เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ แปดสิบแปด ภาพตัวจริง

     

    บทที่ แปดสิบแปด

     

    สตรีทั้งสามเดินเรียงกันออกมาที่หน้าประตูหลักของเรือนหลังงามหลิวชิงเซียงก้าว ฝีเท้าผ่อนแผ่ว สีหน้าของนางไม่แฝงความเศร้าจนฟูมฟายหากแต่ก็ไม่ปิดบังความรู้สึกเสียดายเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในดวงตาข้างกายคือหลี่เสวี่ยผู้มีความนุ่มนวลดั่งสายน้ำด้านหลังคือจ้าวเอ่อร์ฉิงที่อุ้มแมวขาวขนฟูแน่นอยู่ในอ้อมแขนสตรีสามคนที่เคยหัวเราะร่ำไห้ร่วมกันกลางทะเลทราย

    “เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ” หลี่เสวี่ยเอ่ยก่อน “สุขภาพเจ้าสำคัญกว่าอะไรทั้งหมดอย่าคิดมากทำอะไรให้ใจเย็นๆ”

    “ข้าหรือ? เจ้าเถอะ!” หลิวชิงเซียงยกยิ้ม “จะต้องเดินทางไกล ห่มผ้าหนาๆ ยามค่ำคืนพักผ่อนให้มาก อย่ามัวแต่ดูแลคนอื่นจนลืมตัวเอง แล้วก็อย่าลืมกินขนมของข้าด้วยข้าอุตส่าห์แอบฝากไว้ในหีบเจ้า”

    จ้าวเอ่อร์ฉิงเบิกตากว้าง“เจ้าคงฝากขนมไว้ให้ข้าเช่นกันใช่หรือไม่?”

    “แน่นอน ข้าฝากไว้หลายห่อเลยเอาไปแบ่งแมวเจ้าด้วยเถอะ” หลิวชิงเซียงหัวเราะเบาๆยกมือขึ้นลูบหัวเจ้าแมวตัวน้อยที่จ้าวเอ่อร์ฉิงรับมันมาเลี้ยงหลังจากที่เจอมันบาดเจ็บ

    จ้าวเอ่อร์ฉิงแสร้งทำหน้าย่นตอบ“แมวข้าไม่กินของหวานด้วยสิข้าเลยต้องกินแทน”

    “พวกเจ้าทั้งสองนี่ล่ะ เรื่องกินไม่เบื่อ” หลี่เสวี่ยพูดแทรกอย่าเอ็นดูรอยยิ้มของนางเปี่ยมด้วยความห่วงหา

    “เจ้าอยู่ทางนี้ต้องนิ่งให้มากอย่าทำอะไรให้คนในวังเขาจับตา เจ้าเป็นชิงเฟยแล้ว วางตัวให้เหมาะสมรักษาหน้าไว้หน่อย”หลี่เสวี่ยเอ่ยเตือนเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    “ข้ารู้ๆ ข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้ว” หลิวชิงเซียงกล่าวพร้อมกลอกตาเบาๆ “ส่วนเจ้าเองก็อย่าเอาแต่ระวังนักบางเรื่องต้องกล้าลุยถึงจะได้คำตอบ..อย่าเป็นพวกห่วงสวยกลัวฝน”

    หลี่เสวี่ยหัวเราะคิก“ข้าไม่กลัวฝนหรอก ข้ากลัวโคลนต่างหาก!”

