บทที่ 57: แผนการ
อาหารเย็นหมดลงอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำ เมื่อพวกนารีได้ฟังความจริงทุกอย่างก็ตัดสินใจกลับไปกบดานต่อที่บ้านของวศินโดยมีคนงานในบ้านช่วยขับรถไปส่งส่วนเคท นาธาน กับซาโตรุมีจุดหมายอีกแห่ง
“ก่อนแยกกันวันนี้...ฉันขออธิบายก่อนว่าพวกเราจะทำอะไร พวกเรารวบรวมหลักฐานการทดลองมนุษย์ของสตาร์ดัสต์เรล์ม และเพิ่มเทปเสียงของหมอคริสกับลาริสซาที่เล่าเรื่องเมื่อครู่เข้าไป” เคทกล่าว“ในเมื่อตอนนี้เราได้ชี้แจงเหตุการณ์ทุกอย่าง รวมถึงได้รู้เรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้รู้อีกมากมายได้เวลาแล้วที่เราจะปล่อยข้อมูลการวิจัย การทดลอง ทุกสิ่งที่ผิดมนุษยธรรมทั้งหลายให้ทั้งโลกได้รับรู้”
“...” ทุกคนพยักหน้า
“ถ้าเราโชคดี ทุกอย่างจะจบลงในเร็ววัน แต่ถ้าเราโชคร้าย ทุกสิ่งจะโดนปัดไว้ใต้พรมและพวกเราจะโดนเก็บ...เหมือนกับอีกหลายต่อหลายคนที่เคยพยายามทำสิ่งที่เราทำก่อนหน้านี้”สาวแว่นกลืนน้ำลาย “ถึงจะเป็นแบบนั้นพวกเราได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”
“พี่เคท...” ไคล์เอื้อมมือไปบีบไหล่สาวแดนสิงโตพ่นน้ำ
“ฉัน...อยากทำอะไรสักอย่างค่ะ” ลัคนาพูด “ทั้งหมดเริ่มเพราะฉัน ฉันอยากช่วยทำให้มันจบลง”
เคทมองหน้านาธานกับซาโตรุแวบหนึ่ง ตอนนั้นยูริก็แทรกขึ้น
“ก็ได้นี่ มีเทปเสียงแล้ว อัดคลิปหรืออะไรเพิ่มก็ได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ฉันเองก็อยากช่วย!” อริสบอก
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ขอยืมมือถือหรือกล้องใครหน่อยสิ”
ไคล์หยิบโทรศัพท์รุ่นกล้องชัดเสียงคมของตนออกมา ลัคนารู้สึกประหม่า ฮิบิคิเลยถามขึ้น
“ทำได้นะ?”
“อื้อ”
“พูดสิ่งที่คิดก็พอแล้วล่ะ ฉันเองก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน” อริสส่งยิ้มให้“หรือถ้ายังคิดไม่ออก ฉันขอเริ่มก่อนนะ”
ลัคนาพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นคนเริ่ม พอมาคิดๆ ดู เรื่องที่อริสเป็นน้องบุญธรรมของเธอก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน ในบาเรีย เธอเสียอีกเป็นฝ่ายคอยพึ่งพาอริสอยู่เสมอ
เด็กสาวผิวเผือกยืนอยู่หน้ากล้อง อันที่จริงเธอมองไม่เห็นกล้องด้วยซ้ำแต่ยังยืนพูดเข้าหากล้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“ฉันชื่อลาริสซา โค้ดเนมอริสค่ะ...” เธอยิ้ม “พูดแบบนี้เป็นเหมือนการทรยศคุณลุงเปโดรที่คอยดูแลฉันเสมอครั้งแต่เด็กแต่...เพื่อทุกคนและเพื่อตัวเอง ฉันต้องบอกความจริงเกี่ยวกับสตาร์ดัสต์ เรล์ม”
อริสเล่าเรื่องที่ตัวเองถูกเลี้ยงมาในฐานะหนูทดลองวัคซีนแบบผิดหลักจริยธรรม
“และสุดท้ายนี้... พยานที่ยืนยันได้ดีที่สุดคงจะไม่พ้น...” อริสเหลือบมองลัคนาไม่รู้จะเรียกอีกฝ่ายว่าอะไรดี ไคล์ที่เป็นตากล้องจำเป็นจึงตัดวิดีโอตรงนั้นและอัปโหลดขึ้นคลาวด์ก่อน
“นี่ ฉันกับยูริเองก็พูดอะไรได้เหมือนกันใช่ไหม?” อรุโณทัยถาม ลัคนารีบห้าม
“ไม่ได้นะคะ หัวหน้ากับยูริยังมีครอบครัวอยู่ไม่ใช่เหรอ? ช่วยเราจากเบื้องหลังดีกว่า”
“ใช่ๆ” อริสเสริม “พวกเราน่ะไม่เป็นไรหรอก ทุกคนมีครอบครัวที่เป็นห่วงกันอยู่ฉะนั้นต้องปกป้องตัวเองเพื่อพวกเขาด้วยนะ”
“ปกป้องตัวเองโดยการอยู่เงียบๆ เหรอ?” อรุโณทัยเลิกคิ้ว“เฮ้อ... ฟังดูแย่ชะมัด ถึงจะน่าเจ็บใจแต่... ก็ได้ ถ้าพวกเธอเป็นห่วงขนาดนั้นฉันก็จะปิดปากตามที่ขอแล้วกันนายเองก็ด้วยใช่ไหม ยูริ?”
“เพื่อนฉันยังอยู่ในกำมือพวกนั้นหลายคน อย่างที่เธอบอก ฉันต้องเงียบไว้ฉันไม่ชอบพูดหน้ากล้องด้วย”
ลัคนาไปยืนหน้ากล้อง ไคล์ส่งยิ้มให้กำลังใจมา เด็กสาวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ไคล์กดอัด
“ฉัน...” แค่ประโยคแรก เด็กสาวก็ลังเล
เธอจะแนะนำตัวยังไงดี?เธอเป็นใคร? มาจากไหน? กำลังจะไปที่ไหน?
ไม่รู้เลย เคว้งคว้างอยู่อย่างนี้ แต่ไหนแต่ไรก็คอยแต่โดนสถานการณ์พาไปโดนดอกเตอร์จูงจมูกผ่านกุญแจ โดนนารีกับเพื่อนลากไปโน่นไปนี่ วิ่งวุ่นปกป้องคนอื่นจากดอกเตอร์ตอนนี้ยังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของการเปิดโปงความจริงอันกล้าหาญของเคท
แต่ว่า ถึงอย่างนั้น...
“ฉันคือ...ลัคนา”
เด็กสาวสูดหายใจและยืดอก
“และฉันคือรินคำ”
พอพูดออกไป เธอไม่ได้รู้สึกประหลาดเท่าใด บางที...อาจจะยังมีความเป็นรินคำหลงเหลืออยู่ในหลืบไหนสักแห่งในหัวเธอ
“ฉันเป็น MT คนแรก ผู้เข้าร่วมโปรเจกต์สตาร์ดัสต์เรล์มคนแรก คนไข้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวสำเร็จรายแรกของไทย แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เป็นเหยื่อเพียงหนึ่งคนในอีกเป็นสิบเป็นร้อยคนที่ต้องสูญเสียบางสิ่งหรือได้รับแผลที่ไม่มีวันหายในนามของวิทยาศาสตร์จอมปลอม”
เธอลอบกลืนน้ำลาย เรียบเรียงอารมณ์ที่อัดแน่นในอกจนแทบระเบิดออกมาเป็นคำพูด
“ฉันอยากบอกทุกคนที่ได้ฟังในวันนี้เพียงว่า... ได้โปรดอย่าอยู่เฉยเลยค่ะเสียงของทุกคนเท่านั้นที่จะทำให้การทดลองป่าเถื่อนที่หลอกให้คนธรรมดาฆ่าคนอื่นในโลกเสมือนจบลงให้ทุกคนที่ถูกองค์กรนี้ล่ามคอไว้ได้รับการปลดปล่อย และเพื่อที่เราจะได้มีโอกาสสร้างยารักษาและวัคซีนกันจริงๆสักที”
เธอต้องหลับตาแน่นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
“พวกคุณคือ...ฟางเส้นสุดท้ายของพวกเราทุกคน ช่วย...ส่งคบเพลิงต่อไปด้วย”
เธอหยุดพูดแค่นั้น ไคล์กดหยุดอัด ฮิบิคิเข้ามาจับมือเด็กสาว
“พูดได้ดีนี่ สมเป็นกุญแจจริงๆ”
ลัคนาพยายามยิ้มตอบ
“พูดดีจริงๆ นั่นแหละ ไคล์ แอร์ดรอปมาให้ฉันด้วยล่ะ”
“ผมใช้แอนดรอยด์นะพี่เคท”
“...ฉันใช้ Linux นาย—”
“ลิงก์แชร์มาให้ฉันดีกว่าจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรกันยุ่งยาก ยังไงฉันก็ไปกับเคทอยู่แล้ว”นาธานบอก “เอาล่ะทุกคน ถึงเพิ่งเคยเจอกันแค่วันเดียว แต่ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ ขอบคุณทั้งคุณลุงคุณป้าด้วยครับพวกเราจะไปปราบคนร้ายแล้วครับผม”
“พวกเราจะไปเซฟเฮาส์กัน ฉะนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ถือเสียว่าพวกเราจงใจลบตัวเองออกจากโลกไว้สักวันอาจจะได้พบกันใหม่ค่ะ” เคทก้มหัวลาก่อนจะเดินออกจากบ้านไปคนแรก
“...” ไคล์ หมอคริส กับยูริมองตามทั้งสาม
“เราจะได้พบทุกคนอีกครั้งใช่ไหม?” ไคล์ถาม ยูริยักไหล่ส่วนหมอคริสยิ้มตอบ
“แน่นอนสิครับ”
“แล้วไงต่อ? เคทไปแล้ว ลัคนากับคนที่เหลือก็อยู่ที่นี่”ยูริมองไปรอบตัว “คงไม่คิดหรอกนะว่าบ้านหลังนี้จะปลอดภัยจากไอ้ดอกเตอร์ขยะนั่นจริงๆ?”
“เราไม่มีทางเลือกมากนักหรอกครับ จนกว่าเคทจะทำสำเร็จ เราคงได้แต่กบดานอยู่อย่างนี้”หมอคริสกล่าว “ขอพระเจ้าคุ้มครอง... ให้ทั้งสามคนปลอดภัยและทำทุกอย่างลุล่วง”
“...เพิ่งเคยได้ยินคุณภาวนาถึงพระเจ้านี่แหละ” ยูริเลิกคิ้ว “ฉันเรียนโรงเรียนคาทอลิกในอังกฤษมาพอเจอเรื่องหนักหนาแบบนี้ เพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้นึกถึงพระเจ้าเลย...”
“เป็นเรื่องปกติของเด็กรุ่นคุณครับ ยูริ อิลิช แต่คนอย่างผม บางทีก็ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจนอกจากวิทยาศาสตร์และความทะเยอทะยานของตัวเองเหมือนกัน”
ฝนปรอยโหมหนักจนกลายเป็นพายุ แม่ของลัคนาชวนทุกคนขึ้นห้องในบ้านที่จัดไว้ให้ค้างคืนและแจกจ่ายเสื้อผ้าสำรองให้ใส่พออาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้ว ทุกคนก็มานั่งรวมกันในห้องนั่งเล่นที่เดิม เพิ่มเติมคือเปิดทีวีทิ้งไว้
เว้นแต่ลัคนา เธอขึ้นไปดูห้องที่เคยเป็นของ...ลัคนาตัวจริง
เด็กสาวมองห้องนอนธรรมดาที่ปิดไฟมืด เตียงมีผ้าผืนใหญ่คลุมทับกันฝุ่น โต๊ะไม้มีรอยซีดจากการใช้งานพื้นห้องเป็นไม้ที่สีร่อนนิดหน่อย ตู้เสื้อผ้าและลิ้นชักปิดสนิท บนผนังมีภาพวาดกระดาษและปฏิทินยับย่นแห้งกรอบจากปีและเดือนสุดท้ายที่เจ้าของห้องได้ใช้ห้องนี้
“ว่าแล้วว่าต้องอยู่นี่” พ่อของลัคนาตามขึ้นมาเจอพอดี “รับไว้สิ”
เด็กสาวหันหลังไปก็พบว่า คุณลุงเจ้าของบ้านยื่นสร้อยคอเส้นเล็กให้ มันเป็นสร้อยเงิน มีจี้รูปดาวที่มองแวบแรกเหมือนผลึกน้ำตาล ดูเป็นของราคาไม่แพงแต่ก็น่ารัก
“เป็นสร้อยที่หนูสองคนซื้อคู่กัน... ให้หนูเก็บไว้ดีกว่า”
เด็กสาวแบมือรับ
“...ขอบคุณค่ะ”
ก้อนอะไรบางอย่างแล่นมาจุกคอจนพูดไม่ออก
“วันที่ดอกเตอร์พาลัคนามา... ก็ฝนตกหนักแบบนี้” เขาพูด “วันนี้รู้สึกเหมือนในที่สุดนาก็กลับมาบ้านเลยนะ”
“แต่...หนูไม่ใช่...หนูมันเป็นแค่...”
“ไม่ว่าหนูจะเป็นใคร ยังไงหนูก็เป็นลูกสาวคนหนึ่งของพวกเรา จะเป็นอย่างนี้เสมอไป”
ลัคนาหลับตาแน่น
“ค่ะ...”
ชายวัยกลางคนลูบหัวเธอเบามือก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ ลัคนาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โดนอริสสะกิด
“ข้างล่างชงโอวัลตินกับทำปังปิ้งกัน ไปดื่มด้วยกันไหม?” เธอยิ้มหวาน “นั่นถืออะไรอยู่เหรอ?”
ลัคนายื่นให้อริสดู เด็กสาวต้องยกสร้อยขึ้นเกือบชิดดวงตาถึงจะเห็น
“สวยจังเลย...”
“เห็นว่า...เป็นของที่ฉันกับ...ลัคนา...ซื้อคู่กัน”
“เสียดายเนอะที่อีกเส้นไม่รู้อยู่ที่ไหน” อริสยังยิ้มกว้าง “ลงไปกันนะฮิจังเองก็อยากขึ้นมาตามเหมือนกัน บอกว่าถ้าไม่รีบลงมา เขาจะกินขนมปังปิ้งให้หมดแถว”
“แสดงว่าต้องรีบลงแล้วแฮะ” ลัคนากับอริสจูงมือกันลงบันได
เธอเฝ้าถามตัวเองมาตลอดว่า ฉันเป็นใครกันแน่
บางทีก็สับสน บางทีก็ยอมรับได้ง่ายดาย
แต่สุดท้าย ถึงเธอจะมาจากไหน อยู่ที่ไหน เธอก็ต้องมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง และที่ไหนสักแห่งของเธอนั้น...
คือข้างทุกคน และ...
“อริส” เด็กสาวพูดขึ้น สูดหายใจลึกๆ หนึ่งครั้งก่อนพูดประโยคถัดไป “ฉัน...คิดว่าจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับดอกเตอร์...กับพ่อน่ะ”
อริสชะงักเท้า พวกเธอลงมาถึงชั้นล่างพอดี
“...กลับไปหาป๊ะป๋า?”
“อื้อ ไปด้วยกันได้รึเปล่า?”
“ทำไมเหรอ? ก็...ก็เพิ่งหนีมาได้ไม่ใช่เหรอ?”
ลัคนาหลับตาแน่น
“ฉันกำลังคิดว่า...เราควร...ทำลายรินคำโปรโตไทป์ดีรึเปล่าน่ะ”
...
เพื่อหยุดโปรเจกต์สตาร์ดัสต์ เรล์ม จะต้องทำยังไง?
เราแทบไม่รู้จักศัตรูเลย อีกฝ่ายเป็นใคร? มีอำนาจแค่ไหน?
เหตุการณ์พระจันทร์สีเลือดเป็นการเรียกความสนใจของผู้คนให้มาจับยังสตาร์ดัสต์เรล์มได้อย่างดี หากมีข่าวใหญ่อีก ผู้คนทั่วโลกจะตอบสนองและออกมาเรียกร้องอย่างหนักหากจะจู่โจมตอนไหนก็ต้องจู่โจมตอนนี้
เคทจึงมั่นใจว่าพวกเธอจะชนะ
ทว่าระหว่างกำลังเดินทางไปยังเซฟเฮาส์ซึ่งมีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม
“...เราโดนตาม” นาธานที่นั่งหลังพวงมาลัยกล่าว ยังไม่ทันขาดคำ—
ปัง!!!
กระสุนนัดหนึ่งเจาะทะลุหน้าต่างรถ เสียงลมดังหวีดหวิว กลิ่นไอเสียข้างนอกทะลักเข้ามาโชคดีที่พวกเขาปิดม่านไว้ กระสุนนัดเมื่อครู่จึงไม่โดนใคร แต่เล่นเอานาธานสะดุ้งจนเกือบขับแหกโค้ง
“บ้าน่า... เพิ่งออกจากย่านชุมชนไม่ถึงสิบนาที!” เคทมุดหลบหลังเบาะ
“อีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึง...” ซาโตรุหน้าเบี้ยว เขาชักปืนแล้ว “ควรใช้แผนสำรองไหม?”
เคทหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดรัวๆ
“บ้าเอ๊ย!!!” นาธานบิดพวงมาลัย เหยียบคันเร่งมิด รถตู้พุ่งไปด้านหน้า “ทีตอนมาไม่เห็นจะอะไรเลย!”
“พวกมันเดาได้แล้วไงว่าเราจะทำอะไร!” เคทตะโกน “ซาโตรุ!”
ซาโตรุมองผ่านกระจกมองข้างก็ไม่เห็นอะไรนอกจากไฟตัดหมอกสว่างจ้าสะท้อนกลับมาเดาจากความสูงน่าจะไม่ใช่รถเก๋งทั่วไป
เมื่อครู่ พวกที่อยู่ในรถคันนั้นคงอาศัยจังหวะเข้าโค้งยิงเข้าที่ตัวรถหนุ่มญี่ปุ่นรู้ว่าปืนตัวเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ยิ่งโดนไฟตัดหมอกก่อกวนยิ่งเล็งยาก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็แง้มหน้าต่างยิงไปด้านหลัง ขอแค่ให้กระจกหน้าอีกฝ่ายร้าวก็จะชะลอได้พอควรซื้อเวลาให้นาธานหาทางอ้อมไปยังเซฟเฮาส์
“จะพยายามสลัดพวกมันให้หลุด ฝากด้วย ซาโตรุ!” นาธานทิ้งโค้งอีกรอบ ซาโตรุลั่นไกก่อนอีกฝ่ายจะลงมือ
ปัง!
กระสุนโดนกระจกหน้าฝั่งคนขับจนร้าวเป็นใยแมงมุม มองเห็นอะไรลำบาก รถคันที่ไล่หลังมาเสียการทรงตัวแต่ก็มีรถอีกคันเสียบแทนที่
“บ้าเอ๊ย มันมากันกี่คัน?!” ซาโตรุพูดจบก็สบถรัวเป็นภาษาญี่ปุ่น
ข้างหน้ามีแยกวัดใจ นาธานตั้งใจจะเร่งฝ่าไปทีเดียวเพื่อสลัดอีกฝ่ายให้หลุดแต่กลับมีรถกระบะแบบมีหลังคาคันหนึ่งจากทางซ้ายขับมาจอดขวางกลางถนน คนขับรีบวิ่งลงจากรถ
“บ้าฉิบ!!!”
นาธานกระทืบเบรกแต่ตัวรถยังพุ่งไปข้างหน้า ชายหนุ่มหักพวงมาลัยจนตัวรถเหวี่ยงวืดด้านข้างชนเข้ากับกระบะคันนั้นเต็มๆ จนกระเด็นกันไปคนละฟากถนน