ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 สำนึกดาบที่ตื่นขึ้น

            ศัตรูที่เขาต้องต่อกรด้วยคือพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิง

            คนที่คอยสนับสนุนเจ้าชั่วเฉินเฉาเกอนั่นอยู่ตอนนี้คือเทพยุทธ์หลินไป๋ชวนพลังของมันนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นทั่วๆ ไปเสียอีก

            หากคิดจะสู้กับมันละก็ นอกจากเกราะราชันเหล็กขาวแล้วหลินหยางยังต้องการอาวุธระดับวิถีราชันที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับเกราะราชันเหล็กขาวนี่ด้วย

            ตอนที่เขากำลังเดินทางออกมาจากอาณาจักรชูอวิ๋นอยู่นั้นในหัวของเขาก็มีภาพของอาวุธชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว

            ซึ่งในตอนนี้เขาก็ได้รวบรวมวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันชิ้นนี้ครบหมดแล้ว

            ภายในแหวนพระสุเมรุของเขานั้นมีผลึกไฟหลีหั่วเก็บเอาไว้อยู่จำนวนมากเมื่อรวมกับวัตถุดิบระดับสี่อีกสองอย่างที่เขาซื้อไว้เมื่อครู่นี้แล้วมันมากพอที่จะให้เขาใช้ฝึกฝนมันได้หลายครั้งโดยไม่ต้องกลัวว่าจะล้มเหลว

            ขั้นตอนการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันนั้นหลินหยางจำมันได้อย่างละเอียดชัดเจนแล้วแต่สิ่งเดียวที่มันยังยากลำบากอยู่ก็คือขั้นตอนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันโดยเฉพาะนั่นก็คือ- การสลักชีพจรอาวุธ

            มันคือปัจจัยหลักที่ทำให้อาวุธวิถีราชันนั้นทรงอานุภาพยิ่งกว่าอาวุธวิญญาณหลายเท่าต่อให้เป็นหลินหยางเองก็ไม่อาจจะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้โดยง่ายเขาจำเป็นต้องฝึกฝนลองผิดลองถูกนับร้อยๆ ครั้งก่อนถึงจะทำได้

            แต่โชคดีที่หลินหยางมีทั้งเวลาและวัตถุดิบอยู่เหลือเฟือ

            หลังจากที่กำหนดเป้าหมายได้แล้วเขาก็ลงมือปฏิบัติทันทีไม่ปล่อยให้เสียเวลา

            ..................................

            เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน

            หลินหยางไม่ได้ก้าวท้าวออกไปจากห้องนี้เลยแม้แต่ก้าวเดียว

            สวี่เหยาเองก็เฝ้ารอหลินหยางอยู่แบบเงียบๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเผื่อว่าหลินหยางจะมีเรื่องอยากไหว้วานนางขึ้นมาจะได้ตอบสนองได้ทัน

            แต่ในช่วงครึ่งปีนี้นั้น นอกจากจะได้ยินแต่เสียงตีเหล็กดังตึงตังที่ดังมาจากภายในห้องการช่างแล้วก็มีแค่เสียงคำรามกู่ก้องของหั่วเอ๋อร์ด้วยความไม่เต็มใจเท่านั้น

            แต่บางทีนางก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอื่นอีกเลยราวกับทั้งหลินหยางและหั่วเอ๋อร์กำลังตกอยู่ในห้วงลึกของยามนิทรา

            สวี่เหยารู้ว่า คุณชายหลินท่านนั้นกำลังใช้วิธีในแบบที่ตัวนางเองก็ไม่อาจคาดถึงเพื่อช่วยเหลือตระกูลเวินและตัวเขาเองอยู่

            ยี่สิบวันผ่านไป...

