อสูรวิหคเพลิงคำรามลั่น มันมองเด็กชายเิเหยียนที่ยืนหยัดขึ้นด้วยแววตาประหลาดใจระคนดูแคลน เหยื่ออันโอชะที่มันหมายตาไว้คือเ้าเด็กหนุ่มที่นอนาเ็อยู่ตรงนั้น ส่วนเด็กรับใช้ผอมแห้งผู้นี้ มันแค่สะบัดกรงเล็บครั้งเดียวก็คงแหลกละเอียด
แต่เิเหยียน (หรือจิติญญาของเร็นไซในร่างนั้น) กลับไม่แสดงอาการหวาดหวั่น เขายืนนิ่งดุจศิลาภายใต้หลักการ "จิริน" (地輪) แม้ร่างกายเล็กๆ นี้จะยังสั่นสะท้านจากความอ่อนล้าและความไม่คุ้นชิน แต่จิตใจของยอดนักดาบกลับสงบนิ่งดุจผิวน้ำในยามไร้ลม
"เ้าเด็กนั่น...คิดจะทำอะไรของมัน?" ศิษย์พี่หลิวพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา พลางพยายามพยุงร่างที่าเ็ลุกขึ้น เขามองเห็นแววตาของเิเหยียนเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของเด็กรับใช้ขี้ขลาดที่เขารู้จักอีกต่อไป แต่เป็แววตาของ...นักรบ?
อสูรวิหคไม่รอช้า มันสยายปีกอันลุกโชนด้วยเพลิง แล้วโผทะยานเข้าหาศิษย์พี่หลิวก่อน! กรงเล็บอันแหลมคมเงื้อง่า หมายจะฉีกกระชากเหยื่ออันอ่อนแอ
"ชิ!" เร็นไซสบถในใจ "เป้าหมายยังคงเป็เ้าหนูนั่นสินะ"
แม้จะไม่้ายุ่งเกี่ยวกับปัญหาของคนเหล่านี้ แต่สัญชาตญาณของนักดาบผู้ไม่เคยเมินเฉยต่อการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมก็เริ่มทำงาน ร่างเล็กๆ ของเิเหยียนเคลื่อนไหว! ไม่รวดเร็ว แต่แม่นยำและถูกจังหวะอย่างน่าประหลาด! เขาก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อตัวลงต่ำ แล้วใช้แรงส่งจากพื้นดินดีดร่างผอมๆ ของตนเองเข้าขวางระหว่างอสูรวิหคกับศิษย์พี่หลิว!
"อะไรกัน!" ศิษย์พี่หลิวเบิกตากว้างด้วยความใ เช่นเดียวกับศิษย์คนอื่นๆ ที่มองมา
กระบี่เหล็กธรรมดาๆ ในมือของเิเหยียนถูกยกขึ้นตั้งรับ มันไม่ใช่การป้องกันแบบที่เหล่าศิษย์สำนักจันทรากระจ่าง (明月宗) คุ้นเคย ไม่มีการใช้ "พลังปราณ" หรือ "ม่านพลังงาน" ใดๆ ทั้งสิ้น เป็เพียงการใช้มุมของกระบี่และท่วงท่าที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยหลักการอันลึกล้ำ
"เคร้ง!"
กรงเล็บอสูรปะทะเข้ากับสันกระบี่! เิเหยียนรู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลจนแขนชาไปทั้งแถบ ร่างกายเล็กๆ ของเขาเซถอยหลังไปหลายก้าว แต่เขากลับไม่ล้ม! ด้วยการหยั่งเท้าที่มั่นคงตามหลัก "จิริน" และการผ่อนแรงกระแทกที่ถูกจังหวะ เขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้!
"บ้าน่า!" อสูรวิหคคำรามอย่างหัวเสีย มันไม่คิดว่าเด็กผอมแห้งเช่นนี้จะรับการโจมตีของมันได้
"ยังไม่หมดแค่นั้นหรอก...เ้านกย่าง" เร็นไซคิดในใจ พลางปรับลมหายใจ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป แค่รับการโจมตีครั้งเดียวก็แทบจะหมดแรงแล้ว แต่เขายังมีไพ่ตายอื่นอีก
อสูรวิหคโกรธจัด มันกางปีกแล้วสะบัดอย่างแรงอีกครั้ง! เปลวเพลิงร้อนแรงพวยพุ่งออกมาจากทั่วร่างของมัน! คราวนี้มันไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็การโจมตีแบบวงกว้าง หมายจะเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้!