    ทั้งสามหัวเราะพร้อมกันสีหน้าคลายเศร้าลงครึ่งหนึ่งแม้ไม่รู้ว่าวันหน้าจะได้พบกันอีกเมื่อใด แต่การได้พูดจาได้หัวเราะเช่นนี้ ก็ทำให้ความขุ่นมัวของการลาจางลงได้บ้าง

    ขณะนั้นหลี่เสวี่ยหันไปทางจ้าวเอ่อร์ฉิง“เอ่อร์ฉิง เจ้าไปรอข้าก่อน ข้ามีเรื่องอยากคุยกับชิงเอ๋อร์สักครู่”

    “ได้เจ้าค่ะ” จ้าวเอ่อร์ฉิงพยักหน้าแล้วถอยห่างออกไป

    หลี่เสวี่ยหันกลับมาสบตาสหายสายตานุ่มนวลลงแต่ซ่อนความจริงจังไว้เต็มเปี่ยม “เจ้าพร้อมใจจะอยู่ในวังหลังแล้วจริงๆหรือ?” นางเอ่ยถามตรงไปตรงมา

    หลิวชิงเซียงยกยิ้มบางอยากให้อีกฝ่ายวางใจ “เรื่องนี้..ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าอยากอยู่กับเขา”

    หลี่เสวี่ยเม้มริมฝีปากพลางถามเสียงต่ำ“แต่ฐานะเจ้าตอนนี้สูงมาก..ข้ายิ่งหวั่นใจว่าจะมีศัตรูมากขึ้นอีกวันใดฮ่องเต้รู้ความจริง..ข้าเกรงว่า..”

    หลิวชิงเซียงได้ยินเช่นนั้นก็โน้มตัวเข้าไปกระซิบเบาๆ ชิดใบหูเพื่อนรัก “เขารู้แล้วอีกทั้งข้าว่าเขารู้นานแล้วด้วย”

    หลี่เสวี่ยสะดุ้งเล็กน้อยแววตาเปลี่ยนทันทีจากวิตกกลายเป็นตะลึง “หืม?พระองค์รู้นานแล้วหมายถึงสิ่งใด แล้วพระองค์..ไม่ทรงทำอะไรเลยหรือ?”

    นางยิ้มกว้างอย่างขี้เล่นตอบ“ทำสิ! เขาช่วยข้าปกปิดอย่างไรเล่า เขารู้กระทั่งว่าข้ามาพบเจ้าที่นี่ด้วยซ้ำ” น้ำเสียงของแฝงความละมุนลึกอย่างยากบรรยาย

    หลี่เสวี่ยยังคงนิ่งงันครู่หนึ่งนางไม่ได้เตรียมใจมาสำหรับเรื่องนี้ ก่อนจะเอ่ยช้าๆ “วันนั้นตอนข้าติดตามเฉียนอ๋องเข้าวังข้าก็เห็นแล้วว่าฮ่องเต้ใส่ใจเจ้ามากจริงๆ หรือว่า..พระองค์จะชอบเจ้าจากใจจริง?”

    ผู้ครองตำแหน่งชิงเฟยนิ่งไปครู่ใหญ่ดวงตาทอดมองไปไกลที่ดวงจันทร์ลอยตระหง่านอยู่ สายลมพัดปลิวเส้นผมนางขึ้นมาคลอแก้ม “เขาทำให้ข้าวางใจได้” นางเอ่ยเบาๆ“ข้าอยากเสี่ยงกับเขา”

    สตรีอีกคนได้ยินก็ยิ้มกว้างขึ้นทันที“สหายข้ามีความรักเสียแล้วหม่อมฉันขอให้ชิงเฟยกับฮ่องเต้..ครองรักกันเนิ่นนาน” นางกล่าวอย่างหยอกล้อ

    หลิวชิงเซียงหัวเราะพลางบีบมือเพื่อนรักเบาๆ“ส่วนข้าขอให้เสวี่ยเอ๋อร์ได้เป็นชายาอ๋องในเร็ววันเช่นกันเจ้าค่ะ” เสียงหัวเราะของทั้งสองกังวานขึ้นเหนือยอดดอกพุดที่ปลิวตามแรงสะบัด

    เมื่อบทสนทนาสิ้นลงทั้งสองจึงเดินกลับไปที่หน้าประตูด้วยกันอีกครั้ง จ้าวเอ่อร์ฉิงที่ยืนรออยู่โค้งให้คนที่จะจากไปก่อนพูดเสียงใส“ดูแลตัวเองดีๆ นะ”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าแววตาอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก “เอ่อร์ฉิงข้าฝากเสวี่ยเอ๋อร์ด้วย”

    “แน่นอนเจ้าค่ะ”

    เมื่อคำร่ำลาสิ้นสุดหลิวชิงเซียงจึงหมุนกาย ก้าวขึ้นรถม้าที่รออยู่ใกล้ประตู ร่างงามในชุดคลุมกันลมสีงาช้างในรถม้าแล่นหายไปตามแนวถนนหินเรียบที่ทอดยาวเข้าสู่วังหลวงทิ้งไว้เพียงเงาเงียบของมิตรภาพที่มั่นคงดั่งเสาหลักแห่งแผ่นดิน

    ยามค่ำเมื่อรถม้าของตำหนักฟู่ตงเคลื่อนเข้าประตูวังหลวงหลิวชิงเซียงเปลี่ยนมาขึ้นเกี้ยวเพื่อกลับตำหนัก แสงตะเกียงสองข้างทางสาดแสงเหลืองนวลสะท้อนหลังคาเกี้ยว

    หลิวชิงเซียงในชุดคลุมก้าวขึ้นบันไดหินของตำหนักฟู่ตงอย่างเงียบเชียบเสียงฝีเท้าข้างหลังมีอิงหลานกับฟ่านหรูที่เดินตามมาไม่ห่าง

    บานประตูไม้ของโถงใหญ่เปิดออกและสิ่งที่นางไม่คาดคิดคือร่างสูงสง่าสวมชุดคลุมสีครามเข้มนั่งอยู่ภายใต้แสงโคมที่แขวนเหนือหัว

    โม่เหวินหานในยามนี้มิได้สวมชุดทรงพระอิสริยยศหากเป็นชุดธรรมดามือซ้ายพลิกตำราเบาๆ อีกข้างถือจอกชาขาว ริมฝีปากเม้มเรียบดวงตาลุ่มลึกทอดมองตัวอักษร แสงไฟเงาไหวทาบกรอบหน้าเขากลับดูอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน ราวภาพเขียนที่ออกจากปลายพู่กันชั้นเอก

    หลิวชิงเซียงหยุดชะงักที่ธรณีเพียงครู่หนึ่งก่อนจะย่อตัวลงเป็นเชิงถวายความเคารพ แล้วเดินเข้าไปใกล้เงาของนางตกทอดลงบนพื้นหินเรียบตรงหน้าเขา

    อิงหลานและฟ่านหรูช่วยปลดชุดคลุมตัวนอกของผู้เป็นนายออกแล้วถอยจากห้องทันทีเสียงปิดประตูด้านหลังดังเบาๆ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ตามลำพัง

    โม่เหวินหานปิดตำราในมือลงยกยิ้มเล็กน้อย“เป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงของเขานุ่มละมุน

    หลิวชิงเซียงเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้าม“เรียบร้อยดีเพคะพวกเขาใกล้จะกลับจิงเหยียนกันแล้ว”

    โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆแต่สิ่งที่เปล่งออกจากปากกลับตรงข้าม “เราควรให้พวกเขารั้งอยู่ที่เมืองหลวงก่อนดีหรือไม่?”

    คำพูดนั้นทำให้หลิวชิงเซียงชะงักดวงตาคมจับสังเกตบางสิ่ง แล้วเอ่ยถามกลับอย่างระมัดระวัง “มีอะไรเกิดขึ้นหรือเพคะ?”

    ชายหนุ่มพลิกฝ่ามือรินชาให้ตนเองและหญิงสาวอย่างนิ่งสงบ “วันนี้..เราพึ่งตัดสินคดีความ” เขาเริ่มเล่าช้าๆ “เกี่ยวกับเรื่องลอบก่อเหตุร้ายในพิธีล่าสัตว์วันนั้น..”

    “อย่างที่เราพบว่าแผนทั้งหมดมีเบื้องหลังจากซีเป่ยและพวกมันก็คงจะรู้ตัวแล้วว่าเรารู้ความจริงนี้” เขาหยุดจิบชาเล็กน้อยดวงตาฉายแววหนักแน่น “ไหลอ๋อง..เวลานี้เรามีคำสั่งให้ถอนกำลังเลิกติดต่อซีเป่ยกลับมาประจำชายแดนแล้วเรากลัวว่าซีเป่ยจะลงมือเร็วขึ้น หากปล่อยไว้ช้าเพียงครึ่งเดือนแผนที่พวกมันเตรียมมาอาจพังทั้งกระดาน”

    หลิวชิงเซียงพลันเคร่งเครียดไปตามบทสนทนาก่อนถามอย่างจริงจัง“พระองค์มั่นใจว่าซีเป่ยจะบุกจริงหรือ?”

    ใบหน้าคมคายพยักหน้าอย่างไม่ลังเล“มั่นใจ..ทั้งอาวุธ ทั้งเสบียง ทั้งกำลังพล..พวกมันเตรียมการไปได้เกินครึ่งแล้วเป้าหมายของมันน่าจะคือจิงเหยียน ลงมาถึงหัวชิง หากยึดพื้นที่ที่เป็นทั้งบ่อแร่ทั้งถิ่นกสิกรรมได้สำเร็จ..ปีต่อๆไปพวกมันก็ไม่ต้องลอบขนอาวุธและเสบียงจากทางจินหยางไปแล้ว”

    หลิวชิงเซียงได้ฟังถึงตรงนี้ก็เอนตัวเล็กน้อยมือที่วางบนโต๊ะกำแน่นไม่รู้ตัว นางเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้นพระองค์จะเพียงตั้งรับหรือจะรุกเข้าซีเป่ย?” คำถามนี้ของนางมาจากความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจตั้งแต่รัชสมัยของกวงเหิงฮ่องเต้ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่องค์ก่อน สมัยนั้นแคว้นต่างๆยังล้อมรอบอยู่ทำสงครามพุ่งรบกับไปมาไม่หยุด แต่เพราะพระองค์ยึดถือว่า ‘การรับมั่นคงที่สุดคือการรุก’ ทุกสงครามหลังจากนั้นแม้ต้องสูญเสียมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนจากดินแดนต่างแคว้นให้กลายเป็นหัวเมืองหนึ่งของแผ่นดินได้ถึงสถาปนาเป็นแผ่นดินจินหยางทุกวันนี้

    เปลี่ยนการบุกเบิกเป็นการปักฐานเปลี่ยนการชนะเป็นความชอบธรรม

    โม่เหวินหานจ้องหน้านางครู่หนึ่ง“นั้นสิ นี่คงจะเป็นหน้าที่สุดท้ายของเราแล้ว” ประโยคนั้นกล่าวอย่างอ้อมค้อมแต่น้ำหนักกลับเต็มเปี่ยมจนคนฟังหยุดหายใจชั่วครู่

    หลิวชิงเซียงได้ยินก็ขมวดคิ้วเพราะไม่ใช่สิ่งที่ตนสามารถเข้าใจได้แต่นางก็ไม่ได้ถามต่อ บางที..เขาอาจมีแผนการในใจแล้วบางที..การตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของสนามรบ

    ยามเฉินเช้าที่ท้องพระโรงใหญ่เปิดรับแสงแรกแห่งรุ่งอรุณกลิ่นไม้จากฉนวนผนังเคล้ากลิ่นหมึกและกระดาษฎีกาที่ยังค้างคาอบอวลในอากาศ

    เหล่าขุนนางลำดับสูงแน่นแถวยืนเรียงตามฝ่ายซ้ายขวา

    เงาอาภรณ์คลุมทับเสื้อนอกหลากสีทอดเป็นแนวยาวเสียงก้าวเท้าบนพื้นหินขัดดัง โม่เหวินหานประทับอยู่เหนือบัลลังก์มังกรเบื้องล่างขุนนางฝ่ายซ้ายค้อมตัว กล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ขอทูลถวายรายงานบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับคดีลอบก่อเหตุร้ายในการล่าสัตว์ล้วนรับโทษตามความผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” การลงโทษครั้งนี้นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปีบ้างต้องโทษประหาร บ้างเนรเทศ บ้างยึดทรัพย์ บ้างถูกจองจำแล้วอยู่ในเรือนจำใต้ซ่างหลิน

    เสียงรายงานเงียบลงหลังเอ่ยจบท้องพระโรงพลันเงียบชั่วครู่ ก่อนเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น “แต่เมื่อขุนนางบางตำแหน่งขาดหายย่อมกระทบการว่าราชการในหลายกรมอย่างเลี่ยงไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

    “ตำแหน่งผู้บัญชาการซ้ายของกรมเสบียงยังว่างตำแหน่งรองหัวหน้ากรมวังฝ่ายตะวันออกก็ไม่มีผู้รับช่วง”

    “หลายฝ่ายเริ่มมีข้อโต้แย้ง..เกรงว่าการโยกย้ายจะกระทบกับโครงสร้างในราชสำนักโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ”

    เสียงถวายฎีการะลอกแล้วระลอกเล่าดังขึ้นไม่ขาดจากฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ไปจนถึงฝ่ายพระคลัง ความเห็นแตกต่างบางคนเสนอให้ตั้งขุนนางใหม่ บางคนเสนอควบตำแหน่งบ้างขอเลื่อนขุนนางคนสนิทของตนขึ้นประจำการแต่เมื่อเสียงทั้งท้องพระโรงเริ่มอื้ออึง ใบหน้าของผู้เป็นฮ่องเต้ยังสงบนิ่งฝ่ามือยกขึ้นเบาๆ เพียงหนึ่งครั้ง ทุกเสียงเงียบลงราวสายลมถูกตัด

    ผู้ครองบัลลังก์เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง“เรื่องตำแหน่งที่ขาด ให้ยกผู้แทนจากกรมเดิมขึ้นมารักษาการก่อนการเปลี่ยนแปลงมากกว่าห้าตำแหน่งในคราเดียวหากเปลี่ยนหมดจะกระทบต่อการดำเนินราชการทั้งระบบ”

    สายตาทรงพลังทอดมองผู้อยู่ใต้บัญชา“ผู้ที่อยู่ในกรมย่อมรู้วิธีปฏิบัติดีที่สุด ให้คงเช่นนี้ไปก่อน ควบคู่กับการพิจารณาผู้เหมาะสมในระยะถัดไปเวลานี้ฎีกาใดที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้หยุดส่งมาอีก”

    น้ำเสียงแม้นิ่งแต่หนักแน่นจนทั่วท้องพระโรงไร้ผู้กล้าคัดค้านขุนนางทั้งหลายน้อมรับพร้อมกัน โม่เหวินหานพักสายตาไว้ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “มีเรื่องใดอีกหรือไม่?”

    ขณะนั้นเองแม่ทัพคนหนึ่งก้าวออกจากแถว เขาคือแม่ทัพเก่อเหยียนแห่งกองทัพชายแดนด้านเหนือเรือนกายสูงใหญ่เส้นทางแห่งสนามรบเขียนอยู่ในทุกเส้นสายบนใบหน้า เขาค้อมกายแล้วกล่าว “ขอพระราชทานกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

    “ว่ามา”

    “ซีเป่ยมีความเคลื่อนไหวภายในสายลับของกองทัพรายงานว่า มีการรวมกำลังทหารที่ชายแดนติดจิงเหยียนบางพื้นที่เริ่มขยับข้าวสารและไม้ฟืนในปริมาณที่ผิดวิสัยกระหม่อมเห็นว่าเขตเหนือควรระวังไว้เป็นพิเศษและควรเสริมกำลังพลล่วงหน้าไว้แต่เนิ่นๆ พ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานพยักหน้ารับริมฝีปากคลี่ออกบางๆ“เช่นนั้นแม่ทัพเก่อเข้ามาพบเราที่ห้องทำงานหลังยามเว่ย เราจะปรึกษาโดยละเอียดอีกครั้ง”

    แม่ทัพเก่อเหยียนขานรับแน่นเสียงค้อมตัวถอยกลับเข้าแถว บรรยากาศในท้องพระโรงคล้ายเมฆครึ้มตั้งเค้าหยาดพิรุณยังไม่ตกแต่ใจคนในวังเริ่มสัมผัสได้ถึงสัญญาณของสายฝน

    ตำหนักยู่คังห้องโถงด้านในอันโอ่โถงแต่เงียบงันดอกไม้สีเหลืองอ่อนในแจกันหินแกะสลักวางอยู่บนโต๊ะกลมกลางห้องเหลียงไท่เฟยนั่งหลังตรงอยู่บนตั่งไม้ประดับหินตาแมวดวงหน้าเยือกเย็นดั่งน้ำในฤดูหนาว มือเรียวถือแผ่นกระดาษขาวแน่นพลันเมื่อลงสายตาไปในแต่ละบรรทัด สีหน้าก็เปลี่ยนจากเรียบเย็นเป็นตึงเครียด

    เบื้องล่างเจินกุ้ยเหรินในชุดปักลายกวางขาวคุกเข่าอยู่แนบพื้นใบหน้าแทบไม่กล้าเงยขึ้น แม้จะไม่เห็นสีหน้าของเหลียงไท่เฟยชัดเจนแต่แรงกดดันกลับโถมใส่ราวกับคมเข็มจิ้มเนื้อ

    “นี่เป็นความจริงหรือ?” เสียงต่ำและเยือกเย็นของเหลียงไท่เฟยเอ่ยขึ้นราวเสียงแตรรบในวันประกาศสงคราม

    เจินกุ้ยเหรินรีบก้มหน้าลงแนบพื้นยิ่งกว่าเดิมเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ชัดเจน “จริงเพคะเหลียงไท่เฟยหม่อมฉันมิกล้าแต่งเรื่องหลอกลวงเบื้องสูงแน่..” นางเว้นวรรคครู่หนึ่ง “อีกทั้ง..ยังมีภาพเหมือนของหลี่เสวี่ยตัวจริงมาด้วยเพคะ”

    เหลียงไท่เฟยเพ่งสายตาไปยังแผ่นภาพวาดที่มาพร้อมสารใบหน้าของหญิงสาวในภาพงดงามนุ่มนวล นัยน์ตาดั่งน้ำพุในวันร้อนจัดมุมปากแฝงรอยยิ้มบางเฉียบ อย่างไรก็ไม่เหมือนสตรีที่ตนเคยรู้จักมาก่อน

    ไม่ผิดแน่ไม่ใช่หลี่เสวี่ยที่อยู่ดำรงตำแหน่งชิงเฟยในวังหลวงเวลานี้

    นางเงียบครู่หนึ่งก่อนจะวางภาพลง หยิบผ้าแพรขึ้นมาขยี้ที่นิ้วเบาๆ ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดหลังจากตัดสินใจได้แล้วจึงกล่าวเสียงเรียบ “ในเมื่อเจ้ากล้ายืนยันเช่นนั้นเรื่องนี้เราจะรับไว้เอง” แววตาของนางแน่นิ่งดังหินผากลางพายุ

    ท้องพระโรงเวลามีขุนนางต้องโทษไปแล้วไม่น้อยหากในวังหลังมีผู้ใดสวมรอยเข้ามาได้ ย่อมหมายถึงยังมีมือที่ยื่นเข้ามาจากข้างนอกเพราะแต่ไหนแต่ไรว่าความโปรดปรานของชิงเฟยก็ไม่มีที่มาที่ไปสักนิด นางอาจจะเป็นสายลับจากซีเป่ยอีกคนก็ได้

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน