อ้ายหลี่พาเฟิ่งหยูเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านที่เขาอยู่เขาให้คนจัดเตรียมอาหารพร้อมกับสุราอย่างดีมาให้เฟิ่งหยูได้ทานพร้อมกับเล่าถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่เขาพอจะรู้ให้เฟิ่งหยูทราบอย่างละเอียดโดยเฉพาะค่าเงินของที่นี่ใช้เป็นผลึกม่วงทั้งหมด
พวกเขาพูดคุยพร้อมกับดื่มกินกันอยู่นาน เฟิ่งหยูจึงได้ทราบว่าสถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ไม่ใช่โลกของเขาจริง ๆ เป็นอีกโลกหนึ่งที่อยู่ในระบบจักรวาลเดียวกัน
“ท่านพอจะทราบไหมว่าราคาของหินวิญญาณระดับต่ำก้อนหนึ่งมันมีค่ามากแค่ไหนกัน”
“หินวิญญาณระดับต่ำเช่นนั้นหรือ มันหาได้ยากยิ่งข้าคิดว่าคงจะมีราคาหลายล้านผลึกม่วงเลยหละ ข้าเองก็เคยได้ยินแต่ยังไม่เคยเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“มันหายากมากขนาดนั้นเลยหรือ ทั้ง ๆที่มีพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดที่หนาแน่น แต่ทำไมหินวิญญาณถึงได้หายากยิ่งเช่นนี้กัน”
“ส่วนมากหินวิญญาณทุกระดับจะถูกส่งไปยังเมืองหลวงของอาณาจักร และเมืองหลวงของอาณาจักรจะจัดการส่งมอบให้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับพระเจ้าเสียเป็นส่วนใหญ่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับพระเจ้าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการฝึกฝนโดยเฉพาะหินวิญญาณ หากพวกเขาจำเป็นต้องบรรลุขั้นต่อไปต้องใช้หินวิญญาณจำนวนมากมายทำให้หินวิญญาณหมดไปอย่างรวดเร็ว”
“พลังฟ้าดินหนาแน่นขนาดนี้ยังไม่พอให้พวกเขาดูดซับอีกอย่างนั้นหรือ?”
“เท่าที่ข้าทราบมันไม่เพียงพอหรอก เคยมีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งฝืนทะลวงขั้นระดับพระเจ้าโดยไม่มีหินวิญญาณที่เพียงพอผลกลับทำให้เขาต้องสูญเสียโอกาสในการทะลวงขั้นสู่ระดับพระเจ้าตลอดไปเลยเพราะพลังฟ้าดินที่นี่ถึงแม้จะหนาแน่น แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับทะลวงขั้นสู่ระดับพระเจ้าได้”
“มันต้องใช้พลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดมากขนาดไหนกันนะถึงจะเพียงพอที่จะทะลวงขั้นพระเจ้าได้”
“ที่ข้าได้ยินมาพวกเขาบอกกันว่าต้องใช้หินวิญญาณระดับสูงอย่างต่ำหนึ่งล้านก้อนถึงจะสามารถทะลวงขั้นพระเจ้าได้”
“หนึ่งล้านก้อนอย่างนั้นหรือ?”
เป็นเช่นนี้เองมิน่าหินวิญญาณของโลกใบนี้ถึงได้หมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะในอดีตนั้นโลกใบนี้คงจะมีจอมยุทธ์ระดับพระเจ้าหลายคนอยู่เป็นแน่พวกเขาถึงได้ใช้หินวิญญาณไปจนหมดสิ้น มิน่าเล่าในอดีตพวกเขาถึงต้องการแย่งชิงทรัพยากรของโลกใบอื่นเพื่อทำให้พวกเขาสามารถเลื่อนระดับต่อไปนี่เอง
“แล้วตอนนี้ มีผู้ฝึกยุทธ์ที่ก้าวผ่านระดับพระเจ้าแล้วกี่คนเจ้าพอจะทราบบ้างไหม”
“ตอนนี้มีผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนระดับพระเจ้าที่สำเร็จอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้นในโลกของเราส่วนโลกอื่น ๆ นั้นก็มีเพียงแค่หนึ่ง ถึงสองคนเท่านั้นไม่มีโลกใบไหนที่มีจำนวนผู้ฝึกยุทธ์ก้าวไปถึงระดับพระเจ้ามากไปกว่านี้อีกแล้ว”
“มีโลกอื่นด้วยอย่างนั้นหรือท่านพอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่ามีอยู่กี่โลกกันข้าเองไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยท่านช่วยบอกข้าหน่อยจะได้ไหม”
“ในจักรวาลที่เราอยู่มีดวงดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จำนวนหกสิบสามดวงแต่ในปัจจุบันนี้เหลือเพียงเก้าดวงเท่านี้ ที่เหลือถูกทำลายเพราะแต่ละโลกนั้นต้องใช้ทรัพยากรในการบ่มเพาะเป็นจำนวนมากพวกเขาจึงทำสงครามและแย่งชิงทรัพยากรไปใช้จนหมดสิ้น”
“หกสิบกว่าเหลือเพียงเก้าดวงเท่านั้นหรือ?”
“ทำไมพวกเขาถึงได้โหดร้ายเช่นนี้แล้วดาวดวงที่ถูกทำลายไปมีคนอยู่มากมายเท่าไหร่ที่ต้องถูกสังหารโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย”
“เจ้านี่ช่างอ่อนต่อโลกเสียจริง ๆพวกเขาต่างต้องการทรัพยากรเพื่อมาบ่มเพาะตัวเอง พวกเขาไม่สนใจเรื่องแบบนี้หรอก ขอเพียงได้ทรัพยากรมาพวกเขาก็พร้อมที่จะทำลายดาวดวงอื่นๆ”
“แล้วดวงดาวเหล่านั้นมีการปกครองหรือมีข้อตกลงกันอย่างไรเช่นนั้นหรือ?”
“ดาวแต่ละดวงจะมีผู้ปกครองหนึ่งคนหรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ และสามารถปกครองดาวดวงนั้นได้หากไม่สามารถปกครองหรือว่าผู้คนของดาวดวงนั้นอ่อนแอพวกเขาก็จะถูกคนจากดาวดวงอื่นบุกและแย่งชิงทรัพยากรไปจนหมดสิ้น”
“โลกใบนี้มีผู้ปกครองเป็นใครอย่างนั้นหรือแล้วฝีมืออยู่ในระดับไหนกัน”
“เจ้าไม่รู้เรื่องราวภายนอกเลยจริงๆ สงสัยจริงๆ อาจารย์ของเจ้าคงไม่เคยเล่ารายละเอียดของโลกภายนอกให้เจ้าฟังเลยสิท่า”
“อื่ม อาจารย์ไม่ยอมเล่าให้ข้าฟังเลยตั้งแต่เล็กข้าอยู่กับเขาเพียงแค่สองคนนอกจากฝึกฝนเขาไม่เคยบอกกล่าวสิ่งใดต่อข้าเลย”
“เอาเถอะๆ ข้าจะบอกเจ้าเองก็ได้ ผู้ปกครองโลกใบนี้ชื่อ “ห่าวอู๋”เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับพระเจ้าหนึ่งในสองคนที่ปกครองโลกใบนี้แต่ข้าเองก็ไม่เคยพบเจอเขาหรอกนะ เพียงแค่ได้ยินชื่อมาแค่นั้น และดาวดวงที่เราอยู่ในตอนนี้ชื่อเจนัสหรือเรียกง่าย ๆ ว่าโลกที่เก้าเป็นโลกที่เรียกได้ว่าอ่อนแอที่สุดในตอนนี้ หากไม่มีท่านห่าวอู๋ ไม่แน่พวกเราอาจจะถูกโจมตีโดยโลกอื่นแล้วก็เป็นได้”
“เป็นเช่นนี้นี่เองหากข้าต้องการฝึกยุทธ์ข้าควรจะไปที่ไหนดีหละท่านเองก็ฝึกยุทธ์เช่นเดียวกันพอจะแนะนำให้ข้าบ้างได้หรือไม่”
“วรยุทธ์ของเจ้าต่ำเตี้ยเช่นนี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าสำนักไหนจะต้องการเจ้าบ้างหากเจ้าต้องการฝึกฝนจริงๆ ก็ต้องผ่านการทดสอบเข้าของสำนักต่าง ๆ ให้ได้ซึ่งอีกประมาณสามเดือนข้างหน้าก็คงจะเปิดรับสมัครแล้วเพียงแต่ระดับยุทธ์ขั้นต่ำสุดที่พวกเขารับคือระดับกำเนิดลมปราณขั้นที่ห้า”
“อีกสามเดือนเช่นนั้นหรือ ไม่มีปัญหา ข้าจะฝึกฝนให้ถึงขั้นกำเนิดลมปราณระดับที่ห้าแต่ว่าตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลยพวกเราไปหาเงินใช้กันก่อนดีกว่าไหม”
“หาเงิน เจ้าจะหาเงินยังไงพวกเรามีแค่สัตว์อสูรระดับสี่ตัวนั้นเท่านั้นตอนนี้ แล้วเจ้าจะให้พวกเราไปหาเงินจากที่ไหนกันเล่า”
“ข้าพอรู้วิชาการแพทย์อยู่บ้าง ท่านพอจะหาคนไข้ให้ข้าได้หรือไม่”
“คนไข้อย่างนั้นหรือ ข้าขอคิดดูก่อนเอาอย่างนี้เป็นไงเจ้าใช้บ้านของข้าเป็นโรงหมอแทนไปก่อน ข้าจะไปป่าวประกาศให้คนมารักษาถึงแม้จะได้เงินไม่เยอะ แต่เมื่อเจ้ามีชื่อเสียงแล้วเจ้าเองก็ไม่ต้องออกไปหาคนไข้หรอกคนไข้จะมาหาเจ้าถึงที่เอง เป็นไงความคิดของข้า”
“ก็ไม่เลวนะ เอาตามที่ท่านว่าก็แล้วกัน เริ่มจากจุดเล็ก ๆที่นี่ก็แล้วกัน”
“ไม่แน่เราอาจจะทำเงินได้เยอะก็ได้ หากว่าจ้ามีฝีมือจริงๆ”
“เจ้าจะว่าข้ามีฝีมือจอมปลอมเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้ว่าเจ้าสักหน่อย แต่ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้ารักษาเลยนี่ จะให้ใครเขาเชื่อคนที่ไม่เคยรักษากันเล่า”
“ก็จริง แล้วเราจะหาใครมารักษาก่อนดีหละ ข้าจะทำให้เจ้ามั่นใจว่าข้าจะไม่หลอกเจ้าเองเจ้าไปหาคนไข้มาสิ”
“พ่อของข้าไง เขาเป็นผู้นำหมู่บ้าน แต่ว่าแขนของเขาขาดไปข้างหนึ่งตอนต่อสู้กับสัตว์อสูรนานแล้วเจ้าสามารถรักษาพ่อของข้าได้หรือไม่หละฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“แขนขาดอย่างนั้นหรือ ข้าขอคิดดูก่อนเฟิ่งหยูทบทวนความรู้จากคัมภีร์โอสถสวรรค์อยู่ครู่หนึ่ง”
“ได้สิ ไม่เห็นจะยากเลย เดี๋ยวข้าปรุงโอสถสักครู่ท่านไปพาพ่อของท่านมาหาข้าสิ ข้าจะรักษาเขาให้ท่านดู”
“เจ้าเอาจริงอย่างนั้นหรือ ข้าเพียงแค่พูดแกล้งเจ้าเล่นๆ เท่านั้นเองแขนพ่อข้าขาดไปตั้งนานแล้วจะสามารถรักษาได้เช่นไรกันเล่า เจ้าอย่ามาล้อข้าเล่นเลย...”
“ได้ไม่ได้เจ้าไปพาพ่อของเจ้ามา ข้าจะรักษาพ่อของเจ้าเอง ให้เจ้าได้เห็นความสามารถของข้าเจ้าจะได้เลิกดูถูกข้า”
“ตามใจเจ้าก็แล้วกัน เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักครู่เดี๋ยวข้าจะไปตามพ่อของข้ามาให้เจ้า”อ้ายหลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่มึนเมานิด ๆ
อ้ายหลี่เดินออกไปได้ไม่นาน เฟิ่งหยูเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาเริ่มหลอมกลั่นโอสถทันที โอสถที่เขาหลอมกลั่นนี้ไม่ใช่โอสถอื่นใดเลยโอสถหวนคืนนั่นเอง มันสามารถทำให้แขนที่ขาดกลับมางอกใหม่ได้แถมยังให้กลับคืนสภาพของร่างกายได้อีกหลายสิบปี
เพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็สามารถหลอมกลั่นโอสถหวนคืนได้สำเร็จเขาไปเก็บสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เขาปลูกไว้ในแปลงยา พร้อมกับนำสมุนไพรเหล่านั้นมาหลอมกลั่นโอสถเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อที่จะใช้รักษาอาการต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า เพียงไม่นานเฟิ่งหยูได้หลอมโอสถไว้เป็นจำนวนมากเขาเก็บโอสถเหล่านั้นไว้ในแหวนมิติทันที
เพียงไม่นานเฟิ่งหยูออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาออกมานั่งรออ้ายหลี่และพ่อของเขาเพียงไม่นานอ้ายหลี่ก็พาพ่อของเขามาหาเฟิ่งหยู
“คารวะท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยเฟิ่งหยู”
“ตามสบายเถอะพ่อหนุ่มข้าอ้ายซีฮ่าว เป็นพ่อของอ้ายหลี่เห็นอ้ายหลี่บอกว่าเจ้าสามารถรักษาแขนของข้าได้อย่างนั้นหรือ? เจ้าอย่าได้ไปฟังอ้ายหลี่มากนัก เจ้านั่นถ้าเมาแล้วเป็นแบบนี้ทุกทีเห็นใครก็ขอให้เขาช่วยรักษาข้าเกือบทุกราย ข้าชินเสียแล้วหละ”
“ข้าเป็นคนพูดจริงๆ ขอรับ เรื่องเล็กน้อยข้าขอตรวจดูร่างกายของท่านก่อน....”
เฟิ่งหยูยื่นมือออกไปสัมผัสที่ข้อมือของอ้ายซีฮ่าว เขาแผ่จิตสัมผัสออกไปทันใดนั้นเขาพลันสัมผัสได้ว่าในตัวของอ้ายซีฮ่าวนั้นมีแท่งเหล็กอยู่ในขาของเขาอีกอันหนึ่งเหมือนกับว่ามันแทงเข้าไปในกระดูกของเขาและคงอยู่ฝังอยู่ในนั้นมานานมากแล้วด้วย
“เอ๋ ท่านผู้อาวุโส ที่ขาของท่านไปโดนอะไรมาอย่างนั้นหรือทำไมถึงมีแท่งเหล็กขนาดนิ้วก้อยปักอยู่ตรงขาของท่านฝังไปที่กระดูกเช่นนี้เวลาท่านเดินไปไหนมาไหนไม่เจ็บปวดบ้างหรือ?”
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าพ่อของข้ามีเหล็กอยู่ที่ขา”อ้ายหลี่รีบถามเฟิ่งหยูทันที
“มันเป็นอุบัติเหตุเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้วข้าเองไม่ทันระวังพลัดหลงเข้าไปในใจกลางของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง พวกเขากำลังต่อสู้กันข้าเลยโดนลูกหลงเป็นเศษเหล็กชิ้นนี้ที่พุ่งเข้ามาเสียบขาของข้า มันเป็นความโชคร้ายของข้าเองที่ไม่ยอมดูให้ดีเอง”
แม้แผลภายนอกจะหายเป็นปกติแต่ว่าข้าเองก็หาหมอมารักษาอาการของข้าหลายคนแล้วแต่ก็ไม่มีใครสามารถนำมันออกมาได้พวกเขาต่างบอกว่าหากนำมันออกมาก็จะทำให้กระดูกของข้าแตกออกจากกันแถมมันยังอยู่ใกล้กับเส้นเลือดใหญ่อีก พวกเขาไม่กล้าที่จะเอามันออกมาเพราะกลัวว่าหากทำผิดพลาแล้วอาจจะทำให้ข้าพิการเสียขาข้างนี้ไปเลยไม่มีใครกล้ารักษาข้ามาจนบัดนี้”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง เอาเถอะไหน ๆ ท่านก็เป็นลูกค้าคนแรกของข้าข้าจะรักษาท่านฟรี ๆ ก็แล้วกัน แต่ท่านต้องทนเจ็บนิดหนึ่งนะ มันเจ็บปวดมากแต่ก็ไม่นานหรอก ข้าจะทำการรักษาให้ท่านหายโดยไว้ที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้”