“เจ้าต้องการอะไร?”
เมื่อถูกหลงเฉินพูดขัด หวงเฟยหยางที่เกือบจะได้ซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำไว้ในกำมือจึงรู้สึกไม่พอใจนัก
“ภารกิจนี้ถูกมอบหมายให้พวกเราทั้งสาม ดังนั้นข้าก็ควรจะมีสิทธิ์ในซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำนี้ด้วยมิใช่รึ?”
หลงเฉินเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่ยอมจำนนแต่ก็มิได้ข่มขู่
“เจ้าคงจะพูดเล่นสินะ!”
หวงเฟยหยางมีสีหน้าเคร่งขรึมและหัวเราะอย่างเย็นชา
“ภารกิจนี้ใช้เพื่อทดสอบเจ้า แต่เจ้ากลับต้องการรางวัลจากมันเช่นนั้นรึ? หลงเฉิน เจ้าไม่มีความสามารถพอหรอก นอกจากนี้มันยังเป็นผลึกอสูรของสัตว์อสูรระดับลึกล้ำอีกด้วย เด็กเหลือขออย่างเจ้าจะมีบุญวาสนาเช่นนั้นเชียวรึ?”
“ท่านไม่แบ่งข้างั้นรึ? ฮ่า ๆ ๆ หวงเฟยหยาง ท่านทั้งสองก็เข้าไปที่ภูเขานั่นเองก็แล้วกัน หากไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ ไม่ว่าจะเป็นข้าหรือบิดาท่านก็คงไม่เข้าไปในภูเขาหยานตะวันออกนั่นหรอก”
คำพูดของหลงเฉินทำให้หยานเป่ยเทียนงงงัน ในสายตาของเขา หลงเฉินเป็นเพียงเด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คนทั้งสองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เด็กรับใช้ผู้นี้กลับหาญกล้าขัดแย้งกับหวงเฟยหยางและพูดออกมาด้วยลักษณะท่าทางเช่นนั้น
“นี่...”
หยานเป่ยเทียนมองหวงเฟยหยาง ครั้งนี้หวงเฟยหยางยืนขึ้นจากเก้าอี้และเผชิญหน้าหลงเฉินด้วยคลื่นพลังแข็งแกร่งที่กำลังกลืนกินตัวเขา สายตาของเขาเย็นชาและน่ากลัว เขากำลังจะจู่โจมหลงเฉินแต่กลับถูกเหวินหยาห้ามเอาไว้
เหวินหยามองหวงเฟยหยางอย่างมีเลศนัย จากนั้นก็หันไปมองหลงเฉินด้วยแววตาเย็นชา
“หลงเฉิน ครั้งนี้เรามาในฐานะผู้ตรวจสอบของเจ้า เจ้าต้องเชื่อฟังคำพูดของพวกเรา หากเจ้าไม่ยอมไปที่ภูเขาหยานตะวันออกเราจะให้คะแนนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และเมื่อผู้คุมกฎหลิวถามหาคำอธิบาย เจ้าก็อย่าโอดครวญก็แล้วกัน ”
หากหลงเฉินไม่ไปที่ภูเขานั่น หวงเฟยหยางจะฆ่าเขาได้อย่างไร? ดังนั้นเขาจึงต้องยอมตกลงแม้ว่าหลงเฉินจะไม่มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งของซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำเลยก็ตาม ต่อให้หลงเฉินก่อเรื่องขึ้นที่นี่ เขาก็ไม่กล้าลงมือ เมื่อคิดได้เช่นนั้นหวงเฟยหยางจึงได้แต่นิ่วหน้า
“เจ้ายังคิดว่าทำให้ข้ากลัวได้งั้นรึ?”
หลงเฉินที่มีทัศนคติแปลกแยกมีสีหน้าไม่ยอมจำนนแต่ก็มิได้ดูร้ายกาจ เขามองสองคนนั้นด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นและพูดด้วยความเด็ดเดี่ยว
“หากพวกท่านไม่ตกลง ข้าก็จะไม่ทำภารกิจนี้!”
เหมือนเห็นว่าหลงเฉินดื้อรั้นถึงเพียงนี้ แม้แต่เหวินหยายังมีน้ำโห มิต้องเอ่ยถึงหวงเฟยหยางที่ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเกรี้ยวกราด
เมื่อเห็นหลงเฉินมีท่าทีหยิ่งผยอง เขาพลันนึกไปถึงน้องชายที่ถูกหลงเฉินเล่นงานจนตอนนี้ก็ยังไม่หายดี ไอสังหารที่ซ่อนเร้นของหวงเฟยหยางแผ่กระจายออกมาเล็กน้อย
‘ข้าต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน ข้าจะต้องไม่ฆ่าเขาต่อหน้าสายตาของคนมากมายเช่นนี้ ข้าต้องรอจนกว่าพวกเราจะไปที่ภูเขาหยานตะวันออกและจากนั้นข้าจึงจะเล่นงานเขาได้ในที่ปลอดคน และแม้แต่ร่างไร้ชีวิตของเขาก็จะไม่เหลือซาก อา... หลงเฉิน ข้าจะทำให้เจ้าได้พบกับความตายที่น่าสยดสยอง!’
