พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่100 เตรียมชำระ

    บทที่ 100 เตรียมชำระ

     

    ในด่านอัสนีชำระกาย ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ บนเกาะลอยฟ้าเกาะหนึ่งท่ามกลางหมู่เกาะลอยฟ้านับร้อย

     



    คลื่นพลังปราณและพลังธาตุต่างๆ ในที่แห่งนี้ ต่างถูกดึงดูดมายังเกาะลอยฟ้าแห่งนี้เป็นทางเดียว

     

     


    บนเกาะลอยฟ้านี้นั้น ปรากฏร่างของหลินตง กำลังนั่งหลับตาโคจรพลังปราณอย่างสงบ ด้านหลังของชายหนุ่มนั้น ปรากฏรัศมีสีหยินหยาง หมุนวนอย่างแช่มช้า แต่กลับปลดปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างท่วมท้น

     

     


    ในตอนนี้เอง รัศมีสีหยินหยางด้านหลังของชายหนุ่มได้ค่อยๆ จางหายไป พร้อมๆ กับที่ดวงตาของชายหนุ่มได้เปิดขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อสังเกตดูตอนนี้นั้นในดวงตาของชายหนุ่มเองได้มีรัศมีหยินหยางหมุนวนอยู่ ก่อนที่จะจางหายไปในลมหายใจต่อมา

     

     



    “ในที่สุดเจ้าก็ลืมตาได้เสียที แค่ฟื้นฟูพลังปราณแค่นี้เจ้ากับใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม”

     

     

    “นี่เจ้าเป็นทายาทตระกูลหลินจริงๆ งั้นรึ เหตุใดถึงได้ไร้พรสวรรค์เช่นนี้”

     

     



    ทันทีที่ชายหนุ่มลืมตา ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ทำอันใดถ้อยคำที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ของดำน้อยก็ได้แล่นมากระทบโสตประสาทของชายหนุ่มในทันที

     

     

    “นี่ดำน้อย เหตุใดต้องกวนข้าตั้งแต่เริ่มเลยล่ะ เจ้าว่างงั้นรึ”

     

     


    ชายหนุ่มอดที่จะเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจเสียไม่ได้

     

     

    “เหอะ ข้าไม่ได้กวนเจ้าเสียหน่อย ถึงข้าจะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับตระกูลของเจ้า แต่ข้าก็เคยเห็นคนของตระกูลเจ้าแสดงฝีมืออยู่หลายครั้ง แม้บางคนจะมีอายุไม่มากก็ถือครองพลังที่มากล้น”

     

     


    “ถ้าเอาเจ้าไปเทียบเจ้าคงเป็นได้แค่ศิษย์แกนหลักปลายแถวเท่านั้น ทั้งๆ ที่เจ้าเป็นสายเลือดตรงจากผู้นำตระกูลแท้ๆ”

     

     


    “แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ใครใช้ให้เจ้าเกิดมาในช่วงตกต่ำของตระกูลกันล่ะ”

     

     


    ดำน้อยเอ่ยออกมายาวเหยียด ชายหนุ่มที่ได้ฟังสิ่งที่ดำน้อยพูดนั้นก็ไม่สามารถเถียงอะไรได้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้ยินคำพูดเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ก็มีคนเคยพูดกับเขาเช่นนี้มาแล้ว

     

     



    ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง แต่ในเวลาต่อมาดวงตาของชายหนุ่มก็เกิดประกายแรงกล้าบางอย่าง

     

     


    “เจ้านี่รู้เรื่องของข้าเยอะจริงๆนะ ว่าแต่เจ้าเถอะดำน้อยในเมื่อเจ้าจะต้องอยู่กับข้าไปอีกพักใหญ่ๆ เจ้าไม่คิดจะเล่าเรื่องของเจ้าบ้างรึ”

     

     


    เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ย ดำน้อยก็หยุดนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

     

     


    “ตอนนี้ยังก่อน เมื่อใดที่เจ้าทำให้ข้าไว้ใจได้ข้าจะบอกเจ้าเอง”

     

     


    “ไม่เอาน่าดำน้อย อย่างน้อยก็ช่วยบอกชื่อของเจ้าให้ข้ารู้ได้หรือไม่ เจ้าเองก็ไม่ชอบให้ข้าเรียกว่าดำน้อยไม่ใช่รึ”

     

     


    สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ผ่านไปสักพักเสียงของดำน้อยก็ดังขึ้น

     

     


    “ข้าไร้แซ่ นามอิ้งเยว่”

     

     


    “อิ้งเยว่สินะเป็นชื่อที่ดีนี่ เหตุใดในตอนแรกถึงไม่ยอมบอกข้ากันล่ะ”

     

     


    “มันเรื่องของข้าและที่ข้าบอกเจ้าไม่ใช่เพราะข้าอยากให้เจ้าชมชื่อของข้าหรอกนะ ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเรียกข้าว่าดำน้อยเท่านั้นเอง”

     

     


    สิ้นเสียงของนาง มุมปากของชายหนุ่มก็ยกขึ้นเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่สามารถรอดพ้นการมองเห็นของดำน้อยไปได้

     

     


    “เจ้ายิ้มอะไรของเจ้า”

     



    ก่อนที่ทั้งสองจะได้ทะเลาะกันต่อ จู่ๆ ร่างสามร่างก็ได้ปรากฏขึ้นไม่ห่างจากทั้งสองมากนัก

     

     


    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะหายดีแล้วนะเจ้าหนู”

     

     

    ผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองไปยังชายหนุ่ม

     

     


    “ข้าฟื้นฟูพลังปราณและร่างกายสมบูรณ์แล้วขอรับผู้อาวุโส ข้าพร้อมจะขัดเกลากายหยาบจากด่านอัสนีชำระกายแล้วขอรับ ว่าแต่สหายของข้าทั้งสองนั่นเป็นเช่นไรแล้วรึผู้อาวุโส”

     



    เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ย ชายชราจิตวิญญาณอาวุธจึงเอ่ยตอบ

     

     


    “สหายของเจ้าสบายดี หลังจากที่ประลองกันมาหนึ่งวันล่ะนะ พวกข้าได้ถามสิ่งที่อยากรู้ไปแล้วหากเจ้าออกจากมุกฟ้านิรันดร์ไป ข้าว่าเจ้าควรหาเวลากลับไปที่ดินแดนนั้นของเจ้าดีกว่านะแล้วเจ้าอาจจะพบวาสนาบางอย่างก็ได้ ส่วนพวกข้าหลังจากที่มุกฟ้านิรันดร์ปิดลงก็ยังคงต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักพัก จนกว่าจะถึงเวลาเมื่อพวกข้าออกไปได้ข้าก็จะไปที่ดินแดนแห่งนั้นเช่นกัน”

     

     


    เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายชราจิตวิญญาณอาวุธเอ่ย ชายหนุ่มก็ได้แต่มีข้อสงสัยผุดขึ้นมาหลายข้อ แต่ดูจากที่ผ่านมาถึงเขาจะถามต่อไปก็คงไร้คำตอบ

     

     


    สิ้นสุดความคิดของชายหนุ่ม ก็เป็นเวลาเดียวกันที่มีอะไรบางอย่างกำลังพุ่งมาทางตน เมื่อสิ่งนั้นใกล้มาถึงตัว ชายหนุ่มใช้มือรับไว้อย่างแม่นยำพร้อมกับมองดูสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือ

     

     


    สิ่งนั้นคือเม็ดโอสถสีเขียวมรกต ที่กำลังปล่อยกลิ่นอายแห่งชีวิตออกมาอย่างต่อเนื่อง

     

     

    “รีบกินมันซะเจ้าหนูก่อนที่พลังแห่งชีวิตในโอสถจะสูญเปล่า นี่คือโอสถระดับสวรรค์ของสำนักวิถีสวรรค์ที่เหลือเพียงไม่กี่เม็ด”

     

     


    “โดยปกติแล้วการจะขัดเกลาในด่านอัสนีชำระกายของข้านั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้โอสถนี้แต่อย่างใด นอกเหนือจากคนที่สามารถชนะสนามประลองสามลำดับแรกได้เท่านั้น เพราะคนเหล่านั้นจะได้ขัดเกลาจากอัสนีที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ นั่นก็ทำให้อันตรายรวมถึงความทรมานที่จะได้รับก็มากตามไปด้วย”

     

     


    “และเจ้าผู้ที่ชนะมาได้ทุกสนามประลองย่อมต้องเผชิญหน้ากับการขัดเกลาที่แสนทรหดที่สุดอย่างแน่นอน เตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ ส่วนโอสถนั่นจะทำให้เจ้ามีชีวิตรอดมาได้แม้กายจะเกือบสลายก็ตาม”

     

     

    ผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม

     

     


    ชายหนุ่มที่ได้รับฟังเช่นนั้น แม้จะไม่รู้ถึงความทรมานที่จะเจอแต่จากด่านขัดเกลาที่ผ่านๆ มา ชายหนุ่มก็พอจะเดาได้ว่าการขัดเกลากายหยาบด่านสุดท้ายนี้จะต้องยากเย็นกว่าด่านอื่นๆ อย่างเทียบไม่ติดเป็นแน่

     

     


    ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ พร้อมกับจ้องไปยังโอสถในมือตน

     

     


    “นี่คือโอสถระดับสวรรค์สินะ นี่ข้ากำลังจะกินโอสถที่มีระดับเดียวกับอาวุธประจำสำนักบางสำนักเลยรึนี่”

     

     


    ระดับอาวุธลมปราณ ระดับโอสถ ระดับวิชามรรค ใช้การเรียงระดับแบบเดียวกัน

    1.ระดับเหลือง

    2.ระดับดำ

    3.ระดับเงิน

    4.ระดับทอง

    5.ระดับม่วง

    6.ระดับปฐพี

    7.ระดับสวรรค์

    8.ระดับเซียน

    9.ระดับศักดิ์สิทธิ์

     


    หลังจากพึมพำกับตัวเองชายหนุ่มก็โยนโอสถเข้าปากในทันที พร้อมกับค่อยๆ โคจรลมปราณในร่างกายเพื่อดูดซับโอสถ

     

     


    ทันใดนั้นพลังแห่งชีวิตอันหนาแน่นได้ทะลักไปทั่วร่างกายของชายหนุ่มอย่างไม่อาจควบคุม

     

     


    “แม่หนูเจ้าออกมาซะ ข้าจะให้เจ้าหนูนั่นขัดเกลาบนเกาะนี้”

     

     


    ผู้อาวุโสอัสนีม่วงเอ่ยไปยังอิ้งเยว่ ก่อนที่ในเวลาต่อมาผู้อาวุโสอัสนีม่วงจะลอยขึ้นไปอยู่เหนือเกาะลอยฟ้าที่ชายหนุ่มยืนอยู่

     

     


    ทางด้านอิ้งเยว่ เมื่อได้ยินและเห็นการกระทำของผู้อาวุโสอัสนีม่วง นางก็รีบออกไปโดยไม่ลังเล เพราะนางนั้นรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

     

     

    “ขอให้เจ้าโชคดีนะหลินตง”

     



    เอ่ยจบนางก็รีบออกไปไกลจากเกาะลอยฟ้าแห่งนี้ในทันที

     

     


    “พวกเราเองก็ไปหาที่นั่งชมกันดีกว่า ข้าไม่อยากลอยค้างอยู่แบบนี้ไปตลอดหรอกนะ”

     

     


    ชายชราจิตวิญญาณอาวุธเอ่ยกับผู้อาวุโสหยินหยาง ก่อนที่ทั้งสองจะพากันห่างออกไป

     

     


    ในตอนนี้เอง ผู้อาวุโสอัสนีม่วงได้เอ่ยกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงจริงจัง

     

     


    “เจ้าหนูตระกูลหลิน เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีเจ้าจะต้องขัดเกลากายหยาบของเจ้าด้วยสายฟ้าของข้าเป็นเวลาเจ็ดวัน ร่างกายของเจ้าเมื่อทานโอสถนั้นไปแล้วย่อมจะไม่ถูกสังหารจากสายฟ้าของข้าเป็นแน่”

     

     


    “เพราะแบบนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะผ่านการขัดเกลานี้ คือจิตใจของเจ้า”

     

     


    “เจ้าจงเตรียมใจให้ดี”

     

     


    “ขอรับผู้อาวุโส”

     

     


    “แต่เหตุใดข้ารู้สึกเหมือนไม่ค่อยดีเช่นนี้นะ เหมือนกับสัญชาตญาณของข้ากำลังร้องบอกว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะเผชิญมันอันตรายยิ่ง”

     

     

     

    ประโยคหลังนั้นชายหนุ่มคิดอยู่ภายในใจ และก่อนที่ชายหนุ่มจะได้คิดอันใดอีก จุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเงาขนาดใหญ่อย่างฉับพลัน

     



    จากผู้เขียน:ในที่สุดเราก็เดินทางมาจนถึงตอนที่หนึ่งร้อยแล้วนะครับ ผมขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามและสนับสนุนตลอดมา บางครั้งผมติดงานหลักอาจจะเว้นช่วงนานไปบ้างผมต้องขออภัยในเรื่องนี้ด้วยนะครับ ฝากติดตามนิยายของผมต่อไปด้วยนะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ

     



    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio

     

     

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน