ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นหลับตาลงช้าๆ ไม่ได้ปฏิเสธคำขอของชายหนุ่ม เพียงแต่นางไม่อาจทนมองหน้าที่เหมือนกับบุตรชายคนเล็กราวกับถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกันต่อไปได้
เกากังเยว่จึงเป็ฝ่ายหันไปพยักหน้าอนุญาตเกาซ่งอวิ้นให้กล่าวต่อได้แทน
“ท่านแม่ใที่ธูปหล่นมาใส่ขา เวลานั้นนางรู้สึกแสบร้อนมากจึงไม่ทันได้แก้ต่างแทนท่าน เพียงครู่เดียวท่านพ่อก็แบกนางแยกจากมา หลังจากนั้นเขาก็พาท่านแม่เดินทางไปที่เมืองซุ่นโจวทันที ท่านย่าไม่ได้จี้ธูปไปที่ขานาง นางรู้ดีและขอโทษท่านย่าที่ไม่อาจมาแก้ข้อกล่าวหาให้ท่านได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นลืมตาขึ้นมาพร้อมกับหันไปมองเกาซ่งอวิ้น ดวงตาดำของนางหดเล็กลงอย่างแตกตื่น เื่นี้มีเพียงนางกับลู่เหม่ยเจินเท่านั้นที่รู้ความจริงทั้งหมด
เกาเหว่ยหลงพยายามยัดเยียดให้ลู่เหม่ยเจินมาปรากฏตัวให้ตนได้เห็นบ่อยๆ ครั้งหนึ่งนางไปสวดมนต์ที่วัดบุตรชายก็ให้คนรักมาปรากฏตัวใกล้ๆ เวลานั้นนางกำลังหลับตาภาวนาอยู่ พอลืมตาก็เห็นลู่เหม่ยเจินโผล่มานั่งข้างๆ โดยไม่รู้สึกตัว จึงเผลอปล่อยธูปในมือทิ้ง
ก้านธูปถูกสะบัดไปตกลงที่ชายอาภรณ์ของหญิงสาวจนลุกไหม้เป็รูโหว่แผดเผาไปถึงผิวเนื้อของนาง ลู่เหมยเจินผงะถอยหลังแล้วรีบลุกวิ่งออกห่างตนพยายามใช้มือตบไปที่เสื้อผ้าให้ไฟหยุดลุกลามพร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
เวลานั้นเกาเหว่ยหลงบุตรชายวิ่งตามเข้ามาแล้วกล่าวโทษมารดาว่าโกรธเคืองและลงมือทำร้ายหญิงสาวอย่างเืเย็นต่อหน้าผู้คนในวัดจำนวนมาก แล้วก็พาลู่เหม่ยเจินออกไปโดยไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ
ในเมื่อบุตรชายยังไม่เชื่อใจตนเอง ผู้ใดอยากจะซุบซิบนินทาไปอย่างไรเสิ่นฮูหยินในเวลานั้นก็ไม่ใส่ใจจะแก้ต่าง ไม่คิดว่าภายในคืนเดียวกัน เกาเหว่ยหลงก็ขนข้าวของหอบเสื้อผ้าหลบหนีจากจวนไปพร้อมกับคนรักและไม่เคยกลับมาอีกเลย
“เขาเชื่อนางหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกลืนน้ำลายลงคอสะกดกลั้นความรู้สึกอยากร่ำไห้เอาไว้ เชิดหน้าถามชายหนุ่มอย่างรอคอยคำตอบ
“ทีแรกท่านพ่อไม่เชื่อเพราะเข้าใจว่าท่านแม่พยายามแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่ดีระหว่างพวกท่าน แต่ภายหลังท่านแม่ได้จุดธูปสาบานยืนยันความจริงทั้งหมดภายหลังท่านพ่อจึงเชื่อ”
“เหอะ!! นั่นล่ะหลงเอ๋อร์ก็เป็เสียเช่นนี้ เขาไม่เคยจำได้หรอกว่าข้าเป็มารดาที่รักเขาสุดหัวใจ ถึงกับต้องให้แม่เ้ามาสาบานยืนยันแทนข้า!” แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะเอ่ยคำออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างประชดประชันแต่เกาซ่งอวิ้นก็ยังเห็นม่านน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาของท่านย่า
“ในเมื่อเขารู้แล้วว่าเข้าใจผิดไป เหตุใดจึงไม่กลับมาที่นี่และไม่เคยติดต่อพวกเราเลยสักครั้ง” เกากังเยว่เห็นอาการของมารดาก็รู้แล้วว่าเกาซ่งอวิ้นย่อมเป็หลานชายตัวจริงของตน แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจความคิดของน้องชายอยู่ดี
