราะเขาเพียงคนเดียว!
“เอ่อ...ท่านผู้นำ ข้าว่าเื่ข่าวลือพวกนี้ไม่นานก็คงเงียบไปเองหากตระกูลเสวียนคิดจะชิงบัลลังก์จริงมีหรือที่ราชวงศ์จะยังอยู่ได้มาถึงตอนนี้?”
ผู้าุโท่านหนึ่งของตระกูลเสวียนกล่าวขึ้นทำให้เสวียนอู่หยางขมวดคิ้วหรี่ตามองเขาอย่างเ็าทันทีแม้ว่านี่จะเป็ความจริงแต่ใช่เื่ที่ควรพูดเสียที่ไหน? อย่างไรก็ตามเื่นี้ต้องจัดการให้ดี หลังขบคิดคิดอย่างถี่ถ้วนก็มีคำสั่งไปยังสมาชิกตระกูลเสวียนทุกคนโดยเฉพาะพวกผู้าุโระดับสูงของตระกูลไม่ให้ออกไปไหนคนแก่พวกนี้ไว้ใจไม่ได้ยิ่งกว่าเสวียนเทียนชิงเสียอีก! หากปล่อยพวกเขาออกไปแล้วเจอคนตระกูลฉินเกรงว่าคงได้ต่อยตีกันจริงๆแน่
“นี่ก็นานแล้วที่ไม่เจอต้านอิง บ่ายนี้ข้าจะเข้าวังเสียหน่อย”
เสวียนอู่หยางเข้าวังเพียงพริบตาเดียวข่าวก็แพร่ไปทั้งเมืองหลวงคนที่จับตาดูเื่นี้มีอยู่มาก หากตระกูลเสวียนยังนิ่งเฉยไม่พูดอะไรแม้ว่าจะไม่มีใครทำอะไรพวกเขาได้และราชวงศ์ก็คงไม่ถามถึงเื่กระบี่ไท่ผิงด้วยแต่นั่นจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์อันเปราะบางของตระกูลเสวียนกับราชวงศ์ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกทว่าการเข้าวังของเสวียนอู่หยางคราวนี้ไม่เพียงบอกเป็นัยว่าตระกูลเสวียนไม่มีเจตนาแอบแฝงยิ่งเป็การแสดงให้เห็นว่าตระกูลเสวียนยอมอ่อนข้อให้กับราชวงศ์ด้วย!
บ่ายวันนั้นเสวียนอู่หยางปรากฏตัวในพระราชวังเดินตามขันทีชราเข้าสู่ห้องทรงพระอักษรสีหน้าท่าทางของเขาสงบราบเรียบแม้กำลังจะพบกับองค์จักรพรรดิก็ไม่มีความกังวลใดๆแสดงออกมา
“หลิวกงกง เื่กระบี่ไท่ผิงเป็ฝีมือท่านใช่หรือไม่?”
ก่อนจะถึงห้องทรงพระอักษรในที่สุดเสียงของเสวียนอู่หยางก็ดังขึ้นหลิวกงกงเป็ขันทีใหญ่ทั้งยังคุมอำนาจมากมายในพระราชวังบารมีของเขาแม้แต่เหล่าองค์ชายก็ยังต้องปฏิบัติต่อหลิวกงกงด้วยความสุภาพทว่าคำพูดประโยคเดียวของเสวียนอู่หยางกลับทำให้หลิวกงกงหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยต่อหน้าเสวียนอู่หยางนั้นหลิวกงกงก็ไม่ต่างอะไรไปจากขันทีชราทั่วๆไปคนหนึ่ง
“หัวหน้าเสวียนเข้าใจผิดแล้ว เื่นี้ต่อให้เป็ข้าน้อยก็ไม่กล้าเข้าไปในท้องพระคลัง”
หลิวกงกงกล่าวพลางเค้นรอยยิ้มออกมาหลังจากชะงักไปเล็กน้อยจะมีสักกี่คนเชียวที่ทำให้หลิวกงกงมีท่าทีเช่นนี้ได้? หลิวกงกงผู้นี้ไม่เพียงคนข้างกายขององค์จักรพรรดิแต่ยังเป็ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูงที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง!
“หากไม่ใช่ท่านก็เป็พระองค์หรือ? ต้านอิงโตจนต้าเป่าอายุหกขวบแล้ว พวกท่านยังตามใจนางเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร?”
เสวียนอู่หยางส่ายหัวพลางถอนหายใจออกมาคนนอกมองว่าตระกูลเสวียนและราชวงศ์ไม่ถูกกันนั่นก็ไม่ใช่เื่ผิดเสียทีเดียว อย่างน้อยตอนนี้เชื้อพระวงศ์และขุนนางในราชสำนักไม่น้อยก็หวั่นเกรงและคอยจับตามองตระกูลเสวียนมาตลอดแน่นอนว่าไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ทุกคนที่เป็เช่นนั้นโดยเฉพาะองค์จักรพรรดิและฮองเฮา!
