"ท่านพี่ ข้าจะบอกความลับให้ ท่านรู้ไหมว่าอีกสามวันฝนจะตกนะ" ซุ่ยซุ่ยพนมมือสองข้าง พลางพึมพำเสียงเบา
หลังจากพูดประโยคนี้ ใบหน้าเล็ก ๆ ก็เริ่มซีดขาว ทว่าภายใต้แสงจันทร์เหยียนหลางมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก
"จ้ะ ๆ ๆ พี่เชื่อซุ่ยซุ่ยจ้ะ" น้ำเสียงของเหยียนหลางดูขอไปที คิดเพียงว่าน้องสาวพยายามปลอบให้เขาดีใจ
ซุ่ยซุ่ยทำปากยื่นอย่างขัดใจ "ท่านพี่พูดขอไปที..."
เหยียนหลางรีบเปลี่ยนสีหน้าทันที "ไม่กล้า ไม่กล้า พี่ไม่กล้าพูดขอไปทีกับซุ่ยซุ่ยหรอก ซุ่ยซุ่ยบอกว่าฝนจะตกก็ต้องตกสิ อีกสามวันต้องตกแน่นอน" พูดพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาชอบน้องสาวที่ขี้อ้อนแบบนี้
เปลือกตาของซุ่ยซุ่ยปรือลง ตอนนี้นางยังเด็กนัก การเรียกฝนจึงเป็เื่ที่ฝืนกำลังอยู่บ้าง ขณะนี้ทั่วทั้งร่างจึงไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเซียว แต่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ เพียงแต่ท่าทางนั้นดูน่าสงสารยิ่งนัก จนทำให้ผู้ที่เห็นต้องปวดใจ
"ดูสิ นั่นคือนาของพวกเรา น่าเสียดายต้นกล้าพวกนี้ ใกล้จะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว" เหยียนหลางยืนอยู่ริมนา ต้นกล้าที่เคยเขียวขจีบัดนี้กลับคอตก ใบเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลืองจากโคนต้น ในนาไม่มีน้ำเหลือแม้แต่หยดเดียว นี่คือเมล็ดพันธุ์ธัญญาหารสุดท้ายของบ้านแล้ว พ่อค้าข้าวในเมืองหนีหายไปหมดแล้ว หากไม่รีบหนี พวกผู้อพยพคงรื้อบ้านจนพังพินาศ
โลกนี้วุ่นวายเสียจริง ซุ่ยซุ่ยกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อเห็นพี่ชายปวดใจกับต้นกล้าเหล่านี้ นางจึงรีบไถลตัวลงมาจากหลังของพี่ชาย
"ระวังนะซุ่ยซุ่ย กลางคืนมันมืด อย่าให้หกล้มล่ะ" พี่รองใจนใจหายวูบ เห็นเพียงเ้าตัวเล็กยืนโซเซอยู่บนคันนาทำหน้าตาจริงจังราวกับผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว เ้าก้อนแป้งอ้วนกลมยอง ๆ นั่งยองลงตรงคันนา ใช้มือลูบต้นกล้าข้าวที่กำลังจะแห้งเหี่ยวด้วยสีหน้าจริงจังเต็มที่
"ข้าจะใช้เหตุผลคุยกับมัน จะคุยด้วยเหตุผลดี ๆ ต้นกล้าน้อย ต้นกล้าน้อย เ้าต้องรีบ ๆ โตนะ ตั้งใจโตให้ดี เขียว ๆ สูง ๆ ... ออกรวงเยอะ ๆ เลย..."
เหยียนหลางถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก เขาแอบหัวเราะจนตัวสั่นอยู่ข้างหลังนาง น้องสาวของเขาน่ารักเกินไปแล้ว ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน! ถึงขั้นใช้ความไร้เดียงสาคุยด้วยเหตุผลกับต้นกล้า! ถ้าต้นกล้าคุยรู้เื่และเชื่อฟังได้ เขาจะถอดหัวตัวเองมาให้น้องสาวเตะเล่นเป็ลูกบอลเลย...
"ใช่ ๆ คุยด้วยเหตุผลกับมัน ให้มันโตดี ๆ โตเยอะ ๆ จะได้มีข้าวสวยหอม ๆ ให้ซุ่ยซุ่ยของพวกเรากิน" เหยียนหลางอุ้มน้องสาวขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มที่เคยมีจิตใจหนักอึ้งพลันกลับมาสดใสทันที
ในขณะนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ต้นกล้าที่แห้งเหี่ยวเป็สีเหลืองในดินกลับสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังดีใจและะโโลดเต้น ราวกับกำลังตอบสนองบางอย่าง
ชั่วพริบตานั้นเหมือนถูกเติมเต็มด้วยพลังชีวิต จนกลับมาดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทว่าภายใต้ความมืดมิด ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติแม้แต่น้อย
เหยียนหลางเดินไปได้ครึ่งทาง ก็พบกับท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ใหญ่ที่กำลังกลับบ้าน สีหน้าของท่านพ่อและท่านแม่ดูหม่นหมอง พี่ใหญ่อุ้มน้องสามไว้ในอ้อมแขน น้องสามหลับสนิทแล้ว เพียงแต่บนใบหน้ามีรอยบวมช้ำ เป็รอยฝ่ามือขนาดใหญ่ นี่คือรอยที่ถูกยายเฒ่าตบเพราะเข้าไปช่วยซุ่ยซุ่ย
"ซานหลางมีไข้นิดหน่อย รีบกลับบ้านไปต้มยาให้เขากันเถอะ" หลินซื่อมีสีหน้าขมขื่น
เมื่อครู่ที่บ้านตระกูลเหยียนเกิดเื่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง สามีของนางได้เชิญผู้นำหมู่บ้านและหัวหน้าหมู่บ้านมา เพื่อทำการแยกบ้านกับครอบครัวใหญ่ออกมาอย่างเด็ดขาดแล้ว
"บ้านเรามีกันหกคน ลำพังนาตรงตีนเขานิดเดียวจะพอกินได้อย่างไร เมื่อวานข้าไปดูมาแล้ว นาทรงนั้นอยู่บนที่สูง ไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว ใกล้จะแห้งตายหมดแล้ว" นั่นคือนาสองแปลงที่แย่ที่สุดในบ้าน นอกจากนาสองแปลงนี้ สิ่งที่เหลือก็มีเพียงหม้อไหและข้าวกล้องอีกหนึ่งร้อยชั่ง
"ทั้งที่เมื่อสามปีก่อนตอนที่ซุ่ยซุ่ยถูกส่งมา ครอบครัวนั้นให้เงินมาสามร้อยตำลึง นอกเหนือจากค่าสอบให้พี่รองใช้สอบแล้ว แม่ก็เก็บส่วนที่เหลือไว้หมด
ปีที่แล้วยังซื้อนา ซื้อธัญพืชมาอีกหลายเกวียน ท่านแม่ใจดำได้อย่างไร? ของพวกนั้นเป็ของซุ่ยซุ่ย แต่ตอนนี้กลับไม่ยอมแบ่งออกมาแม้แต่อย่างเดียว" หลินซื่อปาดน้ำตา ต่อให้นางไม่ได้กิน แต่ลูก ๆ ต้องได้กิน
ซุ่ยซุ่ยเอียงคอ นาตรงตีนเขานั่นน่ะหรือ? ก็คือที่ที่นางเพิ่งให้พรไปเมื่อครู่นี้ไม่ใช่หรือ บรรยากาศของคนในครอบครัวหนักอึ้งและทรมาน ความสิ้นหวังแผ่ซ่านไปรอบตัว
ซุ่ยซุ่ยซบอยู่บนหลังของพี่รอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มว่า "ต้องออกรวงแน่นอน จะมีธัญพืชเยอะแยะเลย ท่านแม่กินให้อิ่มนะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว..." เสียงใส ๆ ของเ้าตัวเล็กทำลายความหนักอึ้งที่มองไม่เห็นนี้ลง
ทุกคนชะงักไป เหยียนหลางอุทานออกมา แล้วตบหัวตัวเองเบา ๆ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าลืมบอกพวกท่านว่าซุ่ยซุ่ยหายป่วยแล้ว ดูสิข้าลืมบอกไปเลย" เหยียนหลางหัวเราะอย่างซื่อ ๆ
เป็ดังคาด พอหลินซื่อได้ยิน น้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาทันที ซุ่ยซุ่ยอ้าแขนออกอย่างใจกว้าง ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่างและไร้เดียงสา ความขุ่นมัวในดวงตาเลือนหายไปสิ้นแล้ว
เมื่อทุกคนเห็นว่าซุ่ยซุ่ยกลับมามีสติสัมปชัญญะปกติจริง ๆ ก็ทั้งตื่นเต้นและร้องไห้ออกมา ซุ่ยซุ่ยรีบปีนเข้าไปในอ้อมกอดของมารดา ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ท่านแม่อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
"ไม่ร้องนะ ไม่ร้องนะ ท่านแม่ไม่ร้อง ซุ่ยซุ่ยหอม ๆ ..." เ้าตัวเล็กวุ่นวายกับการเช็ดน้ำตา ทำให้หลินซื่อรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก
"ข้ารู้สึกว่าซุ่ยซุ่ยไม่เหมือนเมื่อก่อน ข้าชอบซุ่ยซุ่ยตอนนี้จัง" เหยียนหลางแอบกระซิบกับพี่ใหญ่เหยียนชวน
เหยียนหลางสูดน้ำมูก เขาชอบน้องสาวในตอนนี้มาก เ้าก้อนนุ่มนิ่มชอบใกล้ชิดกับคนในครอบครัว และไม่รังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อย
ที่บ้านยากจนแต่ไม่ว่าจะมีอะไร ทุกคนจะยกให้น้องสาวก่อนเสมอ เสื้อผ้าของทุกคนถูกแก้แล้วแก้อีกจนสีซีดขาว มีเพียงน้องสาวเท่านั้นที่มีชุดใหม่ เด็กทุกคนในบ้านผอมแห้งแรงน้อย มีเพียงน้องสาวที่ถูกเลี้ยงจนตัวกลมดิ๊ก
ถึงกระนั้น ตอนเด็ก ๆ น้องสาวก็ไม่สนิทกับใคร นางราวกับรู้ว่าตนเองถูกทอดทิ้ง ราวกับรู้ว่าตนเองถูกรับมาเลี้ยง จึงมักจะมีกำแพงบาง ๆ กั้นอยู่เสมอ
นางไม่ชอบให้ท่านพ่อและท่านแม่หอมหรือกอด และยิ่งไม่ชอบพี่ชายที่เนื้อตัวมอมแมมทั้งสามคน แต่ตอนนี้น้องสาวเปลี่ยนไปแล้ว หลังจากป่วยไปพักหนึ่ง น้องสาวก็เปลี่ยนไป พี่ใหญ่เหยียนชวนมองดูเด็กน้อยผู้น่ารัก บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มและพยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ดี ดี ในที่สุดก็หายแล้ว ต่อไปท่านพ่อจะดูแลซุ่ยซุ่ยให้ดี จะไม่ยอมให้ซุ่ยซุ่ยหลงทาง และจะไม่ยอมให้ซุ่ยซุ่ยาเ็อีก เป็เพราะท่านพ่อที่ทำให้เ้าต้องลำบาก..." เหยียนเหล่าต้าดวงตาพร่ามัวจนเกือบจะมีน้ำตาไหล
ตอนอายุสามขวบ ตรงกับเทศกาลโคมไฟ เขาพาลูกสาวไปเที่ยวงานในเมือง แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุจลาจลของผู้อพยพ ทำให้ครอบครัวพลัดพรากจากกัน สุดท้ายพบว่าซุ่ยซุ่ยหายตัวไป
เมื่อตามหาจนเจอ ซุ่ยซุ่ยนั่งอยู่ริมถนน เืท่วมศีรษะ ที่คอมีรอยแผลที่น่าสยดสยอง ดวงตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายชีวิตบัดนี้หายดีแล้ว เหยียนเหล่าต้าย่อมมีความสุข
เมื่อเห็นว่าซุ่ยซุ่ยไม่รังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้ ท่าทางที่สนิทสนมนั้น ในที่สุดก็ทำให้ชายฉกรรจ์คนนี้หลั่งน้ำตาออกมา
"ไป ๆ กลับบ้านกันเถอะ ไปต้มโจ๊กให้ซุ่ยซุ่ยกิน ซุ่ยซุ่ยหายป่วยแล้ว พระโพธิสัตว์คุ้มครอง ขอบคุณพระโพธิสัตว์ที่คุ้มครอง" หลินซื่อตาแดงก่ำ พลางหอมแก้มลูกสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พอถึงบ้าน หลินซื่อรีบตักข้าวกล้องออกมาหนึ่งชามจากถุง นางครุ่นคิดแล้วถอนหายใจ ก่อนจะหยิบไข่ไก่ออกมาห้าฟองเก็บไว้ในตู้สี่ฟอง ส่วนอีกฟองเตรียมทำซุปไข่ให้ซุ่ยซุ่ยกิน
"นี่คือสิ่งที่ป้าหลิวข้างบ้านแอบยัดใส่มือข้า บอกให้เอามาบำรุงร่างกายซุ่ยซุ่ย" วันนี้พวกเขาถูกบังคับแยกบ้าน ป้าหลิวทนดูไม่ได้จึงฝืนยัดใส่มือนาง ป้าหลิวเป็แม่ม่าย มีลูกชายวหนึ่งคน ชีวิตก็ลำบากเช่นกัน
หลินซื่อตีไข่ให้แตกอย่างคล่องแคล่ว ต้มน้ำจนเดือดแล้วเทไข่ลงไป โรยเกลือเล็กน้อย จากนั้นจึงออกไปเด็ดต้นหอมที่เริ่มเหลืองมาใส่ ซุ่ยซุ่ยถือชามซุปไข่ เมื่อเห็นคนในบ้านดื่มโจ๊กข้าวกล้องที่ใสจนเห็นก้นชาม ในใจก็รู้สึกไม่ดี
"ท่านแม่ดื่ม... ท่านพ่อดื่ม ถ้าพวกท่านไม่ดื่ม ซุ่ยซุ่ยก็ไม่ดื่ม" เ้าตัวเล็กดื้อรั้นยิ่งนัก
"ถ้าพวกท่านไม่กิน ซุ่ยซุ่ยก็ไม่กิน" เ้าตัวเล็กกอดอก ทำท่าทางแก้มป่องน่ารักน่าเอ็นดูอย่างน่ารัก พี่ชายทั้งสามคนยอมตายเพื่อนาง นางจะต้องปกป้องพี่ชายทุกคน และทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้!!
ทุกคนปฏิเสธไม่สำเร็จ จึงยอมชิมเพียงเล็กน้อย ในวันนี้ทุกคนในบ้านตระกูลเหยียนต่างนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แต่เหยียนซุ่ยซุ่ยกลับนอนหงายท้องหลับสนิทอย่างมีความสุข