บทที่ 30
ลูกศิษย์คนใหม่
ปราณหน้าถอดสีเขานึกย้อนว่ามีอะไรที่เขากระทำผิดต่อท่านพ่อและท่านแม่อีกหรือไม่?
ท่านพ่อกับท่านแม่จ้องมองเด็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มออกมา
“ฮ่าๆๆๆ ท่านพี่ดูปราณทำหน้าสิ...อย่างกับไปทำอะไรผิดมาอย่างนั้นแหละ”
ท่านแม่ตลกท่าทางของเด็กน้อยในอ้อมกอดท่านพ่อ
“หมัดที่เป็ท่าไม้ตายของเ้า ท่านลุงสอนหรือ?”
ท่านพ่อเอ่ยถามทำเอาปราณถอนหายใจ แล้วก็หัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆๆท่านพ่อแกล้งข้าใสองครั้งแล้ว...ข้าก็งงอยู่ตั้งนานว่าจะมีเื่อะไรที่แท้ก็เื่หมัดของข้า...ท่านลุงไม่ได้สอนข้าครับ...หลังจากข้าเปิดผนึกฌานยุทธ์แล้ววันรุ่งขึ้นได้ต่อสู้กับเทวา จู่ๆ ท่านี้ก็เข้ามาในหัวข้าเองจากนั้นข้าก็ใช้ท่านี้เป็ท่าประจำตัว แล้วมันก็ได้ผลที่ดีขึ้นและรุนแรงขึ้นทุกครั้ง”
“เป็ท่วงท่าที่สวยงามและมีความรุนแรงมหาศาล ยิ่งพลังฌานเ้าสูงมากขึ้นพลังหมัดนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็เท่าทวีคูณเ้าสามารถใช้หมัดในท่านี้ได้มากกว่าสองครั้งไหม?”
“ข้ายังไม่เคยทำนะครับท่านพ่อ แต่ถ้ามีโอกาส ข้าจะลองฝึกในแบบที่ท่านบอก”
ท่านพ่อพยักหน้าเมื่อเห็นท่าทางและอานุภาพของหมัดเสยที่ปราณใช้ พลางนั่งนึกชื่อท่าไม้ตายนี้
“เ้าใช้หมัดแบบนี้กลางอากาศ เรียกว่า หมัดสอยดาวพิโรธ น่าจะเข้าท่า”
“หมัดสอยดาวพิโรธ...ดีครับท่านพ่อเห็นภาพได้ชัดเจน”
เด็กน้อยยิ้มดีใจกับกระบวนท่าหมัดที่เขาคิดค้นขึ้นมาอย่างเป็ธรรมชาติจากนั้นท่านพ่อก็แนะนำวิธีการปฏิสัมพันธ์จากพื้นให้นำมาใช้กับท่านี้แน่นอนว่าปราณตื่นเต้นพอดู เขามองเห็นภาพหมัดที่ถูกเพิ่มพลังได้ชัดเจนขึ้น
“ข้าอยากให้ท่านี้เป็ท่าประจำตัวของเ้า ยังไม่ต้องสอนหรือแนะนำใครเพราะมีอานุภาพที่ร้ายแรง หากเ้าสามารถเหาะได้การใช้หมัดสอยดาวพิโรธจะทวีความรุนแรงอีกหลายเท่านัก”
พอพูดถึงเหาะปราณก็ตาโต แสดงความอยากเรียนขึ้นมาทันที
“ฮ่าๆๆๆๆ ไว้โตอีกหน่อย เ้าสามารถควบคุมพลังฌานได้อย่างใจนึกก็สามารถฝึกการเหาะได้ ซึ่งไม่ใช่จะสามารถเหาะกันได้ทุกคนแม้ว่าพ่อจะสอนที่สำนักนภาเวหาหาว ที่สอนการบินทุกแขนงก็ตามแต่ก็ยังต้องใช้อุปกรณ์การบิน หาได้ยากมากๆ ที่จะบินได้ด้วยพลังฌานยุทธ์ของตัวเอง”
“ทำไมถึงเป็เช่นนั้นล่ะครับท่านพ่อ?”
“เพราะการเหาะจะเผาผลาญพลังฌานยุทธ์สูงกว่าการต่อสู้เพราะต้องใช้พลังฌานต่อต้านกับแรงดึงดูดบนพื้นถึงจะสามารถลอยบนอากาศได้ยิ่งการบินด้วยตัวเอง ยิ่งบั่นทอนพลังฌานอย่างมาก หลังจากบินหรือเหาะเป็เวลานานๆก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูพลังฌานยุทธ์นานด้วยแช่นกันการบินและเหาะในระยะเวลาและความเร็วที่แตกต่างกัน ก็ขึ้นอยู่กับพลังฌานยุทธ์และสมาธิที่แข็งแกร่งของแต่ละคนเช่นกันถ้าไม่จำเป็ ไม่มีใครอยากสูญเสียพลังฌานยุทธ์ในการบินเท่าไหร่หรอก”
ทำให้เด็กน้อยต้องถอนหายใจคงอีกนานกว่าที่ปราณจะสามารถฝึกบินได้แต่เขาก็ตั้งใจไว้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องเหาะเหินเดินอากาศให้ได้
“ตอนนี้เ้าก็ฝึกฝนพลังหมัดพื้นฐานทั้งสองกระบวนท่าให้คล่องแคล่วซะก่อนอย่าลืมว่าเย็นนี้เ้าต้องแนะนำพวกเขาฝึกอานาปานสติ หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้วเ้าค่อยฝึกหมัดสอยดาวพิโรธ”
รถม้าวิ่งเข้ามาจอดใกล้ๆ กับลานประลองคนจากสกุลฤชากรและมัจฉาชาติทั้งสาม ลงมาจากรถม้าและกล่าวทักทายพร้อมทั้งชื่นชมปราณ
“แหม...ข่าวไวดีจังแสง-ขรรค์นี่ขยันกระจายข่าวเสียจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ”
อาจารย์วรรณกลั้วหัวเราะทำให้คนทั้งหมดพากันหัวเราะ จากนั้นปรมาจารย์บุญจึงเชิญทุกคนให้เข้ามานั่งที่โต๊ะเวลาเกือบจะเที่ยง อาจารย์วรรณจึงให้แม่บ้านจัดเตรียมมื้อกลางวันเพิ่มอีก 3 ที่
“ต้องรบกวนพวกท่านแล้ว”
“เื่เล็กน้อยครับว่าแต่วันนี้ท่านมาถึงที่บ้านข้า เดาว่าต้องมีข่าวอะไรมาเล่าให้ข้าฟังแน่นอน”
“ท่านเดาได้ถูกต้องเลยครับข้ารู้ประวัติของสมุหเสนาแก่นนครแล้ว!”
จากนั้นท่านเสนาจึงเล่าให้ทุกคนฟังรวมทั้งปราณและเธียรธวัช เพื่อทั้งสองจะได้คิดหาทางป้องกันตัว
“เป็สมุหเสนาที่ชั่วช้าเสียจริงเห็นทีว่างานนี้ต้องใช้แรงกดดันรอบด้าน ในเมื่อมันคิดว่ามีอำนาจและเส้นสายใหญ่โตก็น่าจะถูกสั่งสอนเสียบ้าง”
ปรมาจารย์บุญกำหมัดแน่น เมื่อได้ฟังเื่ราวจากท่านเสนา
“ใจเย็นก่อนครับท่านพ่อ!!!เราไม่มีหลักฐานเอาผิดเขา ขนาดพี่แสง-ขรรค์ที่สารภาพกับท่านเ้าเมืองก็ยังไม่สามารถเอาผิดอะไรเขาได้ ข้าถึงไม่ถือสาหาความ เพราะเสียเวลาเปล่าพูดไปยังไงคนแบบนี้ก็ไม่ยอมรับผิด”
“แต่เ้าก็เฉียดตายถึงสองหนมิใช่หรือ? ยังจะมองเห็นเป็เื่ดีหรือยังไง?”
เธียรธวัชโกรธแทนเพื่อน
“วิธีเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ คือปกป้องตัวเองจากอันตรายที่จะมาถึง เมื่อเดินทางมาถึงขนาดนี้แล้วข้าเองคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ ถ้าพวกเราอยู่ร่วมกัน พวกเขาคงทำอะไรได้ลำบากในขณะที่เราก็ฝึกพลังฌานยุทธ์ให้เข้มแข็งขึ้นข้ามั่นใจว่าสักวันจะเอาชนะคนชั่วเ่าั้ได้ และเมื่อไม่มีหลักฐานเอาผิดความแข็งแกร่งนี่แหละจะเป็ตัวตัดสินเอง”
ปราณพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าการลอบสังหารแต่ละครั้งล้วนมาจากความเคียดแค้นของสมุหเสนาก็ตาม
“มันสามารถเรียกปรมาจารย์ยุทธ์มาใช้งานได้แล้วต่อไปมันจะไม่ใช้งานนักฌานยุทธ์ขั้นที่สูงขึ้นกว่านี้ให้มาลงมือสังหารหรอกหรือ?”
