เฌอปรางออกไปเรียกสาวใช้ให้เตรียมอาหาร และของว่างสำหรับท่านแม่และคนอื่นๆ แล้วจึงค่อยเข้ามานั่งรวมกัน เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้บทสนทนาไปถึงไหนแล้ว
“มาพอดีเลย แม่คนเก่ง” เฌอเอมยิ้มกว้างให้ลูกสาว ข้างหลังของเธอเป็นภาพวาดของเธอ ภาพวาดที่เฌอปรางอยากจะเอามือสอดเข้าไปในกระดาษ บัดนี้สตรีในภาพวาดมีตัวตนจริงๆ แล้ว เธอก็อดไม่ได้ ที่จะรี่เข้าไปสวมกอด เมื่อเห็นรอยยิ้มแบบนั้น และหอมแก้มแม่ไปฟอดหนึ่ง
“เมื่อครู่ปรมะบอกว่า เจ้าติดอันดับการทดสอบความรู้ด้านสมุนไพร นี่สมกับเป็นลูกแม่จริงๆ และยังเป็นตัวแทนนครไปแข่งขันต่างจักรวรรดิด้วย ฮ่าๆ ปรมะบอกว่าเจ้าเรียนรู้ด้วยตัวเอง ศึกษาเพียงลำพังได้ขนาดนี้ ต่อไปหากน้าชายกับครามช่วยสอน เจ้าจะไม่ยิ่งแซงหน้าข้าอีกรึ”
“ท่านแม่ ก็ข้าเป็นลูกท่านแม่นี่นา” เฌอปรางอ้อน
“นี่หากข้ารู้ว่ามีท่านน้าเป็นเจ้าหอโอสถ ข้าคงจะได้ที่ 1 อย่างแน่นอน ฮ่าๆ”
“ถ้าเจ้ามีความรู้เท่าข้า ก็คงไม่สามารถแซงหน้าที่ 1 ในวันนี้ที่อยู่บนยอดสุดได้หรอกนะใช่ไหม” ปรมะเอ่ยพลางหัวเราะ
“ชิ เวทีไหนมีคราม ข้าคงชวดที่ 1 แหงๆ”
ทั้งห้าคุยกันได้สักพักหนึ่ง หญิงรับใช้นำอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ พลางเอ่ยว่า ตอนแรกก็สงสัยว่าคุณหนูเพิ่งทานข้าวไปเมื่อตอนค่ำ บัดนี้หิวอีกแล้ว ที่ไหนได้ท่านปรมะมาเยือนนี่เอง เอ๋ ท่านหญิงท่านนี้คือ… หลังจากที่นางได้เห็นภาพเขียนที่อยู่ข้างหลัง หญิงงามที่อยู่ในภาพนั้น ที่เห็นทุกวันที่เข้ามาทำความสะอาด บางครั้งเธอเคยจินตนาการถึงว่า หากมีชีวิตนางจะงดงามเพียงใด บัดนี้นางได้นั่งอยู่ตรงนี้
“นะ นายหญิง สะสวัสดีค่ะ” หญิงรับใช้ถึงกับมือไม้สั่น โชคดีที่เธอวางอาหารไว้บนโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้เหลือเพียงถาดไม้ในมือ ที่ล่วงลงสู่พื้น
เพราะเธอทำอะไรไม่ถูก นายหญิงที่เธอรู้จักคือตายไปแล้ว ทำไมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ หรือว่าไม่ใช่นาง นั่นสินะ คงไม่ใช่เหรอก เธอหัวเราะในใจก่อนค่อยๆ ถอยก้าวออกไปนอกห้อง
“เดี๋ยว ท่านนี้คือแม่ข้า” เฌอปรางเอ่ย
หญิงรับใช้ร้องว๊าย แล้วรีบวิ่งออกไป ทั้ง 5 คนหัวเราะกับอาการของหญิงรับใช้นางนั้น หลังจากนั้นไม่นานนัก มีหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของสำนัก เดินเข้ามาในห้องและปะกบมือให้กับทุกคน เมื่อเห็นหญิงสาวชุดเขียว ถึงกับผงะ เพราะเธอละม้ายกับนายหญิงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และยังคงความงามเหมือน 10 ปีที่แล้วเช่นกัน
“ทะ ท่านเป็น นะ น้องสาวของนายหญิงใช่ไหมครับ” หัวหน้าหน่วย กล่าวออกมาอย่างไม่มั่นใจ เพราะเมื่อ 10 ปีก่อน เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยในงานพิธีเพลิงจบเสร็จสิ้นถึงการเก็บอัฐิในวันรุ่งขึ้น บางทีอาจเป็นน้องสาวของนายหญิงกระมัง
“ข้าคือนายหญิงของเจ้า” เฌอเอมเอ่ยพลางยิ้ม
เป็นไปไม่ได้ เขาคิด นายหญิงที่จากไปเมื่อตอนอายุ 20 ปี หลังจากคลอดคุณหนูเฌอปรางได้ไม่นาน จะมานั่งอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หากยังมีชีวิตอยู่จริง น่าจะอายุราวๆ 33 หรือ 34 ปี แต่สตรีที่อยู่ตรงหน้านี้อายุราว 20 ปีเท่านั้น
“พวกเจ้าจะแปลกใจอะไรกันนักหนา รีบส่งข่าวไปบอกเจ้าสำนักให้มาที่นี่เถอะ”
เมื่อเฌอเอมพูดจบ บุรุษผู้นั้นรีบทะยานออกไปจากระเบียงเหาะขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
อ้า คืนนี้ช่างสับสนวุ่นวายโดยแท้
ครู่เดียวเท่านั้น ก็มีเสียงฝีเท้าหลายคู่ก้าวขึ้นบันไดขึ้นมาหยุดที่หน้าห้อง และประกบมือทำความเคารพนายหญิงแห่งสำนักศิลา ทำเอาระเบียงด้านหน้าห้องแน่นไปด้วยสมาชิกสำนัก
หลังจากนั้นเงาคนหลายสายพุ่งมาจากฟ้ายามวิกาล เงาหนึ่งปราดตัวเข้ามาในห้องอย่างเร่งรีบ พลันปรากฎตรงหน้าของหญิงผู้เป็นภรรยาที่จากกันมา 10 ปี
สตรีในชุดเขียวไม่ทันได้ยืนขึ้นอย่างถนัดก็ถูก 2 แขนของฝ่ายตรงข้ามกอดรัดอย่างรวดเร็ว พริบตาแผ่นหลังของเธอก็ชุ่มไปด้วยน้ำตาที่มาจากบุรุษผู้หนึ่ง
“เฌอเอม ข้าคิดถึงเจ้ามาก ข้าพูดอะไรไม่ถูกแล้วตอนนี้” ศิลาผละหน้าออกมาจ้องมองดวงหน้าของภรรยา เป็นเจ้าจริงๆ”
สตรีชุดเขียวออกอาการเขินอายอยู่มาก เพราะในช่วงที่วิญญาณของเธอออกจากร่าง ก็ได้เห็นความเป็นไปในห้องแห่งความลับ ที่ศิลามักมาอยู่เป็นเพื่อนเธออยู่บ่อยๆ เขามักพูดคุยและเล่าถึงเรื่องราวของเฌอปรางให้ฟัง รวมไปถึงวีรกรรมต่างๆ ที่แอบออกจากบ้านไปศึกษาชนิดของสมุนไพรเพียงลำพัง ศิลาทำได้เพียงส่งคนติดตามอยู่ห่างๆ เพื่อเฝ้าระวังภัย รู้ทั้งรู้ว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ นิสัยคล้ายแม่เป็นยิ่งนัก … พอเฌอเอมนึงถึงตอนนี้ ใบหน้าเธอก็แปรเปลี่ยน หยิกเข้าที่เอวของศิลา
แรงจิกนิ้วนั้นทำให้ศิลาสะดุ้งอย่างแรง แต่ก็ไม่ปัดป้องปล่อยให้เธอจิกนิ้วค้างอยู่อย่างนั้น เจ็บปวดร่างกาย รึจะสู้เจ็บปวดใจเมื่อคนรักจากไป