แสงไฟสีเหลืองสลัวสาดส่องลงบนโต๊ะอาหารที่เรียบง่าย ย้อมทุกสิ่งให้กลายเป็ความอบอุ่น หลินอวี่นั่งอยู่บนม้านั่งไม้ที่โยกเยกเล็กน้อย พลางมองดูแม่และน้องสาว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่ได้กลับบ้าน
หวังอวี่เฟินยกหอยนางรมนึ่งจานสุดท้ายมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับเรียกด้วยรอยยิ้มว่า "อวี่เอ๋อร์ เหยาเหยา มากินข้าวเร็ว"
หอยนางรมนี้เป็สิ่งที่แม่เพิ่งไปขุดมาจากโขดหินริมทะเล จึงสดมาก ทั้งตัวใหญ่และอวบ เปลือกหอยนางรมเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเนื้อหอยสีขาวนวลอยู่ภายใน ริมทะเลไม่มีอะไรมากมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่หาได้ง่ายดาย แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดใจคนในครอบครัวมากที่สุด
สิ่งที่ทำให้ทุกคนน้ำลายสอมากที่สุดคือข้าวสวยร้อน ๆ ข้าวสวยถูกหุงในหม้อใบใหญ่ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ นั่นคือรสชาติของบ้าน ซุปผักกาดขาวใส่สาหร่ายทะเลส่งไอความร้อนกรุ่น ๆ ในชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่มีรอยบิ่น บนผิวซุปมีคราบน้ำมันลอยอยู่บาง ๆ หลินอวี่ตักข้าวให้แม่ก่อนหนึ่งชาม แล้วตักซุปให้น้องสาวอีกหนึ่งทัพพี จากนั้นทุกคนจึงเริ่มลงมือทานข้าว
หวังอวี่เฟินกินไปได้ไม่กี่คำ เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงวางตะเกียบลงแล้วมองหลินอวี่พลางถามว่า "เสี่ยวอวี่ ทำไมลูกถึงขับเกวียนลากลับมาที่นี่อีกละ?"
หลินอวี่กลืนอาหารในปาก แล้วเช็ดปากเบา ๆ พร้อมพูดว่า "แม่ครับ พรุ่งนี้ผมอยากกลับไปที่หมู่บ้านเหมินโถว เกวียนลาตัวนี้ยังต้องใช้อยู่ ผมก็เลยขับกลับมาครับ"
"หมู่บ้านเหมินโถว?" หวังอวี่เฟินใทันที เธอขมวดคิ้วแล้วรีบถามว่า "ลูกจะไปหมู่บ้านเหมินโถวทำไม? พวกเราตัดขาดกับครอบครัวนั้นไปตั้งนานแล้ว ต่อไปไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีก"
เมื่อพูดถึงครอบครัวของพ่อเลี้ยง สีหน้าของหวังอวี่เฟินก็มืดมนลงทันที หลังจากแต่งงานใหม่ เธอต้องใช้ชีวิตแบบไหนกัน? งานในไร่นาเธอก็ทำ งานบ้านเธอก็ทำ คนบ้านนั้นเป็เหมือนปลิงที่คอยสูบเืสูบเนื้อ ี้เีตัวเป็ขน ไม่ยอมทำอะไรเลย แถมยังใจร้ายกับลูก ๆ ของเธออีก
เมื่อเห็นแม่ไม่พอใจ หลินอวี่ก็ยิ้มออกมาทันที "แม่ครับ แม่คิดไปถึงไหนแล้ว ผมจะไปบ้านพวกเขาทำไม? ผมจะไปหาป้าสาม ที่เนินเขาหลังบ้านป้าสามมีต้นหยางต้นใหญ่สองต้นไม่ใช่เหรอครับ? บ้านเราจะซ่อมบ้าน ต้องใช้ไม้แน่นอน แต่ไม้จากโรงเลื่อยราคาแพงเกินไป ผมเลยอยากจะลองไปถามดูว่าพอจะซื้อต่อได้ไหม"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินอวี่ สีหน้าของหวังอวี่เฟินก็ผ่อนคลายลงมาก "ที่แท้ก็เป็แบบนี้ แต่ถ้าลูกไปแล้วคนบ้านนั้นเห็นเข้าคงไม่พ้นถูกพูดจาถากถางแน่ ๆ "
"พวกเขาอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะครับ! แค่ไม่ต้องไปสนใจก็พอ" หลินอวี่ปลอบว่า "แม่ไม่ต้องกังวลครับ อีกอย่างผมแค่ไปซื้อไม้ ไม่เกิดเื่อะไรหรอก ตอนนี้เรามีชีวิตเป็ของตัวเอง เื่ที่ควรทำก็ต้องทำครับ"
หลินเหยาที่อยู่ข้าง ๆ กะพริบตาโต มองดูแม่สลับกับพี่ชาย แล้วพูดว่า "พี่ อย่าไปเลย ถ้าพวกเขาตีพี่จะทำยังไง?"
เด็กน้อยมีความกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอมีปมในใจจากวัยเด็กตอนอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยง คำพูดของเธอเตือนให้หวังอวี่เฟินนึกขึ้นได้ และทำให้เธอกังวลมากขึ้น "นั่นสินะ หยางชู่หลินมันไม่ใช่คนแต่มันเป็สัตว์ป่าชัด ๆ ถ้ามันลงมือกับลูก... ลูกอย่าไปเลย ดีกว่าไปเดินดูหมู่บ้านอื่นแทน"
"แม่ครับ ไม่เป็ไรหรอก จะไปเจอกันง่ายขนาดนั้นได้ยังไง? แม่ก็รู้ว่าเขาเป็พวกขี้เหล้า กลางวันแสก ๆ ไม่รู้ว่าแอบไปดื่มเหล้าอยู่ที่ไหนหรอกครับ อย่างมากผมก็แค่หลบหน้าเขาเอา"
สีหน้าของหลินอวี่ดูเรียบเฉย แต่ในใจกลับเย็นเยียบ เขายังคิดว่าเขาเป็หลินอวี่คนเดิมอยู่อีกเหรอ? ถ้าเขากล้าลงมือ เขาจะฟาดด้วยแส้ให้เข็ด
"ไม่ได้ ถ้าลูกอยากไปจริง ๆ แม่จะไปเป็เพื่อน" หวังอวี่เฟินคิดครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น
หลินอวี่ไม่มีทางเลือก จึงพยักหน้าตกลง
เขารู้ว่าในใจของหวังอวี่เฟินยังมีเื่อื่นอยู่ เพราะที่นั่นยังมีลูกอีกคนหนึ่ง ถึงจะตัดขาดกันแต่สายเืก็ยังเชื่อมถึงกัน นั่นคือลูกในไส้ของเธอจะไม่ให้เป็ห่วงได้อย่างไร?
วันรุ่งขึ้น
แสงอรุณเริ่มปรากฏ ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีขาวนวล อากาศเริ่มมีกลิ่นอายของฤดูใบไม้ร่วงแทรกซึมเข้ามา พร้อมกับความเย็นเยือกบาง ๆ หลินอวี่ขับเกวียนลามาจอดที่หน้าลานบ้านั้แ่เช้า เ้าลาก็เหมือนจะััได้ถึงความหนาวเย็นยามเช้า มันสะบัดหางแล้วพ่นลมหายใจดังฟืด! ไอสีขาวพ่นออกมากลายเป็หมอกบาง ๆ ในอากาศทันที
หลินอวี่ะโลงจากรถ เดินเข้าไปในบ้าน และปลุกแม่กับน้องสาวเบา ๆ "แม่ครับ เหยาเหยา ได้เวลาออกเดินทางแล้ว"
หวังอวี่เฟินและหลินเหยารีบลุกขึ้น จัดของเล็กน้อย แล้วเดินตามหลินอวี่ออกจากบ้าน
หลินอวี่ช่วยพยุงแม่ขึ้นเกวียนลา จากนั้นอุ้มหลินเหยาขึ้นไป แล้วตัวเขาเองก็ะโขึ้นบนที่นั่งคนขับอย่างคล่องแคล่ว เขาส่งเสียงสั่งเบา ๆ พร้อมกับสะบัดแส้ในมือจนเกิดเสียงดัง เพียะ! ในอากาศ เกวียนลาจึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเหมินโถว
เมื่อออกจากหมู่บ้าน ก็เป็ถนนดินที่คดเคี้ยว สองข้างทางเป็ทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ในเวลานี้พืชผลเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลืองนวล พลิ้วไหวเบา ๆ ตามสายลม ราวกับคลื่นสีทองในมหาสมุทรยอดหญ้าข้างทางประดับด้วยหยดน้ำค้างใสประกาย
เมื่อต้องแสงยามเช้าก็ส่องแสงระยิบระยับราวกับสร้อยมุกที่ประดับอยู่บนผืนดิน เทือกเขาไกล ๆ ทอดตัวสลับซับซ้อน ต้นไม้ที่เคยเขียวขจีเริ่มมีสีสันแต้มแต่ง บางใบเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลือง บางใบเป็สีแดงจาง ๆ ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่เต็มไปด้วยสีสัน
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อย ๆ สูงขึ้น แสงแดดสีทองสาดส่องลงบนพื้นดิน ช่วยปัดเป่าความหนาวเย็นให้จางลง เกวียนลาเคลื่อนที่ไปบนถนนดินอย่างโคลงเคลง ส่งเสียง "เอี๊ยด อ๊าด"
หลินเหยานั่งอยู่บนรถ มองไปรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และชี้ไปยังทิวทัศน์ข้างทางพร้อมร้องเรียกอย่างตื่นเต้นเป็ระยะ "พี่ดูต้นไม้ต้นนั้นสิ ใบไม้เปลี่ยนเป็สีเหลืองหมดแล้ว!"
หลินอวี่มองตามทิศทางที่เธอชี้ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ใช่แล้ว ฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะมาถึงแล้ว ใบไม้เลยเริ่มเปลี่ยนสีน่ะ"
ต้องยอมรับว่าทิวทัศน์ในยุคนี้ดีจริง ๆ ูเาสวยน้ำใส ท้องฟ้าเป็สีฟ้าคราม เมฆขาวราวกับก้อนสำลี เดินทางอยู่สองสามชั่วโมง ในที่สุดหมู่บ้านเหมินโถวที่อยู่ไกลลิบก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดขึ้น ควันไฟลอยเอื่อย ๆ ขึ้นจากในหมู่บ้าน เมื่อต้องแสงแดดดูเหมือนมีม่านหมอกบาง ๆ ปกคลุมหมู่บ้านไว้ ให้ความรู้สึกสงบและร่มเย็น พอเห็นว่ากำลังจะเข้าสู่หมู่บ้านเหมินโถว หลินเหยาก็หดตัวเข้าไปในอ้อมกอดของหวังอวี่เฟินโดยไม่รู้ตัว และไม่ร่าเริงเหมือนก่อนหน้านี้
"เหยาเหยาไม่ต้องกลัวนะ พอเราซื้อไม้เสร็จแล้วเราจะกลับกันทันที" หลินอวี่ปลอบด้วยรอยยิ้ม
เห็นได้ชัดว่าหลินเหยามีปมกับหมู่บ้านนี้ แต่ไม่มีทางเลือก จะทิ้งเธอไว้ที่บ้านคนเดียวไม่ได้ เพราะเธอยังเด็กเกินไป แม่เองก็เริ่มปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อให้เด็กน้อยสงบลง
เมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน ถนนดินแคบ ๆ คดเคี้ยวไปมา พื้นถนนขรุขระเนื่องจากการเหยียบย่ำมานานปี หลังจากฝนฤดูใบไม้ร่วงตกลงมาไม่กี่ครั้ง บางจุดยังมีแอ่งน้ำตื้น ๆ สะท้อนภาพท้องฟ้าและสิ่งรอบข้าง
สองข้างทางมีบ้านดินตั้งอยู่ประปราย ผนังบ้านเริ่มเอียงเนื่องจากถูกกาลเวลากัดเซาะ ตรงที่ปูนดินหลุดลอกออกเผยให้เห็นดินเหลืองที่อัดแน่นอยู่ภายใน บนหลังคา หญ้าคาบาง ๆ หรือกระเบื้องเก่า ๆ พยายามต้านทานลมฤดูใบไม้ร่วง บางบ้านยังมีก้อนหินวางทับไว้บนหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกลมพัดปลิว
การกลับมาที่หมู่บ้านเหมินโถวอีกครั้ง ทำให้หวังอวี่เฟินมีความรู้สึกที่ซับซ้อนมาก เดิมทีเธอคิดว่าจะไปบ้านป้าสามอย่างสงบและราบรื่น แต่ยิ่งกังวลเื่อะไร เื่นั้นก็มักจะเกิดขึ้น หลินอวี่ขับเกวียนลามา จากระยะไกลเขาก็เห็นร่างที่คุ้นเคยคนหนึ่ง ในมือถือขวดเหล้า เดินโงนเงนตรงมาทางนี้ ทำให้คนทั้งสามถึงกับใจหายวาบ
เมื่อเห็นหยางชู่หลินสังเกตเห็นพวกเขาและมุ่งหน้าตรงมา หลินอวี่ก็กำสายบังเหียนแน่น สายตาเริ่มระแวดระวัง หวังอวี่เฟินที่นั่งอยู่บนรถ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ใบหน้าซีดเซียว มือของเธอกำชายเสื้อไว้แน่น ส่วนหลินเหยาซบอยู่ข้างกายแม่ ดวงตาโตเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
"ที่แท้ก็พวกแม่ลูกสามจริง ๆ ด้วย ทำไมล่ะ? อยู่ข้างนอกไม่รอดเหรอ? ถึงขั้นไม่มีข้าวกินแล้วใช่ไหม? พอไปไม่รอดเลยต้องซมซานกลับมาอย่างนั้นเหรอ?" หยางชู่หลินะโเสียงดัง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเยาะ "หึ ๆ คนข้างนอกน่ะ ไม่ใจดีเหมือนฉันหรอก กลับมาก็ดีแล้ว รีบไสหัวกลับบ้านไปทำงานในไร่นาซะ พวกเธอไม่อยู่ แล้วใครจะเก็บข้าวโพดกับข้าวฟ่างในบ้าน?"
หลินอวี่รีบหยุดเกวียนลา แล้วจ้องหยางชู่หลินด้วยความโกรธ "ไสหัวไป ใครบอกว่าพวกเราจะมาพึ่งพานาย? อย่ามาพูดจาเหลวไหล พวกเรากลับมาซื้อไม้ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับนายทั้งนั้น!"
แต่หยางชู่หลินกลับเหมือนได้ยินเื่ตลกที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาหัวเราะลั่น "ซื้อไม้? ลำพังพวกเธอเนี่ยนะ? อย่ามาตลกเลย ต้องเป็เพราะข้างนอกไม่มีข้าวกิน เลยอยากกลับมาขอให้ฉันรับเลี้ยงมากกว่า หวังอวี่เฟิน เธอรีบกลับบ้านมาทำงาน รับใช้ครอบครัวฉันให้ดี ๆ ฉันอาจจะเมตตาให้ข้าวพวกเธอกินสักคำ"
หวังอวี่เฟินโกรธจนตาโตกำชายเสื้อในมือแน่นขึ้น "ฝันไปเถอะ! เราหย่ากันแล้ว ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับนายอีก อย่ามาหลงตัวเอง ถ้าอยากได้คนรับใช้ ก็ใช้เงินจ้างเอาเองเถอะ"
หยางชู่หลินแค่นเสียงเหอะ เขาไม่เชื่อคำพูดของหวังอวี่เฟินเลย ด้วยฤทธิ์เหล้า เขาจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นมือออกไปกระชากตัวหวังอวี่เฟิน "นังผู้หญิงปากดี กล้าเถียงฉันเหรอ!"
"แกกล้าลงมือลองดูสิ!" เมื่อเห็นดังนั้น หลินอวี่ก็ะโลั่น และสะบัดแส้ในมือขึ้นโดยไม่ลังเล เสียง "เพียะ!" ดังสนั่น แส้ฟาดเข้าที่ใบหน้าของหยางชู่หลินอย่างแรง แรงฟาดครั้งนี้ทำให้หยางชู่หลินล้มลงไปกองกับพื้นทันที "ฉันเตือนแกไว้เลย ถ้าแกกล้าแตะต้องแม่กับน้องสาวฉัน ฉันจะฆ่าแก!"
หยางชู่หลินที่เมามายพยายามจะสั่งสอนหลินอวี่ เขาใช้สองมือยันพื้นอย่างแรงเพื่อพยายามลุกขึ้น แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกหล่อด้วยตะกั่ว และเหมือนถูกเข็มเล็ก ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนทิ่มแทงจนรู้สึกชาและไม่เชื่อฟังคำสั่ง ร่างกายของเขาโงนเงนเสียศูนย์เหมือนลูกข่างที่พังแล้ว พอฝืนลุกขึ้นได้นิดเดียวก็เซกลับลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง จนฝุ่นตลบอบอวล
"ไอ้เด็กเวร แกคอยดูเถอะ!" หยางชู่หลินคำรามด้วยความโกรธแค้น เมื่อก่อนเขาเป็คนใช้กิ่งไม้ฟาดหลินอวี่ และหลินอวี่ทำได้เพียงคุกเข่าขอความเมตตา แต่ตอนนี้กลับกล้าลงมือกับเขาอย่างนั้นหรือ?
อย่างไรก็ตาม หลินอวี่ไม่ได้สนใจเสียงะโของเขาเลย แส้ในมือสะบัดเกิดเสียงดังฉาดในอากาศ เพื่อเร่งให้เ้าลาเดินเร็วขึ้น ล้อเกวียนลาหมุนอย่างรวดเร็วบนถนนดิน ทิ้งฝุ่นฟุ้งกระจายไว้เื้ัขณะที่เคลื่อนตัวจากไป
หยางชู่หลินมองตามเกวียนลาที่ห่างออกไป ดวงตาแดงก่ำ ในแววตามีทั้งความเคียดแค้นความไม่ยอมรับและความสงสัยปนเปกันไป เขาคิดไม่ออกเลยว่า เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อหน้าเขาในวันนั้น วันนี้กลับกล้าใช้แส้ฟาดเขา
"ไอ้เด็กบ้า แกคอยดูเถอะ กลับไปฉันจะจัดการแกยังไง ยังจะบอกว่าไม่ได้กลับมาพึ่งฉันอีก ถ้าไม่กลับมา พวกแกต้องอดตายกันหมด..."