ประตูห้องทรงพระอักษรเปิดออกเสวียนอู่หยางเดินเข้าไปด้านในส่วนหลิวกงกงยังคงยืนอยู่ด้านนอก เดิมทีแล้วการที่คนระดับเสวียนอู่หยางเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิควรจะมีการเฝ้าระวังมากกว่านี้เพื่อความปลอดภัยแต่ทว่าการเข้าเฝ้าของเสวียนอู่หยางครั้งนี้แทบไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำคนในวังหลวงรู้เพียงแต่ว่าเขาอยู่ในตำหนักของเสวียนต้านอิง
“ถวายบังคมพะยะค่ะ”
เสวียนอู่หยางกล่าวขึ้นพลางประสานมือค้อมตัวลงเขาไม่ได้คุกเข่าลงเพื่อถวายบังคมองจักรพรรดิและนี่ก็ไม่ใช่ความเย่อหยิ่งของเขาแต่เพราะด้วยศักดิ์ฐานะของเขาไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้นที่ด้านในของห้องทรงพระอักษรองค์จักรพรรดิไม่ได้สวมชุดคลุมัแต่สวมเพียงเสื้อแพรตัวบางนั่งทรงงานอยู่เท่านั้น
เสียงของเสวียนอู่หยางทำให้พระองค์เงยหน้าขึ้นก่อนจะแย้ยยิ้มออกมาเล็กน้อยดูจากใบหน้าแล้วยังอ่อนกว่าเสวียนอู่หยางหลายปี แม้มีราศีสูงสง่าแต่บรรยากาศรอบกายของพระอง์กลับให้ความรู้สึกผ่อนคลายอบอุ่น
“พี่อู่หยาง นานแล้วที่ข้าไม่ได้เจอท่าน เชิญ”
หลังจากราชวง์เก่าล่มสลายแดนเบญจภพแตกออกเป็ก๊กเหล่าก็คือยุคหลังที่จักรพรรดิไท่ผิงรวมอำนาจกลับคืนสู่เมืองนภาครามอีกครั้งและก่อตั้งราชวงศ์ต้าเจียงขึ้นพระนามเดิมของจักรพรรดิไท่ผิงก็คือเจียงไท่ผิงส่วนพระนามของจักรพรรดิองค์ปัจจุบันก็คือเจียงเทียนหลาง
เสวียนอู่หยางเห็นองค์จักรพรรดิลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะชาและผายมือเชิญเขาก็ทำให้เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปนั่งลงและแย่งกาน้ำชามาจากมือพระองค์เป็คนรินเอง
“ท่านมาเพราะเื่กระบี่ไท่ผิงหรือ? ก็แค่เื่เล็กน้อยต้องสนใจอะไรกัน รอเทียนชิงกลับเมืองหลวงค่อยนำมาคืนก็สิ้นเื่เฮ้ๆ ท่านไม่ต้องมองข้าเช่นนั้นเลย ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับข้าแต่ฮองเฮาที่ช่วยต้านอิง”
องค์จักรพรรดิโบกมือไปมาเมื่อเห็นสายตาของเสวียนอู่หยางครั้งนี้ทั้งเขาทั้งหลิวกงกงล้วนไม่รู้เื่จริงๆ หากเขาจำไม่ผิดเมื่อสองสามปีก่อนที่ฮองเฮาเข้าไปในท้องพระคลังครั้งหนึ่งกระบี่ไท่ผิงถูกนำออกไปก็ควรจะเป็ตอนนั้นนี่แหละ
“ทำไมทุกครั้งที่เกิดเื่จะต้องเป็ข้าที่ปวดหัวทุกที?ั้แ่ตอนเด็กพวกท่านก่อเื่ก็ล้วนเป็ข้าตามล้างตามเช็ดตอนนี้ท่านเป็ถึงองค์จักรพรรดิส่วนนางก็เป็ถึงฮองเฮา ข้าส่งต้านอิงเข้าวังไม่เพียงนิสัยของนางจะดีขึ้นแต่พวกท่านกลับตามใจนางยิ่งกว่าเดิม!”
เสวียนอู่หยางยิ่งกล่าวก็ยิ่งโมโห ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนในตอนนั้นเขาออกท่องยุทธภพได้บังเอิญผูกมิตรกับสหายกลุ่มหนึ่งและพากันท่องเที่ยวอยู่หลายปีจนภายหลังเขาถึงรู้ว่าสหายกลุ่มนั้นก็คือกลุ่มขององค์ชายเทียนหลางยิ่งไปกว่านั้นก็คือสิบปีหลังจากนั้นองค์ชายเทียนหลางได้กลายเป็รัชทายาทและขึ้นครองบัลลังก์ในเวลาต่อมา
เื่นี้มีคนไม่มากที่รู้ว่าเนื้อแท้แล้วในความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างตระกูลเสวียนกับราชวงศ์กลับมีความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องขององค์จักรพรรดิกับเสวียนอู่หยางซ่อนอยู่!