สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 289 ชัยชนะแบบกวาดใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง

        แรงลมที่ร้ายกาจกดทับร่างกายพัดผ่านเส้นผมที่ยาวสลวยให้พลิ้วไหว ทว่าสีหน้าของแช็คกลับสงบนิ่งเขาไม่มีท่าทีว่าจะขยับตัวเลย

        ท่ามกลางเสียงวูซๆเมื่อผู้ชมเห็นกระบองหนามเหล็กยักษ์ทุบลงมาที่หัวอย่างรวดเร็วทำให้คนขี้กลัวที่อยู่ด้านล่างก็คิดไปถึงฉากสมองเล็กๆ ของนักรบร่างผอมของเมืองแซมบอร์ดถูกทุบจนกะโหลกแตกทั้งเลือดทั้งสมองไหลเยิ้มออกมาไม่ขาดสายบางคนถูกความกลัวเข้าครอบงำจนยกมือขึ้นมาปิดตาไว้…

        แต่ทันใดนั้น...

        แคร่ก แคร่ก แคร่ก!!!

        เสียงบางอย่างแตกหักดังขึ้นมาอย่างช้าๆ

        การต่อสู้มักจะเกิดการเหตุการณ์พลิกผันอยู่ตลอดเวลา

        ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวทุกอย่างบนสนามประลองดาบก็หยุดนิ่ง

        ร่างคล้ายสัตว์อสูรกระหายเลือดของนักรบอาณาจักรกู่เต๋อที่วิ่งเข้าไปหาแช็คก็หยุดชะงักเช่นเดียวกับกระบองหนามที่น่าสะพรึงกลัวในมือเขาก็หยุดนิ่งเช่นกัน วินาทีก่อน นักรบคนนี้ราวกับจะฉีกกระชากร่างของฝ่ายตรงข้ามให้แหลกเหลวได้นั้น กลับหยุดชะงักกลางอากาศในเวลานี้

        ณ เวลานี้มันไม่อาจเดินหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว

        และสิ่งที่ใช้หยุดร่างของมันคือนิ้ว

        เพียงสองนิ้วเล็กๆ ที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร

        ใบหน้าของแปเตอร์แช็คยังคงเรียบเฉยเพียงยกสองนิ้วขึ้นมาอย่างลวกๆ ก็สามารถหยุดหัวกระบองหนามแหลมด้วยปลายนิ้วและทำลายกระบวนท่าการโจมตีของนักรบอาณาจักรกู่เต๋อได้อย่างง่ายดาย

        ไม่ ไม่ใช่แค่ทำลายกระบวนท่าโจมตี

        แต่ยังเป็นการเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย

        ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างพากันอ้าค้างจนกรามแทบจะร่วงตกพื้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ

        พวกเขามองตาค้างไปยังจุดกึ่งกลางระหว่างปลายนิ้วของนักรบหน้านิ่งของเมืองแซมบอร์ดรอยร้าวสีขาวบนกระบองเหล็กหนามก็เริ่มปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนจากนั้นรอยร้าวก็ขยายออกเป็นวงกว้างราวกับใยแมงมุมก่อนที่อาวุธยักษ์ที่สร้างขึ้นจากเหล็กกล้าจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วร่วงตกลงบนพื้น

        “ฟืด…”

        นักรบเคราครึ้มจากกู่เต๋อก้มมองกระบองหนามแหลมที่แตกเป็นเสี่ยงๆ จนเหลือแค่ขอนไม้ด้วยใบหน้าซีดเซียวราวกับเห็นผีตอนกลางวันแสกๆฉับพลันแข้งขาก็อ่อนแรง

        แค่นิ้วก็สามารถทำลายกระบองเหล็กยักษ์ที่หนักหลายร้อยจินจนแตกเป็นเสี่ยงๆได้ นี่แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันขอแค่อีกฝ่ายต้องการก็สามารถบดขยี้เขาให้กลายเป็นเนื้อบดได้เพียงนิ้วเดียว

        “เจ้าแพ้แล้ว” แช็คชักนิ้วตัวเองกลับมาพลางพูดเบาๆ ต่อไปว่า “ข้าไม่อยากฆ่าคน เจ้ากระโดดลงจากสนามประลองเองเถอะ!”

        “ข้า...” นักรบเคราครึ้มจากอาณาจักรกู่เต๋ออยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่เมื่อมองเห็นเศษเหล็กที่แตกกระจายบนพื้นแล้วความกล้าทั้งหมดพลันหายไปในพริบตาเขาตัวแข็งทื่อเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกระโดดลงจากสนามประลองไป

        “ยอดฝีมือที่ชนะในรอบแรกคือ…แปเตอร์แช็คแห่งเมืองแซมบอร์ด!”

        กรรมการผู้ตัดสินประกาศชื่อผู้ชนะในการต่อสู้รอบแรกระหว่างเมืองแซมบอร์ดกับอาณาจักรกู่เต๋อเสียงนี้ได้ส่งผ่านไปยังวงเวทขยายเสียงที่ติดตั้งบนสนามประลองดาบทำให้เสียงนี้สามารถดังไปทุกสารทิศและทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน

        “แช็ค! แช็ค!แปเตอร์ แช็ค!!!”

        ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงว่าแค่การประลองรอบแรกจะน่าตื่นเต้นได้ขนาดนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีฉากการต่อสู้ที่รุนแรงอย่างเปลวไฟคลื่นพลังตระการตาหรือเศษหินที่แตกกระจายปลิวว่อนไปทั่วแต่ฉากที่แช็คใช้นิ้วมือทำลายอาวุธจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ก็สั่นประสาททุกคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ได้แล้ว

        ฉากนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมที่อยู่รอบๆมากกว่าการต่อสู้ที่ดุเดือดหลายเท่า ทันทีที่สิ้นเสียงกรรมการผู้ตัดสินผู้คนนับพันที่ดูการประลองต่างพากันตะโกนเรียกชื่อของแปเตอร์แช็คทั่วทั้งสนามอย่างบ้าคลั่ง

        บนสนามประลองดาบบุรุษรูปร่างผอมสูงสวมเพียงเกราะเบาเรียบๆ และผ้าคลุมสีดำที่สะบัดไปตามแรงลมอย่างรุนแรงผมหยิกยาวราวกับน้ำตกของแช็คปลิวสยาย เวลานี้ เสน่ห์ที่น่าหลงใหลก็กระจายออกมาลักษณะความเป็นนักรบและผู้นำกองทัพทหารค่อยๆ เผยให้เห็น

        ซุนเฟยอยู่ที่นั่งอยู่ในเขตพักผ่อนสำหรับนักรบก็หัวเราะอย่างพอใจพลางปรบมือ

        อัศวินบรอนซ์เซนต์ทั้งห้าสิบคนยกขวานยักษ์ในมือเคาะโล่ออกมาอย่างตื่นเต้นเสียงโลหะกระทบกันดังเป็นจังหวะเพื่อเชิดชูผู้บัญชาการของตน

        นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ได้เห็นแช็คต่อสู้

        ปกติแล้วผู้บัญชาการจะเป็นคนที่เงียบขรึม พูดน้อย และไม่ค่อยแสดงความแข็งแกร่งออกมา ทำให้พวกเขาคิดว่าผู้บัญชาการแช็คคงจะสู้ 'สองอสุรกาย' หรือองครักษ์ประจำตัวขององค์ราชาและยอดฝีมือคนอื่นๆไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้บัญชาการแช็คเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง สายตาที่มองไปยังผู้บัญชาการของตัวเองบนสนามประลองดาบเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอัศวินบรอนซ์เซนต์เริ่มรู้สึกเลือดร้อนระอุขึ้นมา...

        ……

        “เมืองแซมบอร์ดมียอดฝีมือโผล่ขึ้นมาอีกคนแล้ว!”

        “แปเตอร์ แช็ค ทำไมเมื่อก่อนข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย อา การต่อสู้เมื่อครู่เขายังไม่แม้แต่จะโคจรคลื่นพลังออกมาด้วยซ้ำ ใช้แค่นิ้วก็สามารถบดขยี้อาวุธยักษ์แบบนั้นได้อย่างง่ายดาย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะติดอันดับยอดฝีมือสิบอันดับแรกของเขตสงครามภาคเหนือก็เป็นได้!”

        “แข็งแกร่งถึงขนาดที่แค่ใช้นิ้วแตะเบาๆ ก็สามารถทำลายกระบองเหล็กยักษ์แตกได้อืม หรือว่า ความแข็งแกร่งของเขาจะอยู่ที่ระดับห้าดาว?”

        “อืม เป็นยอดฝีมือที่น่าสนใจดีไหนลองดูสิว่า ข้าจะสามารถดึงเขาออกมาจากราชาแซมบอร์ดได้หรือไม่!”

        เขตที่พักพิเศษข้างๆ สนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่ เมื่อพวกเขาได้เห็นฉากนี้แล้ว เหล่าขุนนางหรือคนชนชั้นสูงก็พากันตกตะลึงกันถ้วนหน้าท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางคนก็ตาเป็นประกายในใจก็วางแผนที่จะดึงตัวยอดฝีมือคนนี้มาจากราชาแซมบอร์ด

        ความจริงแล้วการแข่งขันการซ้อมรบก็คือการรวมตัวกันของเหล่าขุนนางและกองกำลังที่อยากค้นหายอดฝีมือขุนนางชั้นสูงส่วนใหญ่จะเล็งหานักรบชั้นยอดจากอาณาจักรบริวารที่โดดเด่นที่สุดในการแข่งขันเมื่อพวกเขาสนใจนักรบคนไหนก็จะหาทางดึงมาเป็นพวกหรือไม่ก็ใช่วิธีข่มขู่ต่างๆ นานา เพื่อลากเข้ามาเป็นกองกำลังของตัวเอง

        ถึงแม้ว่าการกระทำแบบนี้จะแอบทำกันอย่างลับๆแต่ในความเป็นจริงแล้วก็ได้รับการยอมรับจากองค์จักรพรรดิ แม้แต่บางคนก็เปรียบการกระทำนี้ว่าเป็นการตัดกุยช่าย ในระหว่างพักการแข่งขันการซ้อมรบสามปีจะเป็นช่วงเพาะเลี้ยงรอจนกว่าความแข็งแกร่งของนักรบทุกอาณาจักรบริวารเติบโตได้อย่างเต็มที่พวกเขาถึงค่อยเริ่มกระบวนการเก็บเกี่ยวด้วยการตัด ‘กุยช่าย’

        เหตุผลนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน

        ความจริงแล้วราชอาณาจักรก็ไม่เคยไว้ใจอาณาจักรบริวารที่อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเองเต็มร้อยบนแผ่นดินอาเซรอท เรื่องที่อาณาจักรบริวารแยกตัวหรือหักหลังราชอาณาจักรที่ปกครองตัวเองก็มีให้เห็นอยู่มากมายแม้แต่ตัวราชอาณาจักรเซนิทเองก็ก่อตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานในการหักหลังราชอาณาจักรสปาร์ตากุส ดังนั้นกระบวนการ‘เก็บเกี่ยว’ ไม่เพียงจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองแต่ยังเป็นการกำจัดความแข็งแกร่งของอาณาจักรบริวารได้อย่างเงียบๆนี่เป็นหนึ่งในวิธีควบคุมอาณาจักรบริวารของราชอาณาจักร

        แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่พวกเขาสามารถแย่งคนมาได้สำเร็จ

        ในแผ่นดินอาเซรอท หลังจากที่นักรบได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนแสดงความจงรักภักดีต่อหน้าราชาของตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่ไปแสดงความจงรักภักดีกับใครได้อีก

        นี่เป็นเกียรติยศและความเชื่อมั่นของเหล่านักรบในสมัยโบราณ

        แต่น่าเสียดายที่ในกฎแห่งป่าเมื่อมีคนเลือกที่จะยึดถือเกียรติยศและความเชื่อมั่นก็ย่อมมีคนเลือกตำแหน่งและเงินทองเช่นกันถึงแม้ว่าราชาจะมีนักรบที่จงรักภักดีต่อตัวเองแต่เมื่อนักรบเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางหรือกองกำลังที่ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงที่อยากดึงไปเป็นพวกหรือข่มขู่คุกคามราชาเหล่านั้นเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับนักรบที่จงรักภักดีต่อตัวเองทันทีปล่อยให้นักรบที่มีความจงรักภักดีตกไปอยู่ในกำมือพวกขุนนางในเมืองหลวง

        เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้งในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

        ระยะนี้ราชาแซมบอร์ดมักจะสร้างเรื่องให้ผู้คนต้องตกตะลึงความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ดก็ทำให้เมืองหลวงตื่นตะลึงเช่นกันแต่ในสายตาของคนบางคน พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเนื้อหมูติดมันชิ้นหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็อยากจะกลืนกินเนื้อหมูชิ้นนี้แล้วย่อยมาเป็นพลังของตัวเอง

        พวกเขาเหมือนหมาป่าที่ดุร้ายและซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆเพื่อรอคอยโอกาส

        และตอนนี้ โอกาสมาถึงแล้ว

        ยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดได้กลายเป็นเป้าหมายของพวกเขาจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถดึงยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ดมาเป็นพวกของตัวเองได้

        ไม่มีใครเชื่อว่าเมืองแซมบอร์ดจะเป็นแผ่นเหล็กที่มีอยู่แผ่นเดียว1 พวกยอดฝีมือที่มาจากบ้านนอกทุรกันดารทางภาคเหนือพอมาเจอคำเชิญจากกองกำลังในเมืองหลวงหรือเงินทองและตำแหน่งสูงๆ ก็พากันตะครุบแทบไม่ทัน

        ‘กุยช่าย’ เจริญงอกงามได้สมบูรณ์อย่างมากดูเหมือนว่าฤดูกาล ‘เก็บเกี่ยว’ ได้มาถึงแล้ว

        ……

        การประลองระหว่างยอดฝีมือในหกรอบต่อมา ฝ่ายเมืองแซมบอร์ดสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างรวดเร็วประหนึ่งกวาดใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง พวกเขายัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่อาณาจักรกู่เต๋อถึงหกรอบรวด

        'สองอสุรกาย' เฟร์นันโด ตอร์เรส พัศดีโอเลเกร์และฟีลิปโปอินซากี ทั้งห้าคนขึ้นสนามประลองตามลำดับ และสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

        องค์ชายแดร็นเตอแห่งอาณาจักรกู่เต๋อ หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม หนึ่งใน 'เจ็ดหมาป่า' ฉายา 'หมาป่าดำ' เขาเป็นยอดฝีมือคนสุดท้ายที่ขึ้นมาบนสนามประลองและเป็นผู้ที่ยืนหยัดบนสนามประลองได้ยาวนานที่สุดเขาปะทะกับเด็กหนุ่มผมทองที่ชื่อตอร์เรสอย่างดุเดือด และกินเวลามากกว่ายี่สิบนาทีแต่สุดท้ายเขาก็ถูกลูกธนูผีที่ตอร์เรสยิงออกมาทะลวงเข้าที่ไหล่ข้างซ้ายจนทะลุทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปมากกว่าครึ่งองค์ชายแดร็นเตอจำใจต้องยอมรับความพ่ายแพ้และเป็นฝ่ายกระโดดลงจากสนามประลองด้วยตัวเอง

        การประลองของยอดฝีมือทั้งหกรอบทำให้ฝูงชนที่ล้อมรอบสนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่รู้สึกสุขสมกันถ้วนหน้า

        ความแข็งแกร่งที่ยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดแสดงออกมาทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึง

        ดร็อกบาและเพียร์ซระเบิดพละกำลังที่น่าเกรงขามออกมาอย่างบ้าคลั่งพลังป้องกันที่ทรงพลังและหมัดคลื่นกระแทกแปลกๆ ของพัศดีโอเลเกร์ได้สร้างความตะลึงให้แก่ทุกคนเฟร์นันโด ตอร์เรสเด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่มีใบหน้าหล่อเหลาและท่าทางสง่างามมาพร้อมทักษะการยิงธนูที่ไม่น่าเชื่อและเด็กหนุ่มร่างผอมบางท่าทางขี้อายที่มาพร้อมทักษะสังหารที่น่าหวั่นเกรง…

        ทักษะการต่อสู้แปลกๆ ที่ชาวเมืองแซมบอร์ดทุกคนได้แสดงออกมาทำให้ฝูงชนที่เลือกมามุงดูสนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่รู้สึกปลาบปลื้มเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง หลายคนนึกในใจว่าดีแล้วที่เลือกมาดูสนามประลองดาบหมายเลขนี้

        แม้กระทั่งวณิพกบางคนก็ยังแต่งกลอนชื่นชมยอดฝีมือจากเมืองแซมบอร์ดทั้งหกคนออกมา แม้ว่าการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุดแต่พวกเขาก็อดทนรอไม่ไหวพากันขับขานบทกลอนที่ตัวเองแต่งขึ้นมาให้เหล่าฝูงชนคนอื่นๆ ได้รับฟัง…

        “'ผมขาวดาบเร็ว' พอล เพียร์ซนักดาบใต้บัญชาการของราชาแซมบอร์ด ร่างกายของเขาแข็งแรงราวกับวัวถึกดาบของเขารวดเร็วดุจสายฟ้า…ไม่มีใครมองเห็นวิถีดาบของเขาได้เมื่อไรที่ลมหนาวพัดผ่าน จงรู้เอาไว้เถิดว่าเจ้าได้สิ้นชีพแล้ว…”

        “'หมัดพิฆาตผมดำ' ดิดิเย ดร็อกบา เขาเป็นนักรบผู้ห้าวหาญของราชาอเล็กซานเดอร์ ร่างกายกายของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์อสูรทะเล หมัดของเขาสามารถทำลายดวงดาวเป็นผุยผงได้...จงอย่าท้าทายนักรบแซมบอร์ดคนนี้ มิเช่นนั้นหมัดของเขาจะบดขยี้ร่างของเจ้าให้แหลกเหลว..."

        “'ความสิ้นหวัง' เจ้าอ้วนโอเลเกร์ เขาเป็นดั่งอสูรกายขนาดยักษ์ แม้แต่มังกรผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องรู้สึกสิ้นหวังเมื่อเผชิญหน้ากับเขาร่างกายของเขาป้องกันทุกการโจมตีได้ทั้งหมด หมัดของเขาสามารถฉีกกระชากแผ่นดินได้...หากต้องเผชิญหน้ากับเขาเจ้าจะรู้ได้ว่าความสิ้นหวังเป็นเช่นไร…”

        “'นิ้วเดียวแตกสลาย' แปเตอร์ แช็ค เพียงนิ้วของเขาก็สามารถทำลายเหล็กกล้าให้แตกสลายในพริบตาแค่นิ้วสัมผัสทุกสิ่งอย่างล้วนมลาย…”

        “'บุตรแห่งสายลม' เฟร์นันโด ตอร์เรส ลูกธนูใดที่ยิงออกไปรวดเร็วยิ่งกว่าสายลม รูปลักษณ์งามสง่าที่แม้แต่สายลมยังเอ็นดู…”

        “'กริชไร้เงา' อินซากี ไม่ว่าใครจงภาวนาอย่าได้เจอเขา เมื่อใดที่เจ้าเห็นเขา นั่นหมายถึงกริชได้แทงทะลุหัวใจเจ้า…”

        ----------------------

        1 แผ่นเหล็กมีอยู่แผ่นเดียวอุปมาว่า สามัคคีรวมเป็นหนึ่ง

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน