จวนเจ้ากรมคลัง
“ถูกจับได้ว่าวางยามีโทษหนักถึงตาย” ลมหายใจคนเป็นบิดาหอบหนักขึ้นลงๆนางกำนัลโง่เง่าของบุตรสาวกำลังทำเรื่องให้มันยุ่งยาก ยังดีที่มันรับสารภาพโดยมิได้ซัดทอดถึงผู้ใด จากคำให้การ ‘หม่อมฉันทรงดูแลพระสนมมานานนางน่าสงสารยิ่งนักเมื่อทุกครั้งที่ฝ่าบาททรงมาหาที่ตำหนักพระองค์มีเคยประทับอยู่จนถึงรุ่งเช้าเลยสักครั้งเพคะ หม่อมฉันจึงวางยาปลุกกำหนัดเพื่อให้พระองค์ทรงประทับค้างคืนและทรงมีทายาทในเร็ววัน หม่อมฉันหวังดีเพคะ’ คำแก้ต่างด้อยปัญญาแต่สามารถทำให้พระสนมรอดพ้นจากโทษตายได้ก็นับว่าดียิ่งแล้ว
หัวหน้าพรรคจิ้งจอกแดงฟังคำบอกเล่าของเจ้ากรมคลังที่ตอนนี้กำลังรอเวลาเข้าวังไปลอบสังหารพระสนมอีกสองคนในวังหลวงเพื่อให้เหลือบุตรสาวของเจ้ากรมคลังเพียงคนเดียว
“ควรมอบเบี้ยให้แก่ครอบครัวนางด้วยค่าเสียสละอันใหญ่หลวงนี้”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น” เจ้ากรมคลังตอบ
“ตามที่เจ้าว่าจ้าง เจ้าจะให้ลงมือในอีกสิบราตรีข้างหน้ามิเปลี่ยนแปลง?”
“คงเป็นเช่นนั้น”
“หึ..เข้าวังหลวงมิใช่เรื่องง่ายหากเจ้าให้บุตรสาวเจ้าที่เป็นสนมสร้างสถานการณ์ภายในให้พวกข้าก่อนย่อมดีกว่า”
“_” เป็นจริงอย่างที่หัวหน้าโจรผู้นี้ว่า “สถานการณ์ใด”
“ไฟไหม้”
“_” ใบหน้าเจ้ากรมคลังเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
๑-------------------๑
สองวันต่อมา
เจ้าเฟิ่งเซียนยังคงรักษาอาการแพ้เกสรอย่างต่อเนื่องแม้บางส่วนจะยุบลงแต่ก็ยังมีเป็นตุ่มประปรายซึ่งนางหาได้สนใจเท่าข่าวคราวของพี่ชายฝาแฝดร่วมกับรัชทายาท ที่ยามนี้หายตัวไปแล้วมากกว่าห้าวันนับตั้งแต่วันที่นางไปตามหากุหลาบพันปี
“คุณหนูเจ้าคะ” หว่าหวาเดินเข้ามาในห้อง “มีข่าวจากสององค์ชายเพคะ ยามนี้ลูกเสือขาวคงจะพยายามเดินทางกลับไปหาแม่ของตนที่เขตชายแดนห่างจากที่นี่หลายพันลี้ กลุ่มองครักษ์ของเรากำลังระดมพลออกตามหา ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาในเร็ววัน” หว่าหวาลอบถอนใจ เหตุใดการนำส่งของขวัญในวันพระราชสมภพเช่นนี้ถึงได้มีแต่อุปสรรคก็ไม่รู้ได้
“เป็นธรรมดาที่เด็กต้องการแม่ ยามนี้ข้าอยู่ว่างๆออกไปช่วยพวกเขาตามหาดีหรือไม่”
“อย่าเลยเจ้าค่ะ คุณหนูยังมิหายดีบ่าวว่านอนรออยู่ที่นี่อาจจะดียิ่งกว่า”
“แต่เวลาเหลืออีกเดือนกว่าๆแล้วนะพี่หว่าหวา เตรียมชุดเถิดข้าจะออกไปตามเสือขาวร่วมกับพี่ใหญ่” ลุกขึ้นยืนมองไปฝั่งตรงข้ามที่มีเพียงห้องว่างเปล่า
“มิได้นะเจ้าคะถ้าหากเวลาล่วงเลยไปถึงยามนั้นผู้ใดก็อยู่แก้หน้าให้เรามิได้คุณหนูเป็นองค์หญิงจะต้องอยู่ร่วมงานนะเจ้าคะ”
“ถึงข้าจะอยู่ข้าก็เข้าเฝ้าฮ่องเต้แคว้นเพ่ยมิได้อยู่ดีเพราะข้าในยามนี้อัปลักษณ์ พี่ไปบอกให้ซิงอีอยู่เฝ้าที่นี่แทนข้านางรอคุณชายหานอยู่ทุกวันนางจะไม่ไปที่ใดหรอก” เจ้าเฟิ่งเซียนกล่าวคำออกมาอย่างไม่ใส่ใจและเดินหายไปหลังฉากเพื่อเตรียมตัว “ถ้าหาเจอก็ดี ถ้าไม่เจอก็ยังมีดอกไม้ทำพิษนั่น พี่ไปเถอะ” เอ่ยไล่อีกครั้ง
“เจ้าค่ะ” ผู้รับคำสั่งถอยห่างออกไป
ห้องว่างฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่าเพ่ยหานหรงนอนฟังพวกนางพูดคุยกันด้วยใบหน้าเครียดขรึม..อันใดคือนางอัปลักษณ์แล้วจะไม่มีสิทธิ์เข้าเฝ้า ถ้านางเป็นองค์หญิงจะมีผู้ใดกล้ามาห้ามปรามได้ ความมิชอบใจในคำพูดนางเกิดขึ้นอีกแล้ว ‘มันมิใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจใช่หรือไม่’ เสียงห้องฝั่งตรงข้ามเงียบลงเมื่อมิมีผู้ใดอยู่ในนั้น
“ตามนางทุกฝีก้าว”
“พะยะค่ะ” ต้าสึถอยหลังหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมคำถาม ‘เหตุใดฮ่องเต้ถึงมานอนฟังพวกนางคุยกันเล่า?’
๑-------------------๑
ชายป่าห่างออกไปจากเมืองหลวง เกือบสองพันลี้
เจ้าเฟิ่งเซียน หว่าหวา ลู่ชิงเทียนและองครักษ์อีกสิบนายตามแกะรอยลูกเสือขาวตรงที่แรกที่เสือตัวนั้นหลุดรอดออกไป รอยเท้าจางหายไปมากแต่ยังคงมองเห็นได้เรือนราง สิ่งแรกที่สมองครุ่นคิดคือเสือน้อยที่เคยถูกเลี้ยงถูกป้อนอาหารมาโดยตลอดจะหากินด้วยตัวของมันเองได้อย่างไร ที่แรกที่นางคิดถึงก็คือ
“ทางขวามีแม่น้ำไหลผ่านอยู่ไม่ไกล ‘เพราะนางไปชำระกายที่นั่นยามถูกพิษ’ ข้าไม่รู้ว่าพี่หยางหลงกับพี่อี้หลิงไปทางนั้นแล้วหรือไม่แต่อย่างไรเราก็ควรไปดูกันก่อน ข้าคิดว่าเสือน้อยเมื่อไม่มีอาหารมันจะต้องหาน้ำดื่มเป็นแน่หรือพี่ว่าอย่างไร” หันไปหาศิษย์พี่ร่วมสำนัก
“_” ลู่ชิงเทียนในตำแหน่งองครักษ์มองนางที่มีใบหน้าเป็นตุ่มแล้วก็สงสาร ใบหน้างดงามที่ตัวเขาชอบมันหนักหนา
“พี่ชิงเทียน”
“หืม” ออกจากภวังค์ “ถึงเจ้าจะอัปลักษณ์ข้าก็ยังคงรักชอบเจ้ามิเปลี่ยนแปลงเจ้าอย่าได้กังวล”
เจ้าเฟิ่งเซียนถอนหายใจยาว “พี่จะบ้าไปแล้วรึ ยามนี้ข้ามาตามหาเสือขาวมิใช่มารอฟังคำรักของพี่!!” หันหน้าหนี “ถึงข้าจะอัปลักษณ์ข้าก็ยังยืนยันให้พี่ตัดใจไปเสีย..หากมิใช่ฮ่องเต้ก็มิต้องมากล่าวคำนี้กับข้าหรอก พี่เลิกหลงผิดได้แล้วเพราะข้ามองพี่เป็นเพียงพี่ชาย” กระโดดหายไปตามเส้นทางน้ำไหลผ่านพร้อมกับองครักษ์ที่เหลือ ทิ้งลู่ชิงเทียนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างไม่เข้าใจตนเอง
ต้าสึมองเหตุการณ์นั้นอยู่บนกิ่งไม้ร่วมกับสหายเก่าซงหว่านที่ยามนี้เป็นองครักษ์เงาแคว้นเจ้า พร้อมกับถามขึ้นเมื่อลู่ชิงเทียนพริ้วกายหายไป “องครักษ์ลู่รักชอบองค์หญิงรึ”
“เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว พวกเขาคือศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันเจ้านั่นจึงกล้าเอ่ยคำรักกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ได้”
“นางเป็นองค์หญิงก็ต้องคู่ควรกับผู้สูงศักดิ์ดังเช่นนางว่า” ต้าสึนึกถึงคำที่นางลั่นวาจาว่าหากมิใช่ฮ่องเต้ก็มิต้องมาพูดคุยกับนาง ในห้วงความคิดนึกถึง ‘ฮ่องเต้เพ่ยหานหรง’ ที่ติดตามเรื่องของนางไม่หยุด
“หาใช่เช่นนั้น ข้าติดตามนางมานาน นางมิเคยดูถูกผู้ใดว่าต่ำศักดิ์หรือสูงศักดิ์เพียงแค่ถ้านางมิคิดเกินเลย นางก็จะไม่คิด อย่าพูดเรื่องเดิมซ้ำๆเพราะนางไม่ชอบ” มองสหาย “ที่นางกล่าวรุนแรงเช่นนั้นคงเป็นเพราะนางอยากให้ลู่ชิงเทียนตัดใจ”
“ดูท่านางจะเป็นคนกล้า”
“เป็นเช่นนั้น นางไม่เคยกลัวสิ่งใดเลย..ขนาดนางหน้าตาบวมปูดเพราะถูกพิษกุหลาบนางก็ยังไม่สนใจแต่ยังคงเฝ้าตามหากุหลาบซึ่งเป็นหน้าที่ของนางเพียงเท่านั้นและนางก็ทำมันได้ดี”
“เช่นนั้นใบหน้านางก่อนถูกพิษเล่า?”
ซงหว่านสหายเก่าของต้าสึหันมาตอบด้วยสีหน้าจริงจังมิมีวี่แววโกหก “หากเจ้ามีโอกาสได้เห็น ข้าเชื่อว่าเจ้าแทบจะหยุดหายใจไปเลยทีเดียว สำหรับนางคำว่าล่มเมืองยังจะดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”
“_” ต้าสึนิ่งไป ‘สตรีที่มิสนใจสิ่งใดนอกจากหน้าที่ กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว..งดงามรึ?’
“หากเจ้าติดตามนางเหมือนกับข้าเจ้าจะรู้ว่านางมิเคยคิดว่าตนเองเป็นสตรีด้วยซ้ำ” ตบบ่าคนนิ่งงัน ปุปุ “ข้าไปล่ะไว้พบกัน”
ต้าสึมองสหายพริ้วกายลับใบด้วยใจที่เต้นแรง…หรือจะเป็นนางแต่ยามนี้นางกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์ไปเสียแล้ว ‘แต่ในอดีตเคยงาม’ ต้าสึค่อนข้างมั่นใจแล้วว่านางน่าจะเป็นสตรีที่พวกเขาตามหา สตรีที่มีดวงชะตาเหมือนบุรุษ..เป็นสตรีที่มิเหมือนสตรี..เอ๊ะ ‘นางมีฝาแฝดเป็นบุรุษ’ ใช่แน่ๆนางเกิดมาพร้อมกับพี่ชายฝาแฝดดวงชะตาของบุรุษ องครักษ์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้แคว้นเพ่ยทะยานกายติดตามเฝ้ามองสตรีหน้าปุ่มตามคำสั่งของนายเหนือหัวที่ยามนี้กำลังวางแผนจัดการท่านพ่อตาของตนเอง 'ฉีลู่จื่อ’ ทำให้ทรงออกมาติดตามสตรีหน้าปุ่มมิได้ ตัวต้าสึเองเป็นเพียงองครักษ์มิมีสิทธิ์ถามสิ่งใดให้มากความ ทั้งๆที่สองสามวันมานี้นับจากที่พระองค์ทะเลาะกับนางจากคำบอกเล่าของขันทีชราทำให้ผู้ติดตามเช่นเขาแปลกใจยิ่งนักยังมิรวมวันนี้ที่พระองค์มานอนฟังสตรีพูดคุยกันในโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามนั้นอีกเล่า ‘พระองค์กระทำในสิ่งที่มิเคยกระทำมาก่อน’ อีกทั้งในสายพระเนตรยังมิสนใจสตรีหน้าตาน่ารักเช่นบุตรสาวของท่านแม่ทัพแม้เพียงนิด