พิภพห้วงเวลา

    ตอนที่ 49 มุ่งหน้าสู่ปราสาท

    ไทก้ายังคงใช้ย่นระยะจนถึงขีดสุดเพื่อหลบหลีกการโจมตีของอสูรนาคาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการใช้อาคมธาตุเวลาจะย้อนกลับได้ทั้งพลังกายและพลังจิตจนทำให้ไทก้ามีพลังเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา

    แต่ว่าไทก้าจำเป็นต้องประคองสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาในขณะที่กำลังใช้อาคมผกผัน ซึ่งจะมีผลต่อสมองของไทก้าเป็นอย่างมาก หากยังคงใช้งานอย่างต่อเนื่องแบบนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าสมองจะเกิดความอ่อนล้าจนทำให้สติหลุดลอยไปได้ นี่จึงเป็นเหตุให้ไทก้านั้นต้องรีบจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด

    การอาละวาดของอสูรนาคาเริ่มกระจายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนป่าไม้ที่อยู่ในบริเวณนั้นล้มกระจายเป็นจำนวนมากเผยให้เห็นเป็นพื้นที่โล่งกว้าง

    ไทก้าได้หลบหลีกออกมาคนละทิศกับจุดที่นาราอยู่ เพื่อปกป้องนาราด้วยส่วนนึงและอีกส่วนเพื่อลงมือโจมตีได้อย่างเต็มที่

    อสูรนาคากลับยังคงติดตามไทก้าด้วยความโกรธแค้นสุดขีด ทั้งไม่ปล่อยให้ไทก้าคาดสายตาไปแม้แต่น้อย

    บึ้ม บึ้ม บึ้ม!

    อสูรนาคายังคงปล่อยอาคมไฟไปที่ไทก้าอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ติดตามอยู่ทุกฝีก้าวที่ไทก้าเยียบย่ำลงบนพื้น

    ไทก้าหลบออกมาด้านข้างด้วยย่นระยะในทันทีก่อนจะรีบสร้างกระบี่พิรุณเยือกแข็งขึ้นมาและพุ่งเข้าไปแทงทีละจุดหลายต่อหลายครั้ง

    ฉึบ ฉึบ!

    โฮกกกกก!

    ด้วยความเจ็บปวดจากกระบี่พิรุณเยือกแข็งที่ไทก้าปักเข้าไปและไม่สามารถดึงออกได้ อสูรนาคาได้แต่พ่นไฟใส่ที่ตัวกระบี่ที่ปักอยู่ หวังให้กระบี่พิรุณละลายไป แต่ว่ามันกลับไม่เป็นผลใดๆ มีเพียงรอยไหม้จากเพลิงของตัวเองเท่านั้น และการที่กระบี่พิรุณเยือกแข็งปักอยู่นั้น ทำให้การเคลื่อนไหวของอสูรนาคาติดขัดไปด้วย

    นี่คือจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของไทก้านั่นเอง ไทก้าพยายามทำให้อสูรนาคาเคลื่อนไหวช้าลง ด้วยการปักกระบี่ใส่ลำตัวอยู่เรื่อยๆ จากนั้นค่อยหาจังหวะ ปิดฉากการต่อสู้

    ในตอนนี้ไทก้ายังไม่ได้ใช้ธาตุแสงเข้าโจมตีเนื่องจากการใช้ธาตุแสงนั้นจำเป็นต้องใช้พลังจิตมากกว่าอาคมธาตุอื่นๆ ถึงเท่าตัว ทำให้การย้อนคืนพลังจิตนั้นช้าเป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบกันแล้ว การที่ไทก้าย้อนคืนพลังจากเจ็ดถึงแปดส่วน เป็นสิบส่วน(อาคมทั่วไปใช้พลังราวๆสองในสิบส่วน) ย่อมไวกว่าการฟื้นพลังจากหกส่วนเป็นสิบส่วน (สำหรับอาคมธาตุแสงใช้พลังราวๆ สี่ส่วนต่อครั้ง) ไทก้าจึงได้เลือกที่จะเก็บธาตุแสงเอาไว้ใช้ในการปิดฉากเท่านั้น

    การไล่ล่าของอสูรนาคายังคงติดตามไทก้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเจ็บปวด และโกรธแค้น

    โฮกกกกก!

    ในขณะที่อสูรนาคากำลังไล่ตามไทก้าอยู่นั้นจู่ๆ ก็เห็นว่าไทก้ากลับยืนนิ่งขึ้นมาเฉยๆ จึงได้พุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว อ้าปากและใช้เขี้ยวอันแหลมคมกัดเข้าไปที่ไทก้าอย่างรุนแรงทั้งยังปล่อยพิษไปยังไทก้าอีกด้วย

    ฉึก ฟู่ว์วววว!

    ก่อนจะรู้สึกว่าร่างที่กัดและปล่อยพิษเข้าไปนั้นมันดูแปลกๆ อย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ในขณะนั้นเองก็มีไทก้าอีกคนจะโผล่มาจากด้านข้างของส่วนหัวด้านบนและใช้หอกพสุธาปักเข้าไปที่ด้านบนหัวจนทะลุลงไปถึงอีกด้าน

    ฉัวะ !

    ไทก้าไม่รอช้าใช้ความเร็วสุดขีดอ้อมไปอีกด้านนำกระบี่พิรุณเยือกแข็งปักเข้าไปในจุดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันอีกหนึ่งรอบ

    ฉึก!

    ทั้งหอกและกระบี่ปกเข้าที่ปากของอสูรนาคาทั้งสองด้านในขณะที่คาบอาคมผสานร่างเทียมของไทก้าที่ยึดแน่นกับพื้นดินอยู่ทำให้ส่วนหัวของอสูรนาคาไม่สามารถขยับไปไหนได้

    ไทก้าไม่ปล่อยให้จังหวะเดียวที่มีหลุดลอยไปแม้แต่เสี้ยววิ รีบทำการหน่วงธาตุแสงและใช้พลังจิตแทบจะทั้งหมดฟันลงไปตรงใต้คางลากไปยังท้องของอสูรนาคาอย่างเต็มแรง

    ฟุบ ฉัวะ!

    ของเหลวสีแดงกระจายออกเป็นทางยาวก่อนที่อสูรนาคาจะดิ้นไปมาครู่หนึ่งและแน่นิ่งไป

    ตุบ!

    ไทก้ากระโดดออกมาก่อนที่ร่างกายของไทก้าจะทรุดลงคุกเข่าข้างหนึ่ง การฝืนใช้พลังอย่างต่อเนื่องทำให้สติของไทก้าในตอนนี้เริ่มเลือนรางเป็นอย่างมาก จนต้องทรุดกายลงหลังจากจัดการอสูรนาคาลงได้

    แฮกๆ!

    ในตอนนี้ไทก้าได้คลายอาคมผกผันออก แม้ว่าร่างกายและพลังจิตจะยังเต็มเปี่ยม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมองของไทก้าเหนื่อยล้าไม่ใช่น้อย

    ไทก้านั่งลงปรับพลังอย่างช้าๆ 

    ตุบ!

    เมื่อเห็นว่าการต่อสู้อันดุเดือดที่อยู่ไกลออกไปจบลงนาราจึงได้รีบเข้ามายังจุดที่ไทก้าอยู่ด้วยความกังวลเป็นอย่างมาก ก่อนจะเห็นร่างของอสูรนาคาที่นอนแน่นิ่งและไทก้าที่นั่งปรับพลังอย่างเงียบๆ เมื่อเห็นดังนั้นนารากลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเข้าไปใกล้ๆ ไทก้า เพื่อคอยเฝ้าปกป้องไทก้าในการปรับพลัง

    ผ่านไปครู่หนึ่ง

    "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" นาราที่เห็นไทก้าลืมตาขึ้นมาจึงรีบกล่าวถาม

    "ข้าไม่เป็นไรแล้ว"ไทก้าหันไปมองนาราและยิ้มออกมาเล็กน้อย

    นาราพยักหน้ารับเบาๆ โดยไร้ซึ่งคำพูดใด ก่อนหน้านี้หากไม่ได้ไทก้าเข้าช่วย ป่านนี้นางคงบาดเจ็บไปแล้ว ทั้งไทก้ายังเอาชนะอสูรจิตโลกาที่มีระดับพลังมากกว่าตนเองได้ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกสำหรับนาราที่พบเจอกับคนที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ แม้ว่าตอนที่พบกันครั้งแรกนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าใดนัก แต่ในตอนนี้ความรู้สึกของนางยิ่งมายิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดเมื่ออยู่ใกล้ไทก้าแล้ว กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัย ทั้งยังไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดอีกด้วย

    นาราจ้องมองไทก้าอยู่ครู่หนึ่ง ในตอนนี้ไทก้าได้หันมองไปยังร่างของอสูรนาคาอยู่ทำให้ไม่ได้เห็นว่า ใบหน้าของนาราในตอนนี้กลับแดงขึ้นมาเล็กน้อย

    "ก่อนหน้านี้ข้าต้องขอบคุณเจ้าด้วยนะ ข้า.." นาราที่กำลังกล่าวขอบคุณออกไป แต่ไทก้ากลับไม่ได้หันมา ทำให้นางจากที่อารมณ์ดีๆอยู่นั้นก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่นาราจะกล่าวต่อออกไปกลับนิ่งอยู่ครู่หนึ่งทั้งยังเปลี่ยนน้ำเสียงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง"ถ้าเจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเราไปกันต่อเถอะ"นารากล่าวขึ้น ก่อนจะหันหน้าและเตรียมเดินไป

    "เดี๋ยวก่อน ขอเวลาข้าสักครู่"

    ไทก้าลุกขึ้นกล่าวกับนาราก่อนจะเดินไปยังร่างอันแน่นิ่งของอสูรนาคาทั้งยังคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    "อืม...เหตุใดอสูรตนนี้ถึงไม่กลายเป็นแกนอสูรกัน?"

    "เจ้าไม่รู้อย่างนั้นเหรอ?" นารายังคงกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

    "ข้าจะไปรู้ทุกเรื่องได้ยังไงเล่า?"ไทก้าหันมาตอบจากนั้นจึงหันกลับไปมองดูตรงที่ร่างของอสูรนาคานอนอยู่

    "หึ ปกติข้าเห็นเจ้าออกจะฉลาดทั้งยังเก่งกาจด้วย เหตุใดเรื่องง่ายๆ แค่นี้กลับไม่รู้ ข้าว่าเรื่องที่เจ้ารู้คงมีแค่ฉวยโอกาสกับรังแกสตรีมากกว่ามั้ง"นารายิ้มเยาะไปทางไทก้าครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ"เอาล่ะ ข้าจะบอกให้ก็แล้วกัน อสูรที่อยู่ในระดับจิตโลกาขึ้นไป จะไม่กลายเป็นแกนอสูรเนื่องจากพลังจะถูกเก็บไว้ที่หัวใจของสัตว์อสูร หากเจ้าต้องการแกนอสูรเจ้าต้องควักหัวใจของสัตว์อสูรออกมา จากนั้นร่างของอสูรจึงจะหายไป แต่ว่า ก็มีคนบางจำพวกที่สังหารสัตว์อสูรระดับสูงแล้วยังไม่ได้ทำการควักหัวใจออกมา นั่นก็เพื่อนำอวัยวะบางส่วนของร่างสัตว์อสูรไปใช้ประโยชน์ หรือเอาไปขายตามร้านต่างๆ"

    "แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร"ไทก้าถามขึ้นด้วยความสงสัย

    "เหอะ ก็อ่านตำราเอาหน่ะสิ"นาราตอบกลับทั้งยังมองไปทางอื่น ในความเป็นจริงแล้วเหตุผลที่นาราทราบได้นั้นเป็นเพราะว่าฤาษีเตโชเคยบอกนาราก่อนหน้านี้ แต่นาราที่ไม่คิดจะยอมแพ้ไทก้าจึงไม่คิดที่จะบอกออกไปเช่นกัน

    "อืม นั่นสินะ ตำรานี่เอง"ไทก้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะหยิบขวดเปล่าออกมา และค่อยๆใช้พลังจิตของตนดึงพิษของอสูรนาคาออกมาอย่างช้าๆ ใส่ลงขวดไป

    วูมมมมม!

    "นี่เจ้าจะเอาไปทำอะไรกัน"นาราที่เห็นไทก้านำพิษของอสูรนาคาออกมาจึงกล่าวถามขึ้น

    ไทก้าหันไปยิ้มเยาะครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ไม่รู้สินะ ข้าอาจ.. จะเอาไปใส่ให้เจ้าดื่มตอนที่เจ้าต้องการทำมิดีมิร้ายกับข้าก็เป็นได้นะ หึๆ"

    "พอเลย ใครจะไปทำมิดีมิร้ายเจ้ากัน เจ้าคนฉวยโอกาส เจ้าจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของเจ้าก็แล้วกัน"นาราทำหน้ามุ่ยก่อนจะหันหน้าหนีไป

    ไทก้าหัวเราะในใจเบาๆ ความจริงแล้วไทก้าบังเอิญเห็นว่าพิษนี้ดูไปแล้วรุนแรงเป็นอย่างมาก เขาน่าจะเก็บมันเอาไว้ก่อนเผื่อว่าวันหน้าอาจจะต้องได้ใช้มันก็ได้ เพราะแม้ว่าคนเราจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่หากถูกทำร้ายด้วยพิษแล้ว ย่อมถึงแก่ความตายโดยง่าย

    "อืม ดูเหมือนข้าต้องหาม้าดีๆ สักตัวนำมาทำเซรุ่มไว้ซะแล้ว หากโดนพิษนี่เข้าไป มีหวังไปเป็นปุ๋ยของต้นไม้แน่ๆ"ไทก้ากล่าวออกมาเบาๆ และคิดว่าหากเป็นไปได้เขาควรที่จะมีเซรุ่มของพิษชนิดนี้ป้องกันเอาไว้ก็ยังดี ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะต้องเจอกับอสูรชนิดนี้อีกครั้ง

    หลังจากเก็บพิษเรียบร้อยแล้ว ไทก้าจึงได้ไปควักหัวใจของอสูรนาคาออกมา 

    และก็เป็นดั่งที่นารากล่าวไว้จริงๆ เมื่อหัวใจของอสูรนาคาหลุดออกมา ร่างทั้งหมดก็สลายไปในทันทีเหลือเพียงหัวใจที่อยู่ในมือของไทก้าที่เปลี่ยนเป็นแกนอสูรทั้งยังมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

    จากนั้นทั้งสองคนจึงได้เดินมายังริมแม่น้ำที่เดิม ก่อนที่ไทก้าจะสร้างเสาแห่งความโกฬาหลและปักลงไปในแม่น้ำทีละต้นเพื่อใช้เป็นทางข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนจะเดินขึ้นไปยังปราสาทที่อยู่บนเขา

    รอบๆ บริเวณนี้นั้นเงียบเชียบเป็นอย่างมาก ไม่มีแม้กระทั่วเสียงสัตว์หรือนกสักตัวเดียวด้วยซ้ำ มันวังเวงจนเรียกได้ว่าน่าขนลุกเลยก็ว่าได้

    เดินขึ้นมาได้สักพักไทก้าและนารามาหยุดยืนที่ด้านหน้าของปราสาทขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ ทั้งยังมีกำแพงสูงตั้งอยู่รอบๆ เป็นปราสาทที่มีเพียงชั้นเดียว แต่มีด้านบนเป็นหลังคาแหลมสูงซึ่งสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ทั้งยังสร้างจากหินล้วน บ่งบอกได้ถึงความเก่าแก่เป็นอย่างมาก ด้านในกำแพงมีช่องว่างให้ผู้คนเดินไปมาภายในกำแพงรอบๆปราสาทได้

    เมื่อข้ามประตูกำแพงมาถึงด้านหน้าประตูทางเข้าไทก้ากับนาราจึงได้ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปด้านใน หลังจากสำรวจรอบๆ ก่อนจะก้าวข้ามประตูปราสาทเข้ามาเพียงห้าก้าวเท่านั้น

    ตึง!

    จู่ๆ ประตูหินที่อยู่ด้านบนก็ปิดลงทำให้ทั้งสองต้องหันกลับไปมอง ก่อนจะพบว่าดวงโคมไฟรอบๆ กลับสว่างขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

    พรึบ พรึบ พรึบ!

    ไทก้าและนารารีบเดินกลับไปยังประตูและทำการผลักประตูออกในทันทีแต่มันกลับไม่เป็นผล

    "เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย"นาราอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

    "ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน หรือว่าอาจจะมีกลไกอะไรซ่อนเอาไว้รึไม่"ไทก้าตอบกลับทั้งยังพยายามมองหากลไก แต่ไม่ว่าจะหาเท่าใดก็ไม่พบ

    "เจ้าถอยออกไปก่อน" ไทก้าได้ให้นาราถอยห่างออกไปก่อนจะทำการร่ายอาคมหมัดทลายภูผาขนาดใหญ่ ซัดใส่ประตูเข้าไปเต็มแรง

    ตู้ม!

    เสียงจากการปะทะดังกังวาลขึ้นทั่วทั้งปราสาทก่อนจะค่อยๆสงบลงทีละน้อย

    แม้ว่าพลังทำลายล้างของหมัดทลายภูผาจะรุนแรงแค่ไหน แต่มันก็ไม่สามารถสั่นคลอนประตูได้แม้แต่น้อย 

    ไทก้าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลือกเปลี่ยนใจเดินเข้าไปสำรวจด้านในแทนเผื่อว่าจะมีทางออกอยู่อีกด้าน