“อย่าได้กังวลไปเลยครับท่านเสนาตอนนี้พวกมันไม่กล้าลงมือทำอะไรหรอกเพราะพรุ่งนี้ปราณก็จะต้องไปเรียนประจำที่โรงเรียนแล้วพวกมันคงไม่สามารถทำอะไรได้อีกหลายปีข้าเชื่อว่าถึงเวลานั้นปราณคงเข้มแข็งพอที่จะรับมือคนชั่วเ่าั้ได้”
ท่านพ่อเห็นผลงานทั้งสองวันที่ผ่านมาก็ประเมินได้ว่าความสามารถของปราณจะต้องสูงมากพอที่จะเอาตัวรอดได้จึงพูดไม่ให้ทุกคนหวาดวิตกจนเกินเหตุ
ปรมาจารย์บุญอาจจะดูเหมือนกับไม่ค่อยให้ความรักหรือใส่ใจปราณ เพราะในสถานการณ์แบบนี้พ่อ-แม่ส่วนใหญ่ จะคอยติดตามดูแลจนแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้ลูกเกิดอันตราย
แต่เพราะเขาปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้กับชีวิตได้รับความลำบากเกินกว่าที่เด็กอายุ 6 ขวบจะรับไหวมาแล้วจึงไม่ใช่เื่น่ากังวลใจ นายน้อยแห่งโอฬารปฐีสามารถเอาตัวรอดได้เป็อย่างดี
อาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะทุกคนจึงลงมือจัดการอาหารมื้ออร่อยตรงหน้า หลังจากที่ทานมื้อกลางวันกันเรียบร้อยปรมาจารย์บุญจึงได้ชวนให้เธียรธวัชมาเข้าร่วมฝึกวิชาหมัดสกุลโอฬารปฐี
ซึ่งเธียรธวัชก็ดีใจเป็อย่างมากจึงได้คารวะฝากตัวเป็ศิษย์สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับท่านลุงและท่านป้าเป็อย่างยิ่ง
จากนั้นปรมาจารย์บุญก็ได้แนะนำเธียรธวัชให้ศิษย์รุ่นพี่ได้รู้จักก่อนที่จะแยกย้ายกันฝึกต่อไป
ปรมาจารย์บุญให้เธียรธวัชมาฝึกฌานยุทธ์ด้วยก็เพื่อให้ช่วยป้องกันภัยเพราะรู้ถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างสกุลโอฬารปฐีกับฤชากร-มัจฉาชาติจึงเต็มใจที่จะรับเธียรธวัชเป็ลูกศิษย์
ในการเข้าเรียนต่อในโรงเรียนลหุยุทธ์ขั้นต้นมีเด็กๆ จำนวนมากมายจากอาณาจักรมาเข้าร่วมเรียนเพราะถือเป็โรงเรียนบ่มเพาะนักฌานยุทธ์อันดับหนึ่งของอาณาจักรมีโอกาสที่เด็กทั้งคู่จะเจอกับผู้ที่คิดว่าตัวเองมีความเก่งฉกาจ
การฝึกพลังฌานยุทธ์เพื่อป้องกันตัวในระดับเบื้องต้นจึงจะสามารถเอาตัวรอดได้ ในสถานที่ที่มีคนเก่ง มากความสามารถรวมตัวกันอยู่
เธียรธวัชยังไม่เคยได้ฝึกพัฒนาพลังฌานเส้นประธานทั้งสิบสายจึงยังคงติดขัด ปราณจึงแนะวิธีอานาปานสติให้ได้ลองฝึกดูซึ่งพอได้ฝึกตามที่ปราณแนะนำ เธียรธวัชก็พบว่าพลังฌานในร่างกายไหลเวียนที่ดีขึ้นการหายใจเข้า-ออก สบายมากขึ้น
**********
สี่โมงเย็นแดดกำลังดีผู้ฝึกฌานยุทธ์สกุลโอฬารปฐีทั้งหมดนั่งขัดสมาธิฝึกอาณาปานสติกลางลานประลอง โดยมียุวาจารย์น้อยเป็ผู้แนะนำทุกคนที่ได้ทำตามเริ่มมีความรู้สึกถึงการหายใจและไหลเวียนพลังฌานในร่างกายเริ่มมีความสัมพันธ์กันดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เสียงรถม้าดังแว่วเข้ามา หยุดด้านหน้าบ้านแฝดชาย-หญิงทั้งสี่ก้าวลงจากรถม้า แสงเดินคู่มากับดวงเดือนส่วนขรรค์เดินคู่มากับดวงดาว ท่ามกลางสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสี่
“เอ่ย...พวกเราคิดว่าพวกท่านยังน่าจะอยู่ที่นี่ก็เลยมาที่นี่ซะทีเดียวเลยครับ”
แสงรีบบอกทันทีผู้ใหญ่ทั้งสี่อมยิ้มด้วยความปลื้มใจ
“ฮ่าๆๆๆๆนี่ตกลงว่าจะสลับคู่กันแบบนี้แน่นอนแล้วใช่ไหม?” เสนาภาคย์เห็นภาพสลับคู่จึงยิ้มด้วยความชอบใจ แล้วเอ่ยแซว
ดวงเดือนกับดวงดาวก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอาย“ท่านพ่อก็กล่าวไปใครจะทำแบบนั้นได้ล่ะคะ?”
ดวงเดือนแฝดพี่รีบพูดสวนทันที ใบหน้าแดงก่ำส่วนดวงดาวแฝดผู้น้องก็เหลือบขึ้นมองท่านเสนาภาคย์ แล้วก็หลบสายตาถือเป็ครั้งแรกที่แฝดสาวทั้งสองแสดงอาการอายให้ได้เห็น
“เดือน-ดาว พี่แสง-ขรรค์รังแกอะไรเ้าหรือเปล่าบอกแม่มา?”
“เออ...ไม่มีค่ะท่านแม่”
ดวงดาวเอ่ยขึ้นบ้าง ตอนนี้ใบหูของเธอเริ่มแดงยืนบิดไปมา
“มาพร้อมกันก็ดีเ้าสองคนยังไม่เคยได้พบกับปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณ ก็ดีเลย...จะได้ทำความรู้จักกับท่านทั้งสองเพราะตอนนี้เราก็ถือเป็มิตรสหายที่ดีต่อกัน”
ท่านเสนาภาคย์แนะนำแฝดสาวให้ทั้งสองได้รู้จักอาจารย์วรรณรู้สึกถูกชะตาแฝดสาวเป็พิเศษ
แม่นายอัมพุชาจึงแนะนำที่มาของแฝดสาวที่ตัวเองขอมาเป็บุตรบุญธรรมั้แ่เด็กๆเพราะชื่นชอบกิริยาท่าทางและเกิดความสงสาร
“ข้ารู้สึกถูกชะตากับเดือน-ดาว เสมือนว่าเป็ญาติแต่อธิบายไม่ถูก แค่เห็นแว๊บแรกข้าก็ถูกชะตาแล้วยิ่งรู้ว่าต้องกำพร้าพ่อั้แ่ยังแบเบาะก็เศร้าใจแทนแต่ตอนนี้นับว่าโชคดีของทั้งคู่ ที่ได้ท่านทั้งสองช่วยดูแล”
“ขอบพระคุณอาจารย์วรรณค่ะ”
ทั้งคู่โค้งศีรษะให้โดยพร้อมกัน
“ทั้งคู่อยู่ขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 14 เรียนอยู่มหรรณพาลัย น่าจะเป็รุ่นพี่ของปราณ”
“ถ้าเช่นนั้นก็เยี่ยมเลยสิคะ! แม่นาย”จากนั้นอาจารย์วรรณจึงหันไปมองแฝดสาว “...ยังไงขอฝากน้องปราณให้ช่วยดูแลด้วยนะ”
“ได้ค่ะอาจารย์วรรณ!”
“ในเมื่อสกุลของพวกเราสนิทกันแล้วเรียกข้าว่าน้าดีกว่า”
สาวแฝดมองหน้ากันแล้วก็หันมองท่านพ่อ-ท่านแม่บุญธรรมทั้งสองพยักหน้าให้เรียกตามที่อาจารย์วรรณ้า
“ค่ะท่านน้าวรรณ”