“ท่านพ่อกล่าวว่าท่านเป็ต้นเหตุให้สกุลเกากับสกุลหูต้องบาดหมางกันเื่การยกเลิกการหมั้นหมาย และยังทำให้คุณหนูสกุลหูต้องอับอาย เขารู้สึกละอายใจกับการกระทำของตนทั้งหมดและไม่กล้าหาญพอที่จะออกมากล่าวคำขอโทษท่านย่าขอรับ”
“เอาเถิดกลับมาก็ดีแล้ว พ่อบ้านเฉียนนำป้ายิญญาของหลงเอ๋อร์กับภรรยาของเขาไปไว้ที่ศาลบรรพชน แจ้งเื่นี้ให้ทุกคนได้ล่วงรู้ อีกสิบวันเราจะเซ่นไหว้ิญญาของพวกเขาให้ทุกคนกลับมาที่จวนโดยด่วน ส่วนเ้าก็ไปอยู่เรือนเดิมของพ่อเ้า พักผ่อนเสียก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาพบพี่น้องของเ้าอีกที”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก้มหน้าลุกหนีกลับเรือนไปด้วยหัวใจที่สั่นไหว แผ่นหลังบอบบางของนางกระเพื่อมขึ้นลงจากการกลั้นสะอื้นเอาไว้ตลอดเวลา
เวลานี้เกาซ่งอวิ้นจึงเพิ่งรู้ตัวว่า ความสุขุมเยือกเย็นและชอบเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ลำพังของตนนั้นได้มาจากผู้ใด ท่านย่าคงจะเสียใจไม่น้อยแต่นางก็ปากหนักอดทนให้ทุกอย่างมันดำเนินไปตามเื่ราว เหมือนกับตนที่ปล่อยให้เื่ของถังจื่อรั่วเป็เื่ทุกข์อยู่ในใจเพียงลำพัง และปล่อยให้นางเป็ฝ่ายเลือกเองทุกอย่างจนเื่ราวมันเลยเถิดไปไกล
พ่อบ้านเฉียนส่งคนไปแจ้งพี่น้องสกุลเกาที่เหลืออีกสี่คนจนครบถ้วน รวมทั้งบรรยายฉากทุกฉากั้แ่เกาซ่งอวิ้นปรากฏตัวที่หน้าจวนสกุลเกา จนกระทั่งตนได้เป็ผู้ไปส่งชายหนุ่มถึงหน้าเรือนเดิมของนายท่านสี่ด้วยตนเองลงในจดหมายอย่างละเอียดถี่ยิบ
เกาหานซิ่นที่อยู่ใกล้ที่สุด รีบรุดกลับมาที่จวนใน่หัวค่ำ เขาและเกากังเยว่หิ้วกาสุราไปหาหลานชาย โดยยังไม่อนุญาตให้บุตรหลานคนอื่น ๆ เข้าไปรบกวนเกาซ่งอวิ้นที่เพิ่งเดินทางมาถึงอย่างเหน็ดเหนื่อย
สองพี่น้องมองใบหน้าหลานชายทีหนึ่งก็ร่ำไห้ เทสุราลงท้องทีหนึ่งก็ร่ำไห้ ฟังหลานชายเล่าเื่บิดามารดาของเขาคำหนึ่งก็ร่ำไห้ คล้ายว่าได้ปลดปล่อยความคิดถึงห่วงหาเกาเหว่ยหลงลงมาที่ร่างหลานชายไว้ทั้งหมด
“น้องเล็กน่ะหรือทำไร่ทำนา ฮ่าๆๆ ข้าคิดไม่ออกเลยจริงๆ นะพี่รอง"
“เ้าฟังให้ดีน้องชายของเราหาปลาเองได้ด้วยนะ โอยข้าไม่อยากจะเชื่อเลย อาอวิ้นหลังจากนี้เ้าพาเราไปที่หมู่บ้านหนิงป่อได้หรือไม่ เราอยากไปอยู่ในเรือนที่น้องชายเราเคยอาศัยอยู่ ข้าเองก็อยากจะลองทำไร่ทำนาดูสักครั้งบ้าง”
“ที่ทางในหมู่บ้านหนิงป่อ ข้ายกให้กับภรรยาคนที่สองของท่านพ่อไปหมดแล้วขอรับ แต่หากพวกท่านอยากไปจริงๆ ข้าก็พาไปได้ ข้ากับท่านน้าหลัวไม่ได้บาดหมางค้างคาใจกันอันใด แต่ข้ามาที่เมืองเจี้ยนไม่ได้เพียงมาขอพบท่านปู่ท่านย่าและพวกท่านเท่านั้น ข้ามาเข้าเรียนที่สำนักศึกษาของราชสำนักด้วย”
“หา!! เ้าเป็บัณฑิตหรือ?” สองพี่น้องอ้าปากค้าง เื่นี้เกาซ่งอวิ้นไม่ได้เอ่ยปากแนะนำตัวั้แ่ทีแรก
“ข้าผ่านการสอบหย่วนเซิง (ซิ่วไฉ) มาแล้ว เวลานี้อยู่ในฐานะหลิ่นเซิงต้องมาเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงเมืองเจี้ยนขอรับ”
“หลิ่นเซิง!!”
สองพี่น้องหันมาะโใส่หน้ากันอย่างแตกตื่น หลิ่นเซิงเชียวนะ แม้ไม่ได้เป็อั้นโสว่อันดับหนึ่งแต่ก็คือกลุ่มบัณฑิตที่มีคะแนนสูงสุดในการสอบหย่วนเซิง พี่ใหญ่เกาจางเหว่ยในอดีตยังได้ฐานะเป็เพียงฟู่เซิง (กลุ่มบัณฑิตสำรอง) หากไม่ได้น้องสาวพระสนมเกา ท่านป้าของเกาซ่งอวิ้น เวลานี้ความก้าวหน้าทางราชการขุนนางของพี่ใหญ่คงช้ากว่านี้เป็แน่
สองพี่น้องหันมามองที่ร่างของหลานชายขึ้นๆ ลงๆ อีกหลายรอบ น้องชายคนเล็กจอมเสเพลเหลวไหลให้กำเนิดบุตรชายชั้นยอดเช่นนี้มาได้อย่างไรกัน พวกเขามีอาชีพทำไร่ทำนาไม่มีกำลังทรัพย์สนับสนุนมากพอ แต่หลานชายยังเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้
“เ้าปกปิดได้แเียิ่งนัก แต่รู้ไหมว่าข้ายิ่งภูมิใจในความเป็คนสกุลเกาของพวกเรายิ่งกว่ากว่าเดิม หากเ้าบอกเราเื่ฐานะของเ้าก่อน แล้วภายหลังท่านแม่รับตัวเ้ากลับเข้าสกุล เ้าก็อาจจะคลางแคลงใจในตัวท่านแม่ว่านางคิดทำเพื่อผลประโยชน์ ข้าอยากให้เ้ารู้ว่าเรายินดีต้อนรับการกลับมาของเ้ามากเพียงใดแม้ไม่มีเื่สถานะของเ้ามาเกี่ยวข้อง”
“ท่านลุงข้าไม่ได้คิดลองใจพวกท่านแม้แต่น้อย แต่เป็เพราะท่านเอาแต่ถามเื่นั้นเื่นี้ไม่หยุดต่างหาก ข้าเลยไม่ทันได้พูดถึงจุดประสงค์ที่มาให้ชัดเจน ข้าต้องขออภัยด้วยขอรับ” ชายหนุ่มใ เขาไม่ใช่คนคิดมากซับซ้อนถึงเพียงนั้น
“เ้าไม่ต้องกังวล เ้าคือหลานชายของเรา ข้าย่อมไม่มองเ้าในทางร้ายหรอกน่า ข้าล่ะอยากให้ลุงใหญ่ของเ้ากลับมาเร็วๆ เสียจริง อยากจะเห็นหน้าเขาเมื่อได้รู้ว่าสกุลเกามีคนสืบทอดตำแหน่งขุนนางแล้ว ฮ่าๆๆ มาๆ พวกเรามาดื่มกัน”
หลังจากเกาเฟยหย่าถูกรับตัวไปเป็สนมฮ่องเต้ เกาจางเหว่ยก็มีผู้คนเกรงใจมากขึ้นและทำให้ตำแหน่งของเขาก้าวหน้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่ได้ใช้เล่ห์กลใดจากพระสนมเกามาแอบอ้างก็ตาม
ภายหลังบุตรหลานชายสกุลเการุ่นใหม่ ต่างก็ไม่ยอมเข้าร่วมการสอบเพื่อเป็ขุนนาง เพราะหนึ่งพวกเขาไม่้าเติบโตโดยอาศัยชื่อเสียงของพระสนมเกา สองเกาจางเหว่ยนายท่านใหญ่เวลานี้รั้งตำแหน่งในการจัดหาผู้มีความสามารถพิเศษเข้าราชสำนักโดยตรง หากบุตรหลานสกุลเกาเข้ารับการสอบคัดเลือกย่อมไม่พ้นคำครหา ทุกคนจึงมุ่งมั่นตั้งใจเื่การค้าขาย ขยายกิจการสกุลเกาออกไปเท่านั้น
แม้ว่าจะเสียใจแต่ทุกคนก็จำนนด้วยเหตุผลของบุตรหลาน สกุลเกาเองก็ไม่ได้เดือดร้อนเื่การเงินเพียงแค่ภายหลังจะไม่มีทายาทเป็ขุนนางสืบทอดต่อไปเท่านั้น
แต่เกาซ่งอวิ้นนั้นต่างกัน เขาผ่านการสอบมาด้วยตนเองอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้เื้ัให้คนตำหนิ เช่นนี้ก็เท่ากับว่าสกุลเกาจะยังคงเป็สกุลขุนนางได้ต่อไปตามความฝันของพี่ใหญ่เกาจางเหว่ย