ด้วยความคิดเช่นนั้น หวงเฟยหยางจึงสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้อย่างยากลำบาก
ท่ามกลางความงุนงง หยานเป่ยเทียนมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหลังจากเห็นว่าหวงเฟยหยางไม่ได้ลงมือสังหารหลงเฉินในทัน เขาจึงเริ่มเห็นคุณค่าในตัวหลงเฉินมากขึ้น พลางคิดในใจ
‘เด็กคนนี้ช่างเก่งกาจจริง ๆ เขาทำให้หวงเฟยหยางโกรธแต่ก็ไม่กล้าฆ่าเขา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนที่มีความสามารถอยู่บ้าง หากข้าต้องการช่วยลูกสาว ข้าก็ไม่ควรไปแทรกแซงเรื่องของพวกเขาจะดีกว่า...’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หยานเป่ยเทียนจึงรีบเอ่ยขึ้น
“คุณชาย หลายชีวิตในเมืองหยานลั่วอยู่ในมือท่านแล้ว ได้โปรดเมตตาด้วย ท่านจะเอาอะไรไปก็ได้ทั้งนั้น เว้นก็แต่ซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำ”
“ข้าต้องการแค่ซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำเท่านั้น”
หลงเฉินรู้สึกขำขัน เขามองใบหน้าซีดเผือดของหวงเฟยหยางด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
“ฝันไปเถอะ!”
หวงเฟยหยางหัวเราะอย่างเย็นชา เขามองไปที่หยานเป่ยเทียนและเอ่ยขึ้น
“ท่านเจ้าเมืองหยาน ท่านไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ เจ้าเด็กนั่นเพิ่งจะเข้าตระกูลหลิงอู่ ข้าจะเป็นคนสั่งสอนเขาเอง เขาจะได้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเสียบ้าง หวังว่าท่านเจ้าเมืองคงพูดถึงข้าในทางที่ดีหากทางตระกูลเริ่มส่งคนมาสอบถาม”
หยานเป่ยเทียนดูจะไม่ตื่นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้
“คุณชาย เป็นเช่นนี้คงไม่ดีแน่ พวกท่านทั้งสองต่างเป็นคนของตระกูลหลิงอู่ ได้โปรดอย่าทำให้เกิดความขัดแย้งภายในเลย...”
ในตอนนั้นเองที่หลงเฉินเอ่ยขึ้น
“หวงเฟยหยาง ข้าจะไม่อ้อมค้อมและจะพูดอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่ข้าต้องการก็คือซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำไม่ใช่ผลึกอสูร มอบซากสัตว์อสูรนั้นให้ข้า และข้าสัญญาว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร้ที่ติ ท่านเห็นเป็นเช่นไร?”
สิ่งที่มีค่าที่สุดของซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำก็คือผลึกอสูรและวิญญาณอสูร ส่วนที่เหลือล้วนเป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ หวงเฟยหยางจึงคาดไม่ถึงว่าหลงเฉินจะต้องการสิ่งนี้ เขาขมวดคิ้วด้วยท่าทีงุนงง
‘เหตุใดเขาถึงต้องการซากสัตว์อสูรนั่นนะ? มันมีความลับอะไรอยู่งั้นรึ?’
และเช่นเดียวกัน เหวินหยาเองก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น หยานเป่ยเทียนตระหนักดีว่าซากสัตว์อสูรนั้นไม่มีค่าอันใด ดังนั้นเขาจึงประหลาดใจเช่นกัน
“อย่าบอกนะว่าท่านกลัวว่าข้าได้ซากสัตว์อสูรไปแล้วการฝึกฝนของข้าจะก้าวกระโดดจนล้ำหน้าท่าน?”
เมื่อเห็นว่าคนอื่นยังมีท่าทีลังเลใจ หลงเฉินจึงเอ่ยขึ้นและระเบิดหัวเราะออกมา
หวงเฟยหยางถูกกระตุ้นด้วยเสียงหัวเราะนั้น เขาจับจ้องไปที่หลงเฉินครู่หนึ่ง
“ด้วยขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร หากเจ้าสามารถบรรลุระดับแก่นมนุษย์ด้วยการใช้เพียงซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำ เช่นนั้นแล้ว...หวงผู้นี้คงสมควรได้รับในสิ่งที่เจ้าทำไว้กับข้าสินะ แต่ถึงกระนั้น... มันจะเป็นไปได้รึ?”
เหวินหยาและหวงเฟยหยางเริ่มหัวเราะเยาะเพราะสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
“ท่านเจ้าเมืองหยาน มอบซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำให้กับข้าแล้วข้าจะสกัดผลึกอสูรและวิญญาณอสูรออก หากพวกเราทำภารกิจไม่สำเร็จ ข้าก็จะคืนผลึกอสูรและวิญญาณอสูรให้ท่าน”
หยานเป่ยเทียนลังเลอยู่ชั่วครู่จากนั้นก็ตอบตกลง ด้วยชื่อเสียงของตระกูลหลิงอู่ยังควรค่าแก่ความไว้ใจ
จากนั้น ขณะที่หวงเฟยหยางรอให้คนทำการสกัด หลงเฉินก็รออยู่ในห้องโถงใหญ่ เขาได้ยินเสียงพวกนั้นกำลังมา
“พวกนั้นหลอกง่ายมากเลย โดนยั่วยุเข้าหน่อย พวกเขาก็มอบซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำให้แล้ว ช่างโง่เขลาจริง ๆ ฮิ ๆ ...”
แน่นอนว่าคำพูดนี้เป็นของหลิงซี
“นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของภูมิปัญญาข้าหรอกนะ ในเมื่อข้าอยู่ในจุดสูงสุดของเขตชีพจรมังกรขั้นแปด หากข้าได้แก่นโลหิตจากซากสัตว์อสูรมาละก็ ข้าก็จะบรรลุระดับพลังได้แล้ว!”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หวงเฟยหยางและคนของเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ภายใต้สายตาเพ่งพินิจของหวงเฟยหยาง หลงเฉินเก็บซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำเข้าไปในถุงมิติ
‘สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นต้น สิงโตหิมะเนตรฟ้า เมื่อเห็นร่องรอยบาดแผลบนร่างของมัน ดูเหมือนว่ามันจะโดนสัตว์อสูรตนอื่นกัดเข้าให้...’
หลังจากได้รับซากสัตว์อสูรระดับลึกล้ำ หลงเฉินจึงพูดกับหยานเป่ยเทียน
“ข้าขอเวลาสักสองก้านธูป มีบางสิ่งที่ข้าต้องจัดการ”
ในตอนนี้เวลาเหลือน้อยลงทุกที ทว่าหลงเฉินยังคงถ่วงเวลามากขึ้นไปอีก หยานเป่ยเทียนรู้สึกปั่นป่วน เวลานี้เขาเหมือนคนที่ยืนอยู่บนถ่านหินร้อนและทำได้เพียงหันไปมองหวงเฟยหยางด้วยสายตาอ้อนวอน
จิตสังหารที่หวยเฟยหยางมีต่อหลงเฉินนั้นพุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด แต่เมื่อคิดเสียว่าเขาจะสามารถฆ่าหลงเฉินได้เมื่อไปถึงภูเขาหยานตะวันออก เขาจำต้องยับยั้งชั่งใจอีกครั้ง
สำหรับเขาแล้ว การฆ่าหลงเฉินถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก
‘สำเริงสำราญเสียให้พอเถอะ ต่องให้ข้าจะไม่สามารถฆ่าเจ้าได้ในวันนี้ แต่เจ้าคงมีชีวิตอยู่ไม่พ้นคืนนี้อย่างแน่นอน!’
หวยเฟยหยางโบกมือด้วยสีหน้าเหลืออด
เมื่อได้รับอนุญาต หลงเฉินเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยและหันไปถามหาห้องส่วนตัวจากหยานเป่ยเทียนที่ใบหน้าซีดเผือดด้วยความเครียด
หลงเฉินตระหนักดีว่าเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เขารีบถาม
“เสี่ยวซี เจ้าแน่ใจนะว่าผลกระจัดวิญญาณนั้นง่ายต่อการดูดกลืน และมันจะช่วยให้ข้าบรรลุระดับแก่นมนุษย์ได้”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าเห็นคนที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์มามาก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนบ้านนอกอย่างเจ้าจะเข้าใจหรอก!”
หลงเฉินหยุดพูดจาไร้สาระและรีบนำซากสิงโตหิมะเนตรฟ้าออกมาจากถุงมิติ จากนั้นเขาก็มองขนอ่อนนุ่มสีขาวดุจหิมะนั้นและใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณอสูร] ทันที
เมื่อใช้ทักษะศักดิ์สิทธิ์ เกล็ดสีแดงค่อย ๆ ปรากฏบนผิวหนังของเขา เดือยกระดูกแหลมที่ดูราวกับคมมีดค่อย ๆ งอกออกมาจากข้อต่อ
เพียงชั่วครู่ ร่างของหลงเฉินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้ว่าเกล็ดสีโลหิตภายนอกจะดูชั่วร้าย ทว่ามันยังและดูสูงส่งอีกด้วย ทำให้ไม่ว่าใครที่ได้พบเห็นต่างมีความรู้สึกที่สับสนอย่างที่สุด
“ต่อไปก็ถึงคราวของวิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] ...”
หลงเฉินไม่ได้ใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ] ตั้งแต่ที่เขาสังหารเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อ
มันอาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายสวรรค์ หากแต่ความสำเร็จของหลงเฉินในเวลานี้เป็นเพราะวิชา [สกัดเลือดสลายปราณ] นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถที่โดดเด่นของวิชา [สกัดเลือดสลายปราณ] ได้อย่างดี
อย่างน้อยภายในเมืองพฤกษาหมอกหลงเฉินก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับวิชาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน
วิชา [สกัดเลือดสลายปราณ] และวิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] ล้วนเป็นความสามารถอันเยี่ยมยอดที่หลงเฉินมี พวกมันมาจากแก่นโลหิตสืบทอด และหลงเฉินเพิ่งดูดกลืนเพียงหนึ่งในพันส่วนของแก่นโลหิตสืบทอดเท่านั้น
‘อาจเป็นได้ว่าแก่นโลหิตสืบทอดนั้นมาจากมังกรวิญญาณโลหิตบรรพกาล ทว่าหลิงซีไม่ยอมบอกไม่ว่านางจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างก็ตาม...’
ในมุมที่เงียบสงบแห่งนี้ที่ไม่มีใครเห็นเขา หยดเลือดซึ่งดูเหมือนจะเต็มไปด้วยวิญญาณอันเต็มเปี่ยมซึมออกมามาจากพื้นผิวของร่างสิงโตหิมะเนตรฟ้า
พวกมันหลั่งไหลออกมาราวกับมีชีวิตและเข้าไปในร่างของหลงเฉิน ถูกดูดกลืนและแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังปราณ
แม้ว่าปริมาณแก่นโลหิตของสัตว์อสูรระดับลึกล้ำจะไม่ได้มากมายไปกว่าราชากิ้งก่าโลหิตใต้ดิน ทว่าคุณภาพของมันนั้นเหนือชั้นกว่ามาก พลังที่อยู่ในเลือดนั้นเหนือกว่าราชากิ้งก่าโลหิตใต้ดินหลายเท่านัก
ในตอนนี้ เมื่อหลงเฉินดูดกลืนปราณโลหิตเข้าไปแล้ว และเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าพลังปราณเพิ่มปริมาณขึ้น
ทว่าปราณโลหิตในร่างของเขาดูเหมือนจะระเบิดออกมาขณะที่มันเดือดพล่านอย่างรุนแรงและรวบรวมพลังปราณเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง พวกมันทะลวงผ่านเส้นชีพจรมังกรเส้นที่แปดซึ่งแตกสลายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เส้นชีพจรมังกรสวรรค์เส้นที่เก้านั้นแข็งแกร่งมั่นคงดั่งขุนเขา
หลงเฉินตระหนักดีว่าเส้นชีพจรมังกรสวรรค์เส้นนี้ยากที่จะทะลวงผ่านได้ นี่คือเหตุผลที่หยางชิงเสวียนและคนอื่น ๆ ยังคงติดอยู่ที่ขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปด…
พลังปราณพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน และภายในร่างกายของหลงเฉินก็เต็มไปด้วยคลื่นพลังโลหิตมหาศาลที่ถาโถม เขารอจนกว่าทะเลโลหิตนี้จะถึงขีดสุด และเมื่อถึงเวลานั้น หลงเฉินก็ตระหนักว่ามันคือเวลาที่เหมาะควรแก่การทะลวงผ่านขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าของตนเอง...
***********************
***หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ขอเรียนเชิญที่เว็บไซต์เรานะครับ ข้อดีคือประหยัดเงินกว่าเราขายเพียงตอนละ 2.5 เหรียญครับ แถมยังได้อ่านล่วงหน้าก่อนใครถึง 20 ตอน >>> https://novelkingdom.co (ลิงก์เว็บเราครับ)

***หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ขอเรียนเชิญที่เว็บไซต์เรานะครับ ข้อดีคือประหยัดเงินกว่าเราขายเพียงตอนละ 2.5 เหรียญครับ แถมยังได้อ่านล่วงหน้าก่อนใครถึง 20 ตอน >>> https://novelkingdom.co (ลิงก์เว็บเราครับ)