"แย่แล้ว! หนีเร็ว!" ศิษย์พี่หญิงซูเม่ยร้องเสียงหลง
แต่เิเหยียนกลับไม่หนี เขามองเปลวเพลิงที่กำลังถาโถมเข้ามาด้วยแววตาที่สงบนิ่ง "ในเมื่อไม่อาจต้านทานด้วยพละกำลัง...ก็ต้องอาศัยความอ่อนโยนเข้าสู้"
ทันใดนั้น ท่วงท่าของเขาก็เปลี่ยนไป จากที่เคยหนักแน่นดุจภูผา บัดนี้กลับอ่อนช้อยพลิ้วไหวราวสายน้ำ เขาเริ่มเคลื่อนไหวไปรอบๆ เปลวเพลิงที่พุ่งเข้ามา หลบหลีกอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด ทุกย่างก้าว ทุกการบิดตัว ทุกการเอนกาย ล้วนเป็ไปตามหลักการของ "ซุยริน" (水輪) – ห่วงแห่งวารี!
เปลวเพลิงร้อนแรงเฉียดผ่านร่างของเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่สามารถััตัวเขาได้แม้แต่น้อย ราวกับว่าเขากลายเป็ส่วนหนึ่งของสายน้ำที่ไหลหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างอิสระ
"นะ...นั่นมัน...วิชาอะไรกัน?" ศิษย์พี่หลิวอ้าปากค้าง เขามองเด็กรับใช้ที่เคยดูถูกด้วยสายตาใหม่ทั้งหมด การเคลื่อนไหวแบบนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้!
"น่าสนใจ..." เร็นไซคิดขณะหลบหลีก "เปลวไฟในโลกนี้ดูเหมือนจะ 'มีตัวตน' มากกว่าไฟธรรมดาที่ข้ารู้จัก บางที...หลักการของข้าอาจจะใช้ได้ผลดีกว่าที่คิดในโลกประหลาดใบนี้"
อสูรวิหคยิ่งเดือดดาล มันไม่เคยเจอเหยื่อที่รับมือยากเช่นนี้มาก่อน มันหยุดการโจมตีแบบวงกว้าง แล้วรวบรวมพลังเพลิงทั้งหมดไว้ที่ปาก เตรียมจะพ่นลำแสงเพลิงทำลายล้างสูงออกมา!
"โอกาส!" แววตาของเร็นไซเปล่งประกายคมปลาบ! เขารอจังหวะนี้มาตลอด!
ขณะที่อสูรวิหคกำลังจะอ้าปากพ่นเพลิง ร่างเล็กๆ ของเิเหยียนก็หยุดการเคลื่อนไหวที่พลิ้วไหว เขากระแทกเท้าลงพื้น! พลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่างถูกรีดเค้นออกมา!
"คาริน (火輪)!" แม้จะไม่มีเปลวเพลิงปรากฏบนกระบี่ของเขาเหมือนในโลกเก่า แต่เจตจำนงอันแรงกล้าดุจเพลิงเผาผลาญได้ถูกส่งผ่านไปยังปลายกระบี่! เขามิได้ตั้งรับหรือหลบหลีกอีกต่อไป แต่กลับพุ่งทะยานเข้าหาอสูรวิหคด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ! เป็การตัดสินใจที่บ้าบิ่นและเหนือความคาดหมายของทุกคน!
กระบี่เหล็กธรรมดาๆ เล่มนั้นถูกแทงออกไปอย่างสุดกำลัง! เป้าหมายคือดวงตาข้างซ้ายของอสูรที่กำลังเบิกกว้างด้วยความใ!
"ฉัวะ!"
เสียงของมีคมตัดผ่านเนื้อดังขึ้นอย่างชัดเจน! อสูรวิหคกรีดร้องโหยหวนยิ่งกว่าครั้งใดๆ! โลหิตสีแดงเข้มสาดกระเซ็นออกมาจากเบ้าตาของมัน!
"สำเร็จ!" เร็นไซคำรามในใจ แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงเรี่ยวแรงที่หดหายไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเด็กคนนี้ไม่อาจทนรับการใช้พลังของ "ห่วงแห่งอัคคี" แม้จะเป็เพียงการเลียนแบบจากความทรงจำได้นานนัก
อสูรวิหคที่าเ็สาหัสและตาบอดไปหนึ่งข้าง บัดนี้มันทั้งเ็ปและหวาดกลัว มันสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่กล้าต่อสู้อีกต่อไป มันกางปีกที่เหลืออยู่แล้วพยายามกระพือบินหนีเอาชีวิตรอดอย่างทุลักทุเล
เิเหยียนทรุดกายลงกับพื้น หอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว เขามองตามร่างของอสูรที่บินหนีไปอย่างโซซัดโซเซ ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่าเลือน...แล้วดับวูบลงอีกครั้ง
(จบตอนที่ 2)