จากผู้ฝึกตนที่เพิ่งเปิดรากิญญาจนถึงการทะลวงผ่านขั้นฝึกปราณ และเลื่อนระดับขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐาน ลั่วชิงเสวี่ยต้องใช้เวลาทั้งหมดปีกว่า ๆ
อีกทั้งนางยังเป็ลูกศิษย์ของเ้าสำนักเสิ่นอู๋หยา ทรัพยากรในการบ่มเพาะที่นางสามารถเข้าถึงได้ย่อมต้องดีกว่าลูกศิษย์ทั่วไปอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวลั่วชิงเสวี่ยเองยังมีพร์ที่น่าสะพรึงกลัวถึงขั้นระฆังดังแปดครั้ง
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น กระบวนการทั้งหมดนี้ นางก็ยังต้องใช้เวลาหนึ่งปีเต็ม
"แม้ว่าข้าจะเป็การบ่มเพาะครั้งที่สอง แต่ความเร็วในการบ่มเพาะจนเลื่อนระดับขึ้นสู่ขั้นสร้างรากฐานได้ในเวลาเพียงสามเดือนนั้น ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก" หลินฉางชิงมองดูฝ่ามือของตนเองแล้วพึมพำเสียงเบา
ต้องรู้ว่าเ้าของร่างเดิมก่อนหน้านี้ กว่าจะบ่มเพาะจนถึงขั้นสร้างรากฐานก็ใช้เวลาปีกว่า ๆ เช่นกัน
จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าเดิมทีหลินฉางชิงและลั่วชิงเสวี่ยควรจะมีพร์ที่เท่าเทียมกัน ทว่าในตอนนี้ หากดูจากความเร็ว หลินฉางชิงในปัจจุบันได้ทิ้งห่างลั่วชิงเสวี่ยไปไกลโขแล้ว
"ทั้งหมดนี้ คงหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องกับคัมภีร์หัวใจแปรเซียนะเล่มนั้น ร่างกายนี้ของข้า ั้แ่ภายในสู่ภายนอกรวมถึงเส้นชีพจรเ่าั้ ล้วนผ่านการชำระล้างมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประกอบกับเคล็ดวิชาการบ่มเพาะที่ได้รับจากการหยั่งรู้... ความเร็วในการบ่มเพาะนี้ ต่อให้ใช้คำว่าก้าวะโเพียงชั่วข้ามคืนมาบรรยายก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด"
เมื่อหลินฉางชิงคิดถึงตรงนี้ ในดวงตาก็ประกายแสงแห่งความหวังออกมา ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีความหดหู่เหมือนตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาที่นี่อีกต่อไปแล้ว เพราะั้แ่ค้นพบความสามารถนี้ของตนเอง หลินฉางชิงย่อมเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างยิ่งต่อวันเวลาในอนาคต
และเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาก็ััได้ว่าคอขวดของขั้นฝึกปราณกำลังจะถูกทะลวงผ่าน ด้วยเหตุนี้ หลินฉางชิงจึงเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
"แม้ว่าสมุนไพรบนูเาจะเทียบไม่ได้กับโลกภายนอก แต่ที่นี่มีพลังิญญาอุดมสมบูรณ์ สมุนไพรที่ช่วยส่งเสริมการบ่มเพาะจึงเติบโตอยู่ไม่น้อย การจะช่วยให้ข้าทะลวงผ่านธรณีประตูของขั้นสร้างรากฐาน น่าจะเพียงพออย่างเหลือเฟือ" หลินฉางชิงพูดกับตัวเอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงลุกขึ้นยืนและเดินไปยังกระท่อมหลังเล็กของตน
เนื่องจากเป็การัักับการทะลวงระดับครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็ด้านการเตรียมตัวหรือกระบวนการทะลวงผ่าน หลินฉางชิงก็แสดงความระมัดระวังอย่างยิ่ง
เขายังถึงขั้นใช้ไม้เสริมความแข็งแรงให้กับบ้านของตนล่วงหน้า โดยบอกกับเหยียนเฉินว่าบ้านหลังนี้พอโดนลมพัดก็ส่งเสียงดังตึง ๆ ทำให้เขานอนไม่หลับ
แต่ในความเป็จริง หลินฉางชิงกังวลว่าหากวันใดที่เขาบ่มเพาะแล้วเกิดความเคลื่อนไหวจะทำให้เหยียนเฉินบนูเาสังเกตเห็นได้ ดังนั้นมาตรการเหล่านี้จึงมีไว้เพื่อให้สบายใจมากกว่า
หลินฉางชิงกลับเข้ามาในกระท่อม นั่งลงบนเตียงที่เรียบง่ายและนั่งขัดสมาธิ
"ข้าถึงขั้นััได้เลยว่าพลังปราณในร่างกายใกล้จะล้นออกมา เพื่อทะลวงคอขวดของขั้นฝึกปราณแล้ว"
หลินฉางชิงโคจรพลังปราณและค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ กระแสลมหมุนขนาดเล็กพัดวนรอบตัวเขาตามจังหวะการหายใจของหลินฉางชิง
นี่คือรูปลักษณ์ที่เป็รูปธรรมของพลังปราณภายในร่างกายของเขา
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็ไม่ควรชักช้า วันนี้จะเป็วันที่ข้าทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐาน"
เมื่อหลินฉางชิงพูดจบ แววตาก็เปลี่ยนเป็เด็ดเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะมีความคาดหวังปนอยู่ด้วย
เขานำสมุนไพรที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามาวางบนโต๊ะ หลังจากใช้ครกหินบดจนละเอียดแล้วก็นำมาผสมกับน้ำค้างบนูเา
เหยียนเฉินเคยบอกเขาว่า "เพราะการมีอยู่ของหอคอยผนึกมารและป้ายศิลาจารึก พลังิญญาบนยอดเขาจึงค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ น้ำค้างที่กลั่นตัวออกมาทุกเช้า หากดื่มเป็เวลานานจะเป็ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก"
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา หลินฉางชิงจึงมีนิสัยตื่นเช้าเพื่อมาเก็บน้ำค้างเหล่านี้ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พวกมันจะได้ใช้งานแล้ว สมุนไพรที่ผสมกับน้ำค้างไหลลงสู่ลำคอของหลินฉางชิง และไหลลงสู่ท้องของเขา
"อึก..."
หลินฉางชิงส่งเสียงครางในลำคอ แต่เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะในวินาทีที่สมุนไพรเ่าั้เข้าสู่ร่างกาย ความรู้สึกร้อนรุ่มก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจากจุดตันเถียนทันที ราวกับว่าที่ตำแหน่งจุดตันเถียนของเขามีกองไฟกำลังลุกโชน
หลินฉางชิงรู้ดีว่านี่คือฤทธิ์ของสมุนไพรที่ไปกระตุ้นพลังปราณที่สะสมอยู่ในจุดตันเถียนให้ลุกโชนจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาเช่นนี้
เขาฝืนทนต่อความเ็ปที่เหมือนถูกแผดเผาและกัดฟันแน่น จากนั้นจึงโคจรพลังปราณในร่างกายตามลำดับการหมุนเวียนของคัมภีร์หัวใจแปรเซียนะ ให้มันไหลเวียนไปทั่วร่างกายอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปสามชั่วยามในชั่วพริบตา
เมื่อหลินฉางชิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสื้อผ้าบนตัวเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
ตลอดกระบวนการทะลวงระดับ หลินฉางชิงแทบจะจมอยู่ในความทรมานที่ร้อนรุ่มนี้ จนกระทั่งความร้อนนั้นค่อย ๆ จางหายไป… ราวกับตาน้ำที่แห้งขอดเพราะถูกแผดเผา ได้มีน้ำพุใสสะอาดพุ่งพล่านขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
พลังปราณที่เย็นสบายพุ่งออกมาจากจุดตันเถียน แผ่ซ่านไปทั่วร่างของหลินฉางชิง ช่วยกวาดล้างความรู้สึกร้อนรุ่มก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น
"ดูท่า ข้าน่าจะทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้ว" หลินฉางชิงกำหมัดแล้วพูดขึ้น
ความรู้สึกเกี่ยวกับการเลื่อนระดับของเขายังคงเลือนลาง และััได้เพียงลาง ๆ ว่าพลังปราณที่จุดตันเถียนมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และดูเหมือนจะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
สรุปสั้น ๆ ก็คือดูเหมือนว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
"กระบวนการทะลวงระดับทั้งหมด ดูเหมือนจะไม่ทรมานอย่างที่ข้าจินตนาการไว้" หลินฉางชิงบิดี้เีแล้วพูดเช่นนั้น
เขาถึงขั้นเตรียมใจไว้ว่าจะเป็เหมือนในนิยายที่เคยอ่าน ที่จะเ็ปแทบตายหรือแม้กระทั่งธาตุไฟเข้าแทรก แต่เมื่อดูจากตอนนี้ นอกจากความรู้สึกเหมือนถูกไฟเผาแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาดอย่างอื่นอีก
ในด้านนี้ หลินฉางชิงกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
"แต่ในเมื่อตอนนี้ข้าทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้ว นั่นก็หมายความว่าบันไดเจตจำนงกระบี่ ข้าก็มีคุณสมบัติที่จะปีนขึ้นไปได้แล้วใช่หรือไม่?"
หลินฉางชิงเปลี่ยนความคิดและเริ่มวางแผน เพราะเื่ราวที่เกิดขึ้นใน่สองวันนี้ ดูเหมือนจะวนเวียนอยู่รอบ ๆ บันไดเจตจำนงกระบี่
ตัวหลินฉางชิงเองก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความอยากรู้อยากเห็นต่อบันไดที่ดำรงอยู่ในความทรงจำนั้น แม้ว่าเ้าของร่างเดิมจะเคยทำสถิติที่น่าภาคภูมิใจด้วยการปีนขึ้นไปถึงชั้นที่แปด
แต่ในเมื่อตอนนี้หลินฉางชิงได้กลับมาบ่มเพาะใหม่อีกครั้ง เขาย่อมหวังว่าจะสามารถใช้ความสามารถของตนเอง ปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ขึ้นไปให้ได้อีกครั้ง
"ตอนนี้ควรจะเป็... ยามโฉ่ว?"
หลินฉางชิงมองออกไปนอกหน้าต่างและตัดสินจากตำแหน่งของดวงจันทร์
แม้ว่าสำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การนอนหลับจะไม่ใช่สิ่งจำเป็ แต่ในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็่เวลาแห่งการบ่มเพาะหรือการพักผ่อน เกรงว่าคงไม่มีศิษย์หรือผู้าุโคนใดในสำนักชูซานออกมาเดินเตร่ในสำนักเป็แน่
"นี่เป็โอกาสที่ดีสำหรับข้าจริง ๆ "
หลินฉางชิงใช้มือเท้าคาง แต่ในแววตากลายเป็จริงจัง เพราะตอนนี้เขาดูเหมือนเขาจะทนรอไม่ไหวแล้ว
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ ลองไปทดสอบดูสักหน่อยดีกว่า อย่างไรเสีย กว่าพวกเขาจะรู้ตัวข้าก็น่าจะจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว"