ชะตานี้ขอสมปรารถนา

    บทที่ 36 คำพูดโอหัง

    "เจ้า..."


    ท่านหญิงอวี้เฟิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ลดเสียงต่ำถามนาง "...ลืมกินยาหรือ"


    ในจดหมายไม่ได้บอกหรือว่า พิษถูกถอนไปเกือบหมดแล้ว!


    "เปล่านี่" สวี่หมิงอี้ยิ้มให้นาง ในดวงตาคู่นั้นที่เอาแต่จับจ้องใบหน้าของนางอย่างไม่วางตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างชัดเจน ทว่าไม่รู้เหตุใดกลับทำให้คนรู้สึกว่ามีน้ำตาเอ่อคลออยู่ในนั้น


    ท่านหญิงอวี้เฟิงเต็มไปด้วยความงุนงง


    วันนี้สวี่เจาเจาเป็นบ้าอะไรเนี่ย


    หรือว่าไปเจอเรื่องสะเทือนใจอะไรมาจนสติแตก?


    นางเอนเอียงไปทางเหตุผลข้อหลังอย่างอธิบายไม่ถูก ดังนั้นจึงลังเลอยู่ชั่วขณะ ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ดึงแขนกลับอีก เพียงแต่เหลือบมองสวี่หมิงอี้แวบหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย "เห็นแก่ที่เจ้าถูกพิษมาหลายวัน วันนี้ข้าจะละเว้นไม่ถือสาหาความกับเจ้าก็แล้วกัน"


    "เช่นนั้นข้าก็ขอขอบพระทัยท่านหญิง"


    สวี่หมิงอี้กลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้นั้นกลับไป ทั้งสองเดินเคียงคู่กันเข้าไปในตำหนัก


    เด็กสาวทั้งสองล้วนมีรูปร่างสูงโปร่งอรชร ทั้งยังสวมชุดผ้าโปร่งเซียงอวิ๋นสีสันใกล้เคียงกัน แม้จะเป็นเพียงแผ่นหลัง แต่ก็ไม่ยากที่จะมองเห็นความเย็นชาและห่างเหินของท่านหญิงอวี้เฟิง ทว่าภาพฉากนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้บรรดาสตรีที่มาร่วมงานหลายคนส่งสายตาประหลาดใจมามองได้แล้ว


    เซี่ยซียิ่งขมวดคิ้วแน่น


    ท่านหญิงอวี้เฟิงกลายเป็นคนอารมณ์ดีเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน


    เหวินซื่อหันไปมองชุยซื่อ ในแววตาแฝงความหมายเชิงตั้งคำถามเอาไว้


    ชุยซื่อส่งยิ้มสงบนิ่ง "เข้าไปกันเถอะ"


    ...ลูกสาวไปสนิทสนมกับท่านหญิงอวี้เฟิงตั้งแต่เมื่อไร นางเองก็อยากหาคนถามเหมือนกันนั่นแหละ!


    แต่ถ้านางแสดงท่าทีว่าไม่รู้เรื่องออกมา จะไม่ดูเหมือนนางเป็นแม่ที่ทำหน้าที่บกพร่องเกินไปหรือ ที่ไม่รู้เรื่องราวของลูกเลยสักนิด


    นางกำนัลนำทางให้สตรีจากจวนต่าง ๆ เข้าไปนั่งประจำที่ โดยมีฉากกั้นผ้าบาง ๆ ขวางกั้นระหว่างที่นั่งฝั่งขุนนางกับฝั่งสตรี


    ท่านหญิงอวี้เฟิงซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งฝั่งเชื้อพระวงศ์ มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าด้านหลังเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่ พอนางทนไม่ไหวจนต้องหันไปมองแวบหนึ่ง ก็เห็นสวี่หมิงอี้นั่งใช้มือเท้าคาง กำลังมองนางด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย


    "..." ทั้งที่อยู่กลางเดือนเจ็ด ท่านหญิงอวี้เฟิงกลับถึงกับตัวสั่นสะท้านขึ้นมา นอกจากนี้ยังอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น


    สวี่เจาเจาเดี๋ยวนี้ชักจะมีลูกเล่นกวนประสาทให้คนอยากตบมากขึ้นทุกทีแล้วนะ...!


    หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายหน้าตาดีจริง ๆ คืนนี้นางคงจะคลื่นไส้จนกินอะไรไม่ลงสักคำแน่!


    ฮ่องเต้และฮองเฮายังเสด็จมาไม่ถึง เสียงพูดคุยหัวเราะในงานจึงดังขึ้นเป็นระลอก


    ภายในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ชิ่งหมิงเพิ่งจะเรียกพบหานเหยียน ผู้บัญชาการหน่วยจีสือเว่ย


    "กระหม่อมไร้ความสามารถ จนบัดนี้ยังไม่สามารถสืบหาตัวผู้ที่ลอบลงมือต่อซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องได้อย่างกระจ่างชัด ขอฝ่าบาทโปรดลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ" หานเหยียนสะบัดชายชุดคุกเข่าลงขอรับโทษ


    "อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายวางแผนมาอย่างรอบคอบเกินไป ความสามารถของเจ้า เจิ้นเชื่อใจมาตลอด" ฮ่องเต้ผู้มีพระชนมายุเพียงสามสิบห้าสามสิบหกชันษามีสีหน้าอ่อนโยนและใจกว้างดังเช่นปกติ เพียงแต่ขมวดพระขนงเล็กน้อยพลางตรัสว่า "ทว่าเรื่องนี้ย่อมต้องมีเงื่อนงำ ยังคงต้องสืบให้ลึกลงไปอีก"


    การลงมือสังหารระหว่างที่ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องกำลังเดินทางเข้าเมืองหลวง เป้าหมายของอีกฝ่ายเกรงว่าคงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จวนติ้งหนานอ๋องเพียงอย่างเดียว แต่ยังพุ่งเป้ามาที่ฮ่องเต้อย่างพระองค์ด้วย


    "พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบสืบหาความจริงให้เร็วที่สุด!"


    "ลุกขึ้นเถิด"


    "ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงอภัยให้พ่ะย่ะค่ะ" หานเหยียนลุกขึ้นยืนพลางกล่าว "เรื่องที่เจิ้นกั๋วกงช่วยชีวิตซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋อง กระหม่อมได้ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว เป็นเพียงเหตุบังเอิญจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ"


    ฮ่องเต้ชิ่งหมิงพยักพระพักตร์เล็กน้อย


    เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเหตุบังเอิญจริง ๆ เพียงแต่เป็นเพราะเกี่ยวข้องกับสกุลสวี่และสกุลอู๋พร้อมกัน พระองค์จึงอดไม่ได้ที่จะหวาดระแวงขึ้นมา


    "และเมื่อหลายวันก่อน หลังจากที่ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องหายดีแล้ว ก็เคยไปที่จวนเจิ้นกั๋วกงพร้อมกับซื่อจื่อแห่งติ้งหนานอ๋องเพื่อขอบคุณ ทว่ากลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบพร้อมกับของขวัญขอบคุณ..." หานเหยียนชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "คนเฝ้าประตูจวนเจิ้นกั๋วกงยิ่งพูดจาตรงไปตรงมา บอกว่าวันนั้นท่านแม่ทัพของพวกเขาเพียงแค่โชคร้ายไปชั่วขณะ จึงช่วยชีวิตซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องไว้ เรื่องน่ารำคาญใจเช่นนี้ หวังว่าจวนติ้งหนานอ๋องจะไม่ต้องเอ่ยถึงมันอีกในวันหน้าพ่ะย่ะค่ะ"


    คำพูดนี้เรียกได้ว่าระคายหูเสียยิ่งกว่าอะไร


    แม้แต่อู๋จิ่งหมิง ซื่อจื่อแห่งติ้งหนานอ๋องที่มีความอดทนอดกลั้นเป็นเลิศมาตลอด เมื่อได้ยินก็แทบจะสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที เอ่ยทิ้งท้ายไว้ว่า "รบกวนแล้ว" จากนั้นก็พาบุตรชายจากไป


    ฮ่องเต้ชิ่งหมิงส่ายพระพักตร์อย่างอ่อนพระทัย


    ช่วงนี้พระองค์ได้ยิน 'คำพูดโอหัง' ทะนงตัวทำนองนี้ที่แม่ทัพสวี่ปล่อยออกมาไม่น้อยเลยทีเดียว


    คนอื่นช่วยคนคือการให้ความเมตตา แต่แม่ทัพสวี่ช่วยคนกลับกลายเป็นการผูกใจเจ็บ


    ความกังวลของพระองค์ก่อนหน้านี้... ดูเหมือนว่าพระองค์จะประเมินแม่ทัพสวี่ต่ำไปจริง ๆ


    "นิสัยของแม่ทัพสวี่ก็เป็นเช่นนี้มาตลอด วันหลังเจิ้นคงต้องหาโอกาสคุยกับเขาดี ๆ เสียหน่อย การเป็นขุนนางร่วมราชสำนักเดียวกัน เดิมทีก็เป็นเรื่องดี ไม่เห็นต้องทำให้มันดูแย่ถึงเพียงนี้เลย" ฮ่องเต้ชิ่งหมิงตรัส "ทว่าการกระทำของแม่ทัพสวี่ในครั้งนี้ นับว่าช่วยแก้ปัญหาใหญ่ให้เจิ้นไปได้เปลาะหนึ่งจริง ๆ"


    หากซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ในใจของจวนติ้งหนานอ๋อง ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเกรงว่าคงเป็นฮ่องเต้อย่างพระองค์แน่


    บางคนตายไปถึงจะมีประโยชน์ แต่บางคนจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่เท่านั้น


    อย่างน้อยก็ต้องมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ยังไม่สมควรตาย


    หานเหยียนกำลังจะรายงานเรื่องอื่นต่อ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ห้องทรงพระอักษร


    "บ่าวถวายบังคมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ..."


    เมื่อได้ยินเสียง ฮ่องเต้ชิ่งหมิงก็มีแววพระเนตรเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม หันไปตรัสกับหานเหยียนว่า "วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติของฮองเฮา เรื่องอื่นเอาไว้หารือกันวันหลังเถอะ เจ้าเองก็ไปดื่มสุราที่ตำหนักเจียวไท่สักจอกก่อนค่อยไป"


    หานเหยียนรับคำ


    ใครบ้างจะไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานฮองเฮามากเพียงใด แม้ปีนี้แคว้นต้าชิ่งจะไม่ได้สงบสุขนัก แต่ฝ่าบาทยังคงทรงออกราชโองการให้จัดงานฉลองวันคล้ายวันประสูติให้ฮองเฮาด้วยพระองค์เอง


    ขณะที่หานเหยียนถอยออกไป ก็ได้โค้งคำนับฮองเฮาซึ่งสวมชุดฉลองพระองค์ลายหงส์ทอง มีพระรูปโฉมสง่างาม


    ฮองเฮาแย้มพระสรวลรับพร้อมพยักพระพักตร์เล็กน้อย แล้วเสด็จเข้าไปในห้องทรงพระอักษร


    เพิ่งจะค้อมตัวลงเตรียมถวายบังคม ก็ถูกฮ่องเต้ชิ่งหมิงที่ลุกจากหลังโต๊ะทรงงานก้าวพระบาทยาว ๆ เข้ามาประคองไว้เสียก่อน พระองค์แย้มพระสรวลพลางตรัสว่า "วันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของฮองเฮา ฮองเฮายิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ต้องทำความเคารพเจิ้นแล้ว"


    "ฝ่าบาททรงทำให้หม่อมฉันอายุสั้นแล้วเพคะ ความโปรดปรานที่ฝ่าบาทประทานให้หม่อมฉันในยามปกติ ก็ทำให้หม่อมฉันรู้สึกละอายใจที่จะรับไว้แล้ว..." รอยยิ้มของฮองเฮามีแววขมขื่นเล็กน้อย "หม่อมฉันไม่อาจรับความรักความเมตตาอันยิ่งใหญ่จากฝ่าบาทได้จริง ๆ เพคะ"


    พระองค์เข้าวังมาหลายปี ทว่ากลับไม่เคยให้กำเนิดพระโอรสหรือพระธิดาแก่ฝ่าบาทเลย


    "จู่ ๆ ก็มาพูดเรื่องพวกนี้ทำไมกัน" ฮ่องเต้ชิ่งหมิงมองทะลุความคิดของฮองเฮา รอยยิ้มอบอุ่นแฝงความรักใคร่ตามใจ "เจิ้นมีราชกิจรัดตัวอยู่ตลอดเวลา เวลาที่จะได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้านั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย หากเจ้ารู้สึกโดดเดี่ยวจริง ๆ รอให้หรงกุ้ยเฟยคลอดทารกในครรภ์ออกมาแล้ว ก็ส่งไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่ตำหนักดีหรือไม่"


    "หม่อมฉันคงไม่ทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนั้นเด็ดขาดเพคะ" เห็นได้ชัดว่าฮองเฮาอารมณ์ดีขึ้นมาก ทรงแสร้งตัดพ้อทีเล่นทีจริงว่า "แต่ฝ่าบาททรงเอาแต่ใส่พระทัยเรื่องราชกิจจริง ๆ เวลาป่านนี้แล้วยังทรงหารือเรื่องงานอยู่อีก หรือว่าทรงตั้งพระทัยจะให้หม่อมฉันไปที่ตำหนักเจียวไท่คนเดียวหรือเพคะ"


    ฮ่องเต้ชิ่งหมิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน "เป็นความผิดของเจิ้นเอง ถึงขั้นต้องลำบากให้ฮองเฮามาตามด้วยตัวเอง ประเดี๋ยวเจิ้นคงต้องลงโทษปรับสุราตัวเองสักสามจอกเสียแล้ว!"


    นางกำนัลและขันทีด้านข้างได้ยินดังนั้นต่างก็พากันหัวเราะตามไปด้วย


    บรรยากาศภายในห้องทรงพระอักษรเต็มไปด้วยความเบิกบานและปรองดอง


    ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จไปที่ตำหนักเจียวไท่ด้วยกัน เพื่อรับการถวายบังคมและของขวัญจากเหล่าขุนนาง เชื้อพระวงศ์ และทูตจากต่างแคว้น


    ของกำนัลที่นำมาจากที่ต่าง ๆ ล้วนเป็นของหายากล้ำค่า หรือไม่ก็เป็นของที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ สมบัติล้ำค่าแต่ละชิ้นถูกนำมาถวาย ฮองเฮาทอดพระเนตรดู พลางแย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า "ทุกท่านมีน้ำใจแล้ว"


    สิ้นเสียงพระดำรัส ก็ทรงเหลือบไปเห็นกระบอกใส่ภาพในมือขันทีด้านข้าง จึงตรัสถามลอย ๆ ว่า "นี่เป็นของจวนไหนส่งมาหรือ"


    เมื่อครู่ขันทีได้ประกาศเสียงดังตามลำดับแล้วว่าจวนไหนถวายอะไร ทว่าของมีมากเกินไป ฟังไม่ชัดหรือจำไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ


    "ทูลฮองเฮา นี่เป็นของคุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงตั้งใจถวายให้พระองค์โดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ"


    ที่บอกว่าตั้งใจโดยเฉพาะ นั่นก็เพราะจวนเจิ้นกั๋วกงได้เตรียมของขวัญไว้แล้ว ส่วนชิ้นนี้นั้นเป็นของที่สวี่หมิงอี้ถวายแยกต่างหาก


    เพื่อแสดงความจริงใจ การกระทำเช่นนี้ในหมู่คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ก็ไม่ได้พบเห็นได้ยากนัก


    "ที่แท้ก็คือคุณหนูสกุลสวี่นี่เอง" ฮองเฮาทอดพระเนตรไปทางที่นั่งฝั่งสตรี แย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า "เอามาให้เปิ่นกงดูหน่อย"


    ขันทีรับคำ "พ่ะย่ะค่ะ" เดินเข้าไปหยิบภาพวาดออกมา ค่อย ๆ คลี่ออกต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และฮองเฮา


    ฮองเฮาทอดพระเนตรอย่างตั้งใจ สายพระเนตรเลื่อนลงทีละนิ้ว รอยยิ้มในดวงพระเนตรไม่ลดทอนลง ทว่านิ้วพระหัตถ์ที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างของชุดฉลองพระองค์อันวิจิตรงดงามกลับสั่นเทาเล็กน้อย


     


    คล้ายกับเรื่องชะตานี้ขอสมปรารถนา ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498