
.....หลังจากได้รับตำราลึกลับจากเจ๊เ้าของโรงเตี้ยม อวี้เฟิงกับหานเหวินใช้เวลาเดินทาง 2 เดือนมาถึงแคว้นทางใต้ และอีก 1 เตือนจนในที่สุดก็มาถึงเทือกเขาที่มีสำนักอวิ๋นหลินซ่อนอยู่ด้านใน
ท้องฟ้าเริ่มปกคลุมด้วยเมฆหม่น เหมือนฟ้ารู้ว่าพวกเขากำลังจะไปที่ที่ไม่ควรไป
อวี้เฟิง: “หึ…ทางเดินขึ้นเขานี่ดีนะ ไม่มีโจร ไม่มีสัตว์ป่า…มีแต่เ้าเดินช้าเหมือนหนี้สินชาติที่แล้วตามมาทวง”
หานเหวิน: มองนิ่ง “ข้าแค่ระวัง…ไม่ใช่ทุกทางที่ดูสงบจะปลอดภัย”
พอยิ่งเข้าใกล้อวิ๋นหลิน หานเหวินยิ่งระมัดระวังมากเป็พิเศษ จริงๆแล้วในใจเขาก็มีแทรกซึมความหลังเก่าๆที่เคยใช้ชีวิตในสำนักนี้มาด้วย
อวี้เฟิง: “โอ้…พูดซะเหมือนตำราหมึกจางเลยนะท่านผู้เคร่งขรึม” หัวเราะแล้วเดินนำหน้าสองก้าว
หานเหวินถอนหายใจยาวๆแล้วเดินตามอวี้เฟิงที่เดิน(หรือะโหว่า?)นำหน้าไปก่อนแล้ว
พวกเขาผ่านหุบเขามาถึงร้านน้ำชาริมถนนดูเงียบกว่าปกติ
อวี้เฟิงลองถามคุณลุงขายน้ำชาในร้านถึงเส้นทางไปสำนักอวิ๋นหลิน
ลุงขายน้ำชา: (เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าตอบ) “ไปก็ได้…แต่ถ้าอยากกลับมา มีหัวอยู่ครบ…อย่าเอ่ยถึงดอกหงเซียงในนั้น”
อวี้เฟิง: ยิ้มกวนๆ “โอเค เข้าใจละ ห้ามพูดถึง ‘ดอกหงเซียง’ …อุ๊ย ผมพูดไปแล้ว”
ลุงขายน้ำชา: หันมามองนิ่งแบบไม่ขำ “…ข้าเตือนแล้ว”
ระหว่างนั้น อวี้เฟิงเริ่มสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งแอบมองอยู่ห่างๆ เงาในหมอกขยับไปมาราวกับลมหายใจของูเา
เขาใช้วิชาเคลื่อนที่ในพริบตา แว้บอ้อมมาโผล่มายืนอยู่ด้านหลังชายแปลกหน้า
อวี้เฟิง: “หวัดดีเพื่อน เดินตามมาั้แ่เมื่อกี้ เหนื่อยมั้ย? เอาน้ำชามั้ย?”
ชายแปลกหน้า: (สะดุ้ง) "เจี้ยง....ม....ไม่ ข...ข้าไม่เอา!”
อวี้เฟิง: “อู้ว…พูดซะเหมือนจงใจทำให้ผมอยากรู้นะเนี่ย”
(ชายคนนั้นรีบถอยหลังแล้วหายลับไปในหมอก)
หานเหวินจิบน้ำชาอย่างใจเย็น “เฟิง เ้าไม่คิดว่าปล่อยเขาไปง่ายเกินไปหน่อยหรือ?”
อวี้เฟิง: “ถ้าตามมาอีก เดี๋ยวเขาก็เจอตีนข้าเองแหละ ฮ่าๆ” ยักไหล่ยิ้มๆ
....เมื่อพวกเขาใกล้ถึงสำนักอวิ๋นหลิน หานเหวินหยุดก้าว
สายตาของหานเหวินจับจ้องไปยังเนินเขาข้างทาง ดวงตาเต็มไปด้วยความเ็ปและความระลึกถึง
หานเหวิน: “ก่อนจะเข้าไปในสำนัก…ข้าต้องไปเคารพหลุมศพศิษย์พี่ข้าก่อน”
อวี้เฟิงเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปาก
อวี้เฟิง: “โอ้…จะไปทักทายพี่ชายผีสักหน่อยเหรอ ข้าควรเอาขนมเคลือบน้ำตาลไปฝากเขาด้วยไหม?”
หานเหวินเม้มปากแน่น ก่อนจะพยักหน้า (หานเหวินมันคงชินกับความกวนไม่รู้จักกาละเทศะของอวี้เฟิงแล้ว)
ทั้งคู่จึงอ้อมไปตามทางเล็กหลังเขา เส้นทางคดเคี้ยว ล้อมรอบด้วยต้นไม้เหี่ยวแห้งและหญ้ารก
ลมพัดพาเศษใบไม้กรอบไหว เสียงกรอบแกรบใต้เท้าเป็จังหวะชวนเศร้าสร้างความอึดอัด
เมื่อมาถึงเนินที่หลุมศพตั้งอยู่ หานเหวินหยุดชะงัก
สายตาของหานเหวินส่องไปยังดินรอบหลุมที่ยังคงความเรียบร้อยและเงียบสงัด
เครื่องบูชาเก่าผุกร่อน แต่หานเหวินรู้สึกถึงความอบอุ่นจากความทรงจำของผู้ที่เคยอยู่ตรงนี้
หานเหวิน: “ศิษย์พี่…ข้ากลับมาแล้ว"
น้ำตาของหานเหวินแทบไหลลงแก้ม แต่หานเหวินก็รวบรวมใจยืนตรง ก้ามศรีษะเคารพหลุมศพ
ความรู้สึกเศร้าและคิดถึงอบอวลราวกับหมอกหนา
หานเหวินได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดัง ท่ามกลางความเงียบสงัดและลมเย็น
อวี้เฟิงยืนอยู่ข้างๆ ทำท่าทางเงียบเคารพ แต่ไม่ลืมแทรกมุกกวนเบาๆ
อวี้เฟิง: “เฮ้…ถ้าพี่เจี้ยงหยวนถามว่าข้าเป็ใคร…ข้าจะตอบว่าข้าคือ ‘เจี้ยงหยวนที่สอง’ ก็ได้ใช่ไหม?”
หานเหวิน: (ถอนหายใจทั้งเศร้าและอึดอัด)
หานเหวินค่อยๆ วางมือบนหลุมศพ ความเศร้าเต็มเปี่ยม
ทุกความทรงจำของศิษย์พี่เจี้ยงหยวน ทั้งคำสอน น้ำเสียง และใบหน้าที่แววตาอบอุ่น ถูกปลุกขึ้นมาชัดเจน
ความรู้สึกขาดความมั่นคง แต่ก็เต็มไปด้วยความเคารพและความผูกพันที่ไม่อาจลืม
หานเหวิน: (กระซิบ) “ศิษย์พี่…ข้าจะไม่ลืมท่าน ข้ากลับมาทำทุกอย่างให้มันเสร็จ แม้ทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยหมอกและความมืด”
อวี้เฟิงยิ้มบาง แต่อยู่ในสายตาแฝงความระมัดระวัง
ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เงียบสงัดราวกับเวลาและโลกหยุดหมุน
ก่อนจะหันกลับสู่เส้นทางไปยังสำนักอวิ๋นหลิน หมอกและเงาของูเายังคงปกคลุมราวกับ้าซ่อนความลึกลับเอาไว้
....ในที่สุด หมอกบางลง เผยให้เห็นโครงสร้างสิ่งสูงใหญ่ นั่นคือประตูสำนักอวิ๋นหลิน
ภาพตรงหน้าทำให้ทั้งคู่หยุดชะงัก
ประตูไม้ผุกร่อนและเอียงเล็กน้อย
เหนือประตู ป้ายไม้สลักคำว่า “อวิ๋นหลิน” ซีดจางและแตกพรุน
แทบต้องเพ่งถึงจะอ่านออก
อวี้เฟิง: ยืนเท้าสะเอวมอง “นี่เรามาถูกที่แน่นะ? หรือมาสำนักล้างตะเกียง”
หานเหวิน: “ที่นี่แหละคืออวิ๋นหลิน…แต่ข้าว่ามันไม่ใช่แบบที่ข้าเคยเห็นในอดีต”
อวี้เฟิง: “หวังว่าอย่างน้อยจะมีใครโผล่มารับแขก แต่ดูสิ ไม่มีแม้แต่กลิ่นยาสมุนไพร…แปลกชะมัด”
หมอกหนายังคงไหลผ่านช่องไม้แตกของประตู คล้ายกำลังซ่อนบางสิ่งอยู่ด้านใน
ลมเย็นพัดผ่าน ส่งเสียงเสียดสีกับไม้ประตูดัง ครืด…
ความเงียบทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น พร้อมกับความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักนี้
ทั้งคู่ยืนมองประตูและป้ายสำนักอยู่ครู่หนึ่ง
อวี้เฟิงยังคงยิ้มกวน แต่ในสายตาแฝงความระมัดระวัง
หานเหวินก้มลงมองพื้นเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของอวี้เฟิง แต่ไม่อาจปกปิดความกังวล
อวี้เฟิง: “เอาล่ะ…ถ้าจะเข้าไปข้างใน ก็เหมือนกำลังเปิดกล่องปริศนา…ใครจะรู้ว่าจะเจอดอกหงเซียงหรือซากของอดีต”
หานเหวิน: “ข้าไม่มีทางเลือกอื่น…ต้องเข้าไปเพื่อตามหาทางแก้พิษ”
หมอกหนาและเงียบสงัดปกคลุมทุกอย่างราวกับเวลาและโลกหยุดชั่วขณะ
ทั้งคู่ยืนอยู่หน้า ประตูอวิ๋นหลิน เพียงสองคน พร้อมความลึกลับที่รออยู่ข้างใน....