ภารกิจถูกยกเลิก!
เวลาผ่านไปจนถึงวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมง มีแดดไม่มากนัก
ในสวนของคฤหาสน์ตระกูลเย่ ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีร่มเงา เย่กู่เฉินยืนอยู่ เขามองไปที่หญิงสาวตรงหน้าของเขาด้วยความพึงพอใจ
หญิงสาวตรงหน้าของเขา ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากจูอวี้ลี่บอดี้การ์ดคนสวยของไป๋มู่เสวี่ย เธอเวลานี้กำลังนั่งหลับตาอยู่
เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังดูดกลืนพลังปราณที่ลอยอยู่ในอากาศ จากจุดนี้ เพียงพอที่จะบอกได้ว่าจูอวี้ลี่ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นผู้ฝึกตน
เธอกลายเป็นผู้ฝึกตนแล้วอย่างแท้จริง แม้ว่าจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นต้นก็ตาม เหตุผลที่เย่กู่เฉินมองเธออย่างพึงพอใจ ก็เพราะเหตุนี้เอง
วันนี้เธอมาหาเขาแต่เช้า เขาที่ตกลงว่าจะสอนการฝึกตนให้กับเธอในวันหยุดเรียน แน่นอนว่าย่อมต้องทำตามที่พูดไว้
เขาสอนการฝึกตนให้กับเธอ และด้วยเวลาเพียงห้าชั่วโมง เธอก็กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นต้นแบบนี้ เขาจะไม่พึงพอใจได้ยังไง?
ที่เหลือก็เพียงให้เธอไปฝึกตนเอง เขาได้สอนแนวทางการฝึกตนให้กับเธอแล้ว บวกกับบอกสูตรสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับการฝึกตนให้กับเธอด้วย
เขาเชื่อว่าการฝึกตนด้วยตัวเองของเธอ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าหากมีปัญหาจริงๆ เขาก็บอกให้เธอมาหาเขาได้
เขาที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปราณนิรันดร์ขั้นปลาย แม้ไม่กล้าพูดว่าสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่ก็มีน้อยมากที่เขาจะแก้ไม่ได้
‘น่าเสียดายที่มู่เสวี่ยไม่ได้มาด้วย’ ในขณะที่มองจูอวี้ลี่ เย่กู่เฉินอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
จูอวี้ลี่บอกกับเขาว่าเดิมที ไป๋มู่เสวี่ยก็อยากที่จะมาด้วย แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าแม่ของเธอจะพากลับไปที่ตระกูล ซึ่งอยู่เสฉวน ทำให้เธอมาไม่ได้
‘เหลือแค่สวีหยุนหนิงเท่านั้น’ หลังจากถอนหายใจเรื่องไป๋มู่เสวี่ยแล้ว เย่กู่เฉินก็คิดถึงเรื่องภารกิจต่อ
หลังจากที่ได้รับจูบจากหลี่อันหลานก็ผ่านมาหลายวันแล้ว เขาย่อมไม่ลืมที่จะมอบจี้หยกสีฟ้าให้กับเธอ เพื่อเป็นการตอบแทนจูบ
แม้ว่ามันจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม แต่เขาก็อดรู้สึกผิดต่อเธอไม่ได้ ดังนั้นเขาถึงได้มอบจี้หยกให้กับเธอ เพื่อที่มันจะได้ปกป้องเธอเวลาได้พบเจอกับอันตราย
[ติ้งๆๆๆๆๆๆ!]
ในเวลานี้เองที่มีเสียงดังขึ้นมารัวๆ ภายในใจของเย่กู่เฉิน
ใบหน้าของเย่กู่เฉินจมลงอย่างช่วยไม่ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครมาบอก เขาก็รู้ว่าไอ้ระบบสุนัขมันมาแล้ว
เขาได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจ ไม่ได้รบกวนจูอวี้ลี่ที่ฝึกตนอยู่ ก้าวเดินออกไปด้านข้าง
เมื่อเดินมาไกลระดับหนึ่ง เขาก็ถามในใจอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ‘ระบบสุนัข แกมีธุระอะไร?’
ระบบสุนัขมันเงียบไปนานทีเดียวก่อนที่จะตอบ
[แบบว่า...ภารกิจถูกยกเลิก!]
‘อะไร?!’ ใบหน้าของเย่กู่เฉินเปลี่ยนไปด้วยความตกใจ ‘ยกเลิก แกหมายความว่ายังไง?’
[หมายความตามนั้น ดูเหมือนว่านายท่านระบบผู้นี้จะให้ภารกิจที่ไม่เหมาะสมกับแก เบื้องบนเลยจะลงทัณฑ์ฉัน ถ้าฉันไม่ยกเลิกภารกิจ...] ระบบสุนัขตอบด้วยเสียงเหนื่อยล้า
‘แกไม่ได้ล้อเล่น?’ เย่กู่เฉินสงบความตกใจลงแล้วถาม เขาแน่นอนว่าไม่ได้เชื่อในทันที ใครจะรู้ว่าระบบสุนัขมันไม่ได้เล่นลูกไม้เพื่อหลอกให้เขาดีใจ
[บ๊ะ! ไอ้นี่ เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ฉันจะมาล้อแกเล่นได้ยังไง แกไม่รู้หรอกว่าอาเจ๊ที่อยู่เบื้องบนน่ะโหดแค่ไหน มีระบบหลายระบบถูกเธอลงโทษจนสลายหายไปเป็นอากาศธาตุแล้วก็มี!]
ระบบสุนัขสบถออกมาในทันที ที่เย่กู่เฉินหาว่ามันล้อเล่น
เย่กู่เฉินนิ่งเงียบลงไปอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะระบบสุนัขภายในใจ ‘ฮ่าฮ่าฮ่า ระบบสุนัข ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าแกจะมีวันนี้!’
บอกตามตรงว่าเรื่องนี้ ทำให้เขาคิดไม่ถึงอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกมีความสุขที่ไม่ต้องทำภารกิจนั่นแล้ว และก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างเต็มที่
เพียงเท่านี้ เขาก็สามารถมุ่งความสนใจไปที่ไป๋มู่เสวี่ยได้อย่างสุดกำลังได้แล้ว นี่ก็ใกล้เวลาหนึ่งเดือนแล้ว
เมื่อครบหนึ่งเดือน เขาแน่นอนว่าจะรักษาให้เธอพูดได้อย่างถาวร ขณะเดียวกันก็สารภาพรักกับเธอ ไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไง เขาก็พร้อมที่จะรับมัน
[เหอะ นายท่านระบบผู้นี้ขี้เกียจที่จะพูดคุยกับแกแล้ว ฉันไปล่ะ] ระบบสุนัขพูดทิ้งท้ายเอาไว้อย่างหงุดหงิด ก่อนที่จะหายไป
เย่กู่เฉินไม่สนใจระบบสุนัขนี้อยู่แล้วว่ามันจะอยู่หรือจะไป เพราะมันสำหรับเขาแล้ว เป็นตัวปัญหาชัดๆ หากว่าไม่มีมันเขาคงไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำภารกิจพวกนั้น
‘อาเจ๊ระบบเหรอ? ไม่รู้ว่าจะเป็นระบบแบบไหน?’ เย่กู่เฉินอดคิดในใจไม่ได้ อาเจ๊ระบบจากปากของระบบสุนัข ทำให้เขารู้สึกอยากรู้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นระบบแบบไหนกันแน่
แต่ถ้าให้เขาเดา คงเป็นระบบที่ดีกว่าระบบสุนัขร้อยพันเท่า ระบบสุนัขมันคงเทียบไม่ติดอย่างแน่นอน เพราะจากน้ำเสียงของมัน เห็นได้ชัดเลยว่ากลัวอาเจ๊ระบบมากแค่ไหน
เย่กู่เฉินพลันส่ายหน้าไปมาเพื่อเลิกคิดเรื่องนี้ จากนั้นเขาก็เดินกลับไปหาจูอวี้ลี่
...
เวลาผ่านไป จนความมืดย้อมกลืนท้องฟ้า จูอวี้ลี่กลับไปด้วยความพึงพอใจ เธอได้เป็นผู้ฝึกตนสมใจอยากแล้ว ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนไม่เลว
วันนี้จากคนธรรมดา กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นกลางแล้ว
ถูกต้อง ไม่ใช่ขั้นต้น แต่เป็นขั้นกลาง เรื่องแบบนี้ นับว่ามีพรสวรรค์ เนื่องจากมีน้อยคนมากที่ทำได้
แน่นอนว่าในกรณีที่ไม่นับรวมหวางเฟิง หวางเฟิงที่เป็นตัวเอกของเรื่อง เป็นบุตรแห่งโชคชะตาที่ผู้เขียนสุนัขสร้างขึ้น ย่อมไม่อาจที่จะเอาสามัญสำนึกมาวัดได้
จะบอกว่าตัวตนของหวางเฟิงอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทุกอย่างภายในโลกใบนี้ก็ไม่ผิดนัก
หลังจากที่จูอวี้ลี่กลับไป เย่กู่เฉินก็ไปทานข้าวร่วมกับพ่อแม่ของเขา จากนั้นก็ขึ้นไปบนห้อง เพื่ออาบน้ำนอนตามกิจวัตรปกติประจำวัน
...........................................................
อีกด้านหนึ่ง ภายในมิติลึกลับ ซึ่งนอกจากสีขาวแล้ว ก็ไม่มีสีใดอื่น
ตรงใจกลางมิติ มีโต๊ะวงกลมตั้งอยู่ รอบโต๊ะมีชายหญิงในชุดสูทนั่งล้อมโต๊ะอยู่สี่คน ชายหญิงแบ่งเป็นชายสองและหญิงสองคน
หนึ่งในชายสองคน มีใบหน้าธรรมดาสามัญ ไม่สิ ออกไปทางขี้เหร่ด้วยซ้ำ เขามีหัวโล้น ไร้ซึ่งเส้นผมใดๆ ไม่สิ อย่าว่าแต่ไม่มีผมเลย แม้แต่ขนคิ้วก็ไม่มีให้เห็น
ใบหน้ามีกระด่างดำเต็มไปหมด ถ้าหากเย่กู่เฉินได้รู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร เขาคงได้ตกใจจนอ้าปากค้างแน่ เพราะชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจากระบบสุนัขในปากของเขา!
ถูกต้อง ชายคนนี้เป็นระบบสุนัขอย่างแท้จริง!
ด้วยใบหน้าเช่นนี้ รวมไปถึงมีนิสัยเช่นนั้น ไม่แปลกที่การดูตัวหลายครั้งของมันจะล้มเหลวไม่เป็นท่า
แม้ว่าในโลกของระบบ จะมีระบบสาวๆ สวยๆ มากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีแม้สักระบบเดียวที่สนใจอยากที่จะแต่งงานกับมัน
เรื่องนี้ทำให้ระบบสุนัขน้ำตาไหล ได้แต่ร่ำร้องในใจว่า...ชีวิตช่างอาภัพนัก!
จบบทที่ 54