เช้าวันถัดมา ลูกค้าจอมยุทธ์ร่างใหญ่หอบหิ้วเอาชายชุดดำในทรงบ๊ะจ่างมายื่นใส่หน้าหลงจู๊และเสี่ยวเอ้อร์ เพื่อทวงค่าเสียหายที่ปล่อยให้ขโมยมาขึ้นห้องลูกค้าได้ง่ายๆ จนทางโรงเตี๊ยมต้องยอมคืนเงินค่าห้องให้ลูกค้าทั้งสอง ก่อนที่พวกเขาจะลากหัวขโมยไปส่งยังศาลอาญาด้วยตนเอง
เมื่อจัดการเื่วุ่นวายเรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มสาวก็ออกเดินทางจากเมืองหลี่ด้วยรถม้ามือสองที่หยางเฉวียนิซื้อมาและเป็ผู้ขับขี่ด้วยตนเอง
การเดินทางอีกหลายร้อยลี้เรียกได้ว่าราบรื่นตามอัตภาพ อาจมีบางคืนที่ต้องนอนในป่าหรือพักแรมข้างทางเพราะไม่พบโรงเตี๊ยมหรือหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับซือซือ เพราะตอนนี้เธอมีทั้งคนคุ้มกันและคนล่าอาหารอย่างหยางเฉวียนิอยู่ด้วย
ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายหน้าตาท่าทางเหมือนโจรผสมหมีั์ที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตาคนนี้ จะทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ๆ ชวนให้คิดถึงตัวแทนประกันบางเ้าที่มีสโลแกนทำนองนี้ขึ้นมา
อย่างเช่นค่ำวันนี้ ซือซือกำลังนั่งมองหมีั์ย่างกระต่ายป่าที่จับมาได้หลายตัวอย่างคล่องแคล่ว เพื่อเป็อาหารค่ำของพวกเขา
“นี่... ข้าจะเรียกท่านว่าอะไรดี ลุงหยาง? น้าหยาง? อาหยาง? หรือจอมยุทธ์หยาง?” ซือซือเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าที่ผ่านมา ถ้าเธอไม่เรียกเขาว่า ‘ท่าน’ ก็เรียกเขาว่า ‘นี่’ ไม่เคยเรียกเต็มยศอย่างเป็กิจจะลักษณะเลยสักครั้ง
เธอเห็นเขาหันมามองตาขวาง
“ข้าไม่ได้แก่ถึงเพียงนั้น อายุมากกว่าเ้าราวหกเจ็ดปีเองกระมัง”
ซือซือมองผู้ชายตัวโตเท่าหมีป่า ใบหน้าก็เต็มไปด้วยหนวดเคราอย่างไม่อยากจะเชื่อ นึกว่าเขาอายุสามสิบกว่าแล้ว ผู้ชายโบราณที่ไว้หนวดไว้เคราก็มักจะเป็พวกที่อายุเยอะๆ แล้วไม่ใช่หรือไง
“แล้วท่านไว้หนวดไว้เคราทำไมอะ นึกว่าเป็ลุงแล้วซะอีก”
“เ้าเห็นว่าข้ามีเวลามากพอจะนั่งประทินโฉมโกนหนวดเคราหรือไม่”
“อ้อ... ไม่มีเวลาสินะ”
จากนั้นทั้งคู่ต่างก็เงียบไป
ซือซือดมกลิ่นกระต่ายที่เริ่มหอมน่ากินก็รู้สึกน้ำลายจะไหลอีกแล้ว
“ถ้ากลับไปเมืองหลวงแล้ว ข้าจะได้เจอท่านอีกหรือเปล่า” ตอนนี้สำหรับเธอ ผู้ชายคนนี้แม้จะไม่ใช่เพื่อนหรือญาติแต่ก็เกือบๆ จะใกล้เคียงแล้ว เพราะเป็คนเดียวที่เธอรู้จักและคุ้นเคยด้วยมากที่สุดรองจากป้าๆ ยายๆ ข้างบ้านที่หมู่บ้านพู่ปู้
หลังจากที่เดินทางมาด้วยกันเป็เวลาหลายวัน เธอก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนโเี้อำมหิตไร้เหตุผลฆ่าคนเป็ผักปลาหรือไว้ใจไม่ได้ ออกจะเป็สุภาพบุรุษด้วย? แถมเขายังคอยปกป้องคุ้มครอง จับโจร แบกสมบัติ ทั้งยังหาอาหารมาให้เธอกินอีก ดูแลเธออย่างกับลูกเลย
หยางเฉวียนิตวัดตามองเด็กสาวแว่บหนึ่ง แล้วหันกลับไปสนใจกระต่ายป่าซึ่งใกล้จะได้ที่แล้ว
“ไปถึงเมืองหลวงเ้าก็จะรู้เอง”
ซือซือนั่งเอาคางเกยเข่า พลางมองกระต่ายเสียบไม้ที่หมุนไปมาช้าๆ อย่างเหม่อลอย ถ้าไม่มีเขาอยู่แล้วใครจะปกป้องเธอ ไปอยู่ที่เมืองหลวงไม่รู้จะเจอกับคนประเภทไหนบ้าง
เท่าที่เธอเคยอ่านนิยายหรือดูซีรีส์มา คนเมืองหลวงมักจะเ้าเล่ห์เพทุบายเต็มไปด้วยแผนการ ครอบครัวเรือนหลังก็ซับซ้อนเต็มไปด้วยการแข่งขัน่ชิงและปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงจากการเหยียบหัวหรือซากศพของคนอื่น
แล้วผู้หญิงบ้านๆ จิตใจใสซื่ออย่างเธอจะเอาอะไรไปสู้รบปรบมือกับคนพวกนั้นได้ คิดไปคิดมาแล้ว ไม่ใช่ว่าสุดท้ายแล้วเธอก็เหมือนตัวคนเดียวในสถานที่อันตรายที่ไม่รู้จักใครเลยหรอกเหรอ
“เ้ากลัวหรือ”
คำถามของเขาทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ความคิดที่เริ่มเตลิดเปิดเปิง ซือซือเงยหน้าขึ้นมองคนถามพลางเลิกคิ้ว
“ก็...... ถ้าจะบอกว่าไม่กลัวเลยก็โกหกแหละ ข้าไม่รู้จักใครเลย... นอกจากท่าน”
หยางเฉวียนิมองดูดวงตากลมโตใสซื่อจดจ้องเขาราวกับเห็นเขาเป็ที่พึ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“เช่นนั้นก็ควรรู้วิธีป้องกันตนเองบ้าง ข้าจะสอนให้สัก 2-3 กระบวนท่า”
ซือซือยืดตัวขึ้นอย่างสนใจ
“หมายถึงสอนวรยุทธ์น่ะเหรอ”
“ทั้งใช่และไม่ใช่”
เขายื่นไม้เสียบกระต่ายย่างตัวหนึ่งให้เด็กสาวตรงหน้า
“กินให้อิ่ม แล้วข้าจะเริ่มสอนให้”
ซือซือยื่นมือไปรับกระต่ายย่างหอมๆ อย่างกระตือรือร้น จัดการกัดและแทะมันอย่างเอร็ดอร่อย เธอเป็คนชอบกินเนื้อที่สุด ไม่ว่าเนื้ออะไรก็กินได้ทั้งนั้น ชีวิตก่อนเนื้อจระเข้ก็เคยกินมาแล้ว อร่อยดี เด้งๆ นุ่มๆ หยุ่นๆ เคี้ยวแล้วเพลิดเพลินเหลือเกิน
หยางเฉวียนิเองก็พอจะดูออกว่าเด็กสาวผู้นี้ชอบเนื้อมาก มากถึงขึ้นเคยแทะแขนเขาด้วยซ้ำ
หลังจากจัดการอาหารมื้อค่ำและนั่งพักผ่อนครู่ใหญ่ เขาก็เรียกซือซือให้ลุกขึ้นมายืนห่างจากกองไฟเล็กน้อย แล้วล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอาอะไรสักอย่างออกมาแล้วแบมือให้เธอดู
เธอเห็นซี่ไม้ที่มีตุ้ม 2 ด้านอยู่ที่ปลายซี่วางอยู่บนฝ่ามือของเขา ลักษณะของมันคล้ายคอตตอนบัดมากๆ เพียงแต่มันทำจากไม้เท่านั้นเอง
“อะไรอะ... ที่แคะหูเหรอ”
หยางเฉวียนิคว่ำมือลงพร้อมกับกำมันไว้ พริบตานั้นซือซือเห็นกระบองท่อนหนึ่งลอดออกจากมือของเขาที่กำเอาไว้ ความยาวของมันเกือบ 2 เมตรเห็นจะได้ ที่หัวและท้ายมีตุ้มขนาดเท่ากำปั้นอยู่ ลักษณะไม่ต่างจากไม้แคะหูเมื่อครู่ เพียงแต่มันขยายขนาดขึ้นมาหลายสิบเท่า
“นี่มัน...มายากลชัดๆ !”
“ผู้คนมักเรียกสิ่งนี้ว่าอาวุธเซียน”
“อาวุธเซียน? เซียนที่เป็เทพ แบบว่าเหาะเหินเดินอากาศได้อะนะ?”
“จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ผิด”
ซือซือเบิกตากว้าง เื่แบบนี้มันมีจริงๆ เหรอ มันไม่ใช่มีอยู่แค่ในนิยายแฟนตาซีหรือไง
“เ้าลองถือดู ดูว่าพอดีมือหรือไม่” เขายื่นกระบองสองหัวให้เธอ
ซือซือยื่นมือออกไปรับงงๆ ท่อนไม้ใหญ่ขนาดนี้เธอคิดว่ามันคงจะหนักมาก แต่เมื่อมันมาอยู่ในมือของเธอแล้วกลับไม่รู้สึกว่าหนักเลยแม้แต่น้อย เบายิ่งกว่าท่ออลูมิเนียมกลวงซะอีก และขนาดของมันก็หดสั้นลง จากที่เคยยาวถึง 2 เมตรเหลือเพียงเมตรเดียวเท่านั้น เธอมองมันอย่างอัศจรรย์ใจ ขนาดในโลกอนาคตเธอก็ยังไม่เคยเห็นอาวุธที่ยืดหดได้เองแบบนี้มาก่อน
เมื่อหยางเฉวียนิเห็นว่าเด็กสาวสามารถถือกระบองสองหัวได้ และมันหดตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
“คราวนี้เ้าก็สามารถใช้มันฟาดศัตรูได้ ทั้งระยะไกลและระยะใกล้”
เขาหยิบกระบองจากมือเธอแล้วสาธิตให้ดูด้วยการควงให้มันหมุนไปมา แล้วทำการเหวี่ยงมันไปทางกลุ่มต้นไม้ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 3-4 เมตร จากกระบองที่มีความยาวเพียง 1 เมตรกลับสามารถยืดออกไปฟาดโดนต้นไม้ต้นใหญ่จนมันหักโค่นลงมาอย่างง่ายดาย
หลังจากนั้น เขาก็ควงมันอีกรอบหนึ่ง ทำให้ความยาวของมันหดกลับมาเหลือเพียงเมตรเดียว ตามด้วยการที่เขาทำท่าแทงมันออกไปด้านหน้า ทำให้ปลายกระบองด้านหนึ่งยืดออกแล้วทิ่มทะลุต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปอีก 5 เมตรได้อย่างแม่นยำ
ซือซือถึงกับยืนตะลึงให้กับอานุภาพอันร้ายกาจของมัน
“เป็อย่างไร ชอบหรือไม่” เมื่อสาธิตวิธีการใช้งานกระบองเซียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันมาถามเด็กสาว
“ชอบ! ชอบสิ! ชอบมากเลยยยยย”
เขาเห็นแววตาของเด็กสาวเป็ประกายราวกับได้ของเล่นใหม่ จึงยื่นกระบองให้นางเอาไปทดสอบฟาดต้นไม้ในป่าเล่น
ซือซือลองทำท่าควงกระบองเลียนแบบหยางเฉวียนิเมื่อครู่นี้ ดูทุลักทุเลอยู่สักหน่อย แต่เมื่อทำไปหลายๆ ครั้งแล้วก็เริ่มคล่องขึ้น เธอลองเหวี่ยงออกไปฟาดต้นไม้ตามที่เขาสาธิตให้ดู ก็เห็นว่ามันแรงดีจริงๆ ต้นไม้เหมือนถูกขวานั์จามเข้าไป อาจจะไม่ถึงกับหักโค่นลงมาภายในครั้งเดียว แต่ก็นับว่าดีมากแล้ว ถ้าเอาไปฟาดพวกโจร คนที่เจ็บหนักยังไงก็ไม่ใช่เธอ!
หยางเฉวียนิยืนกอดอกมองเด็กสาวเล่นสนุกกับอาวุธเซียนด้วยแววตาสงบนิ่ง ในใจนึกถึงผู้ที่มอบอาวุธนี้ให้เขาเมื่อครั้งที่เขายังเยาว์วัย
‘กระบองนี้มิใช่กระบองธรรมดา มีเพียงผู้ที่เป็เหมือนเ้าเท่านั้นถึงสามารถใช้มันได้ ไม่แน่ว่าในวันหนึ่งข้างหน้าเ้าอาจจะมีโอกาสพบคนผู้นั้นก็เป็ได้’
ในเวลานั้นแม้เขาจะไม่เชื่อแต่ก็มีความคาดหวังอยู่ในใจลึกๆ ั้แ่เกิดและโตมา เขายังไม่เคยพบผู้ใดที่ ‘เป็เหมือนเขา’ มาก่อน และไม่รู้ว่าจะไปค้นหาได้จากที่ใด แต่ในเวลานี้...
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่มองไปยังเด็กสาวร่างเล็กที่ยังคงพยายามทำลายต้นไม้หลายต้นอย่างสนุกสนาน หลังจากฟาดต้นไม้ล้มลงต้นหนึ่ง นางก็ะโเหยงๆ ทำท่าดีใจเหมือนเด็กเล็กๆ ไหนจะท่าทางเซ่อซ่าดูไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นอีก ทำให้เขาทั้งขบขันและมีเื่ให้ครุ่นคิดในเวลาเดียวกัน