            จ้าวเหวินชางเองก็เริ่มหวั่นใจแล้ว

            เขามักจะมาถามข่าวคราวกับสวี่เหยาอยู่เสมอ แต่ทุกครั้งก็ต้องกลับออกไปด้วยสีหน้าผิดหวังเสมอ

            ในช่วงหลายวันมานี้ มีพวกคนจากตระกูลใหญ่ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนล้วนหลั่งไหลกันเข้ามายังเมืองฮุยยื่อแห่งนี้กันแล้วเหลือเวลาก่อนงานประมูลระดับแผ่นดินจะเริ่มเพียงแค่สิบวันเท่านั้น

            ลู่ชิงเฟิงจากหอฟ้าสมุทรเองก็ใช้ให้คนของเขามาหาหลายต่อหลายครั้งแล้วโดยต้องการสอบถามว่านอกจากต้นผลึกไฟนั่นแล้วหลินหยางยังมีสมบัติชิ้นอื่นที่อยากเอาเข้าร่วมงานประมูลอีกไหมถ้ามีพวกเขาจะได้รีบทำการโฆษณาให้เขาก่อนล่วงหน้า

            แต่ทุกคนที่มาหาเขาก็ต้องผิดหวังตามๆ กันไปหลินหยางยังไม่มีความคิดที่จะออกมาจากห้องเลยแม้แต่น้อย

            จนมาถึงวันที่ยี่สิบห้า

            ในช่วงเช้าตรู่ตอนฟ้าสางนั้น

            สวี่เหยาที่กำลังเปิดประตูพร้อมกับหาวนอนไปด้วยนั้น สายตาของนางที่ยังคงงัวเงียอยู่นั้นก็พลันมองไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งที่คุ้นเคยกำลังยืนอยู่ด้านหน้า

            “คุณชายหลิน!”

            นางรู้สึกยินดีอย่างสุดซึ้งแต่กลับได้ยินเสียงอันหนักอึ้งขัดขึ้น

            “เฮ้อออ”

            หั่วเอ๋อร์?

            สวี่เหยาไม่เคยเห็นท่าทางเคร่งขรึมแบบนี้ของหั่วเอ๋อร์เลย

            ไม่ได้เจอกันแค่ยี่สิบกว่าวันเจ้าปี้ฟังน้อยกลับดูทรุดโทรมลงไม่น้อยขนาดขนสีแดงบนตัวมันยังดูหม่นหมองลงไปหลายส่วน แต่ดวงตาของมันตอนนี้กลับแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปที่หลินหยางอย่างไม่ละสายตา

            มันปี้ฟังเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหลินอี้น้อยสมควรตายนี่เจ้ารีดเอาไฟวิญญาณในตัวข้าตลอดยี่สิบกว่าวันจนข้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะเล่นเอาข้าตัวแทบแห้งไปหมดแล้วนี่ ถ้าไอ้ดาบผุๆ เล่มนั้นของเจ้ามันไม่ได้เรื่องละก็ข้าจะเผาตูดเจ้าให้เกรียมเลยคอยดู!”

            สวี่เหยาเข้าใจความหมายของคำพูดประโยคนี้อย่างชัดเจน

            ทั้งหั่วเอ๋อร์และหลินหยางนั้นไม่ได้นอนเลยเป็นเวลายี่สิบกว่าวัน

            เพื่อจะสร้างดาบผุเพียงเล่มเดียวนี่...

            ดาบผุๆ หรือ?

            สวี่เหยาเพิ่งสังเกตดาบที่หลินหยางถือเอาไว้ที่แขนข้างหนึ่งเป็นดาบยาวที่มีสีแดงเข้มเปล่งประกายแวววับของคมดาบที่ดูคมกริบออกมา

            บรรยากาศรอบตัวของหลินหยางในตอนนี้เองก็ดูลึกลับผิดปกติจนนางไม่กล้าเข้าใกล้

            ถึงนางจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวรยุทธ์ก็ตาม แต่นางก็รู้สึกได้ว่าหลินหยางกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานถึงยี่สิบห้าวันโดยไม่ได้หลับตานอนเลยแม้แต่วิเดียวนี้มันกำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว

            หลินหยางยืนนิ่งๆ อยู่กับที่

            หั่วเอ๋อร์นั้นไม่ได้พูดเกินเหตุเลยแม้แต่น้อย

            ในช่วงยี่สิบห้าวันนี้หลินหยางไม่ได้พักเลยแม้แต่นาทีเดียว

            ถ้าเขาไม่ได้ตีดาบอยู่ เขาก็จะฝึกวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพแทน ทำการขยับตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างบ้าคลั่งราวกับเครื่องจักรที่ไม่ต้องหยุดพักนานถึงหกร้อยกว่าชั่วโมง

            ในที่สุด ระดับความสามารถของเขาก็สามารถก้าวไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้วพละกำลังของเขาพุ่งไปถึงเกือบสองหมื่นชั่งแล้ว

            และที่สำคัญกว่านั้นคือ ดาบระดับวิถีราชันที่อยู่ในหัวเขานั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาจนอยู่ในมือเขาแล้วเรียบร้อย

            มันเป็นดาบเรียวยาวที่มีลักษณะโปร่งใสเปล่งประกายแสงสีแดงเข้มออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม ขนาดยาวสามจุดแปดฟุต กว้างสองนิ้วตัวดาบมีน้ำหนักเบาสามารถตวัดไปมาได้อย่างคล่องแคล่วสามารถปลดปล่อยร้อยแปดกระบวนท่าสุดพิสดารได้อย่างใจนึก

            ด้ามจับของมันถูกสลักเป็นรูปพญาวิหคเพลิงที่กำลังสยายปีกออกมารูปลักษณ์ดูสมจริงราวกับมีชีวิต โดยเฉพาะดวงตาทั้งสองข้างของมันนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากเหล็กอัคคีวิเศษที่ยังไม่มีชื่อซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังอันเข้มข้นออกมาได้

            หากดูอย่างละเอียดๆ แล้ว ดาบเล่มนี้ดูเรียวยาวงดงามคล้ายกับเรือนร่างของสตรีอยู่หลายส่วนแต่พลังอัคคีที่ดาบเล่มนี้ปลดปล่อยออกมากลับรุนแรงจนชวนให้รู้สึกพรั่นพรึง

            ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลินหยางถึงสร้างดาบแบบนี้ขึ้นมา

            หลินหยางยืนนิ่งๆ อยู่ในสวนมานานกว่าสองชั่วยามแล้วมือขวาของเขากำดาบเล่มนี้ไว้แน่นอยู่ตลอดเวลา สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันอบอุ่นราวกำลังกุมมือของคนรักอยู่อย่างไรอย่างนั้น

            ตัวเขาได้จมลึกลงไปในภวังค์อันแปลกประหลาดแล้ว

            ในหัวของเขานั้น ราวกับเห็นสาวน้อยคนหนึ่งที่มองเห็นหน้าไม่ชัดเห็นแต่เพียงเส้นผมสีแดงของนางที่กำลังปลิวไสวผ่านใบหน้าของหลินหยางไปตามแรงลม ช่างอ่อนช้อยนุ่มนวลเสียเหลือเกิน

            “เฟิ่งอู่...”

            อยู่ดีๆ หลินหยางก็เรียกชื่อๆ หนึ่งที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยได้ยินขึ้นมา

            สาวน้อยที่ปรากฏอยู่ในหัวเขาเริ่มขยับแล้ว

            ในมือของนางกำลังถือดาบเล่มหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับดาบที่หลินหยางถืออยู่อย่างกับแกะนางเริ่มร่ายรำเพลงดาบสุดพิสดารออกมาต่อหน้าหลินหยางด้วยท่าทางอ่อนช้อย

            ดาบเรียวยาวเล่มนั้นกำลังกรีดกายอยู่บนอากาศอย่างอ่อนช้อยราวกับนิ้วของนางฟ้าบนสวรรค์ยากที่จะทำความเข้าใจได้

            เงาดาบที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ นั้น บางครั้งก็ดูหนักหน่วงรุนแรงราวเปลวเพลิงบางครั้งก็เย็นเยือกดุจน้ำแข็งที่สามารถแช่แข็งทุกสรรพสิ่งได้ในเสี้ยวพริบตาแค่กระบวนท่าเดียวก็แฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงนานัปการอย่างน่าอัศจรรย์ความพิสดารของเพลงดาบชุดนี้มันชวนให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นเหลือเกิน

            ในจินตนาการนั่นหลินหยางยืนกำดาบแน่นพลางมองภาพตรงหน้าด้วยสายตามึนงง

            แค่เพลงดาบนี้อย่างเดียวหลินหยางก็ใช้เวลาดูมันนานกว่าสองชั่วยามแล้วเขาสังเกตมันตั้งแต่ช่วงฟ้าสางไปจนถึงตอนที่แสงอาทิตย์สาดส่องมาที่ตัวเขาแล้วเขาถึงเริ่มขยับตัวขึ้น

            เขาเริ่มรำดาบตามแบบที่เขาเห็นสาวน้อยใช้ในจินตนาการนั่นแล้ว

            ดาบยาวในมือเริ่มเปล่งประกายแสงของเปลวเพลิงออกมาราวกับว่ามันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงอาทิตย์สีทองอร่ามแลดูทรงพลังและน่าเกรงขามสุดแสน

            ตอนที่หลินหยางเพิ่งเริ่มรำดาบนั้นยังกระบวนท่าที่ใช้ออกมายังดูแปลกประหลาดนั้นเหมือนกับว่าเขากำลังปลุกความทรงจำบางส่วนที่ฝังลึกอยู่ในใจขึ้นมาอยู่

            จากนั้นหลินหยางก็เริ่มใช้ออกได้คล่องมากขึ้นเรื่อยๆ

            ดาบยาวในมือเขาตอนนี้ราวกับว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมือเขาแล้วความเปลี่ยนแปลงของกระบวนท่าเริ่มพิสดารมากขึ้นเรื่อยๆ

            ประกายเพลิงสายหนึ่งเริ่มแพร่กระจายออกมาจากตัวดาบรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆบนอากาศเหมือนจะมีวิหคเพลิงตนหนึ่งปรากฏขึ้น ปีกเพลิงสยายไปทั่วท้องฟ้าพลังของเพลงดาบชุดนี้นั้นแข็งแกร่งทรงพลังราวกับสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้

            สวี่เหยายืนมองหลินหยางแบบเงียบๆ มาตลอด

            นางไม่เคยเห็นหลินหยางใช้ดาบ แม้แต่นางยังดูออกเลยว่าตอนแรกนั้นเขายังใช้ดาบไม่คล่องเลยแต่ในเวลาสั้นๆ แค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนั้น เพลงดาบทุกกระบวนท่าที่หลินหยางใช้ออกกลับดูงดงามจนไม่อยากจะกะพริบตาแถมยังดูแข็งแกร่งจนยากคาดเดา

            และจากสัญชาตญาณผู้หญิงของนางแล้ว นางเหมือนจะสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนึกคิดบางอย่างที่แฝงอยู่ในเพลงดาบของหลินหยางชุดนี้

            เพลงดาบนี้มัน...

            ทำไมถึงให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดหัวใจแบบนี้กันนะ

            สวี่เหยายังคงมองดูหลินหยางที่กำลังร่ายรำเพลงดาบนั่นซ้ำไปซ้ำมาแบบเงียบๆ

            ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม

            หลินหยางก็สามารถไปถึงระดับที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเพลงดาบแล้วถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมหยุด ยังคงร่ายรำต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้น

            ในการร่ายรำเพลงดาบชุดนี้นั้นเขาต้องใช้พลังฟ้าดินไปเป็นจำนวนมาก สีหน้าของเขาเริ่มขาวซีดฝ่ามือที่กำด้ามดาบอยู่เริ่มสั่น แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุด

            “ผิดปกติ”

            สวี่เหยาขมวดคิ้ว ส่วนหั่วเอ๋อร์ที่มองหลินหยางอยู่เองก็รู้สึกผิดปกติเหมือนกันมันบินเข้าไปหาหลินหยาง

            “เฮ้ย เจ้าหลินอี้น้อย พอได้แล้วกระมังถ้ายังฝึกต่อเจ้าได้แห้งตายแน่!”

            หลินหยางไม่ได้ยินเสียงเรียกของหั่วเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย

            จิตสำนึกของเขาตอนนี้ได้จมลึกลงไปในโลกในจินตนาการของเขาแล้วเขาพยายามเข้าใกล้สาวน้อยผู้นั้นตลอดเวลา อยากจะคว้าจับเส้นผมที่แดงที่ปลิวไสวไปตามแรงลมนั่นเอาไว้แต่กลับไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลยแม้แต่น้อย

            “เฟิ่งอู่...” หลินหยางเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            “เฮ่าเทียน...” สาวน้อยในจินตนาการคนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

            เสียงพูดนั้นพุ่งทะลวงฝังลึกเข้าไปในใจของหลินหยางจนทำให้เขาไม่อยากตื่นจากความฝันนี้เลย

            แต่อยู่ดีๆ สาวน้อยคนนั้นก็หยุดขยับ แล้วหันกลับมายิ้มให้หลินหยาง

            “เฮ่าเทียนเพลงดาบที่เจ้าและข้าร่วมกันคิดค้นขึ้นมาชุดนี้ข้าว่าเจ้าเป็นคนคิดชื่อของมันออกมาดีกว่านะ”

            พญาวิหคเพลิงที่เต้นรำคู่กับพญาวิหคน้ำแข็ง....

            หลินหยางเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าภาพตรงหน้าเขานั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ภาพลวงตาเขาค่อยๆ พึมพำ ชื่อๆ หนึ่งที่อยู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ออกมา “อย่างนั้นเรียกมันว่า เพลงดาบ เฟิ่งอู่หวงหลี(พญาวิหคร่ายรำและลาจาก) ก็แล้วกัน”

            “เฟิ่งอู่หวงหลี ร่ายรำและลาจากอย่างนั้นหรือ...”สาวน้อยพูดตามออกมา จากนั้นก็เริ่มปรากฏน้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของนางอย่างปวดร้าว

            “ลาจาก...ลาจาก... เฮ่าเทียน สุดท้ายพวกเราก็ยังต้องแยกจากกันอยู่ดีใช่ไหม?”

            ในขณะที่หลินหยางกำลังโศกเศร้าอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอยู่นั้นในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ เขากลับกำลังเงื้อมดาบขึ้นเพื่อฟันใส่หั่วเอ๋อร์ที่กำลังจะมาปลุกเขาให้ตื่น

            เฮ้ย!

            หั่วเอ๋อร์ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

            เพลงดาบของหลินหยางน่ากลัวเกินไปแล้ว

            ตัวมันที่เป็นถึงสัตว์อสูรเทวะนั้นเคยเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งถึงขั้นไร้คู่ต่อกรเลยด้วยซ้ำถึงแม้ตอนนี้มันจะถูกผนึกพลังไว้บางส่วนก็ตาม แต่มันก็ยังคงแข็งแกร่งมากอยู่ดีและด้วยระดับความสามารถที่เพิ่มขึ้นของหลินหยางนั้น ทำให้หั่วเอ๋อร์ในตอนนี้แข็งแกร่งเทียบเท่าพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นได้แล้ว

            แต่พอมาเจอเพลงดาบกระบวนท่านี้ของหลินหยางเข้าไปแม้แต่มันก็ยังต้องรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน