บทที่50. ต้องเลือก
วันต่อมาเช้ายามเฉิน (07.00 – 08.59 น.)ร่างสูงโปร่งเดินออกมาจากบ้านแต่ไม่ได้มุ่งไปที่บ้านใหญ่ที่ท่านผู้เฒ่าไป๋อยู่ในทันทีแต่แวะบ้านข้างๆ ของเจ้าลูกแมวน้อยก่อน
“ท่านอาอวิ๋นฟง”เป็นไป๋ซ่างหลงที่กำลังยกตะกร้าเปล่าเพื่อไปเก็บผักเอ่ยทักขึ้นเวลาที่ผ่านมาทำให้ลดความกลัวเกรงต่อคนตรงหน้าไปได้มากเลยทีเดียวแต่ก็ยังเกร็งๆอยู่บ้าง
“ซ่างหลงท่านพ่อของเจ้าเล่า”เสียงที่เอ่ยถามแม้ไม่ได้เย็นชาแต่ก็นิ่งเสียจนไม่อาจรู้ได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์ใด
“ท่านพ่ออยู่หลังบ้านขอรับเตรียมจะไปเก็บผักกันอยู่เดี๋ยวข้าจะไปตามให้นะขอรับ” บอกเสร็จก็รับวิ่งจรู๊ดหายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานไป๋ซ่างจวินที่เนื้อตัวเลอะดินมานิดหน่อยก็เดินออกมาที่หน้าบ้านขายาวๆ รีบเดินเร็วๆ เพราะไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายรอนานได้ถึงอย่างไรหยางไท่อวิ๋นฟงก็มีศักดิ์และฐานะสูงส่งกว่าเขาหลายเท่านักแม้ว่าตัวเขาจะถูกว่างเป็นว่าที่พ่อตาของอีกฝ่ายก็ตาม
“คุณชายหยางไท่มาหาจิ่งจิวหรือขอรับ”เมื่อมาถึงก็เอ่ยถามทันทีเพราะปกติคนตรงหน้ามักจะมาหาบุตรสาวอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว
“ข้ามาหาท่าน ไปพบท่านผู้เฒ่าไป๋ก่อนเถิดตามพี่ชายของท่านทุกคนมาด้วย”
“ได้ขอรับ” แม้จะแปลกใจแต่ก็ยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอกเพราะเห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูจริงจังกว่าปกติและไม่ได้มีบรรยากาศผ่อนคลายหรือสบายๆเช่นเดิม ก็รู้ได้ว่ามีเรื่องบางอย่างเป็นแน่จึงเร่งเดินออกไปตามพี่ชายอีกสองคนเพื่อไปรวมกันที่บ้านพี่ชายคนโตทันที
ภายในห้องโถงรับแขกของบ้านใหญ่ บุรุษตระกูลไป๋นั่งรวมกันอยู่ห้าคนมีหยางไท่อวิ๋นฟงนั่งอยู่ด้วย ส่วนด้านหลังก็มีอิงเฉิงและพ่อบ้านหวังฉีที่ยืนอยู่เพื่อคอยดูแลเจ้านายของตนเองรวมถึงเหล่าบรรดาหมาป่าตัวน้อยทั้งหลายที่เป็นสัตว์อสูรทั้งสี่ตัวก็นั่งเรียงกันอยู่ด้านหลังเจ้านายของตนเองไม่ได้ห่าง
“ที่มาหาพวกท่านแต่เช้าเช่นนี้เพราะมีเรื่องที่พวกท่านต้องฟังและตัดสินใจกันเอง”เสียงทุ้มติดเย็นชาเป็นเอกลักษณ์เอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมรับฟังแล้ว
“เรื่องใดหรือคุณชายหยางไท่ ท่านพูดมาได้เลยขอรับ”ท่านผู้เฒ่าไป๋เองก็เตรียมพร้อมรับฟังแล้วเช่นกัน
“เมื่อคืนคนของข้ารายงานว่ามีคนจากเมืองหลวงกลุ่มหนึ่งต้องการทราบที่มาและสนใจเรื่องผักผลไม้ปราณของพวกท่านและกำลังมุ่งหน้ามาสืบเรื่องนี้ที่นี่”
“คนจากเมืองหลวง”ไป๋ซ่างเหวินทวนคำออกมาพร้อมขมวดคิดอย่างแปลกใจ
“เรื่องนี้มีอันใดมากกว่านี้ใช่หรือไม่ขอรับคุณชายหยางไท่”เป็นไป๋ซ่างอี้ที่เอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่ได้ฟังแล้วเพราะหากเป็นเพียงการสืบข่าวเพราะอยากรู้เรื่องผักปราณเฉยๆบุรุษตรงหน้าคงไม่ถึงกับต้องมาพูดคุยเรื่องนี้กับพวกเขาเช่นนี้
“เป็นเช่นนั้นคนที่มาเป็นคนของเสนาบดีไช่และคนของปิงหยวน”
ชื่อที่ออกมาจากปากของหยางไท่อวิ๋นฟงทำให้ท่านผู้เฒ่าไป๋นิ่งงันไปเลยในทันที
“เสนาบดีไช่...ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงอยู่บ้างเขาหาใช่ขุนนางที่ดีนักส่วนปรมาจารย์ปิงหยวนข้าจำได้ว่าเป็นสหายของท่านพ่อที่อยู่สำนักผู้ฝึกปราณแห่งเมืองหลวงใช่หรือไม่ขอรับ”ไป๋ซ่างหมิงเอ่ยทวนความทรงจำออกมา
“คนที่คิดว่าเป็นสหายอาจไม่ใช่อย่างที่คิด” หยางไท่อวิ๋นฟงเอ่ยเสียงนิ่งๆออกมาพร้อมยกชาขึ้นจิบช้าๆโดยไม่ได้มองหน้าใครทั้งนั้น
“ความจริงแล้วเรื่องนี่เฮ้ออ..ข้าเองก็พอจะเดาได้อยู่บ้างแล้วเช่นกัน”เสียงถอนหายใจก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุดของท่านผู้เฒ่าไป๋เรียกสายตาและความสนใจของบุตรชายทั้งสี่คนให้หันไปมองเป็นตาเดียว
“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับท่านพ่อ”ไป๋ซ่างอี้เป็นผู้ถามออกมา
“คิดว่าปิงหยวนน่าจะอยู่เบื้องหลังในการส่งคนมาสังหารเราอีกทั้งหากเขามีความสัมพันธ์อันดีกับเสนาบดีไช่แล้วละก็ อาจวางแผนร่วมกันโดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกันอยู่ก็เป็นได้ เพราะก่อนจะเกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลของเราสำนักผู้ฝึกปราณกำลังจะคัดเลือกหนึ่งในปรมาจารย์ขึ้นเป็นผู้นำสำนักคนใหม่ปิงหยวนจึงกำจัดคนที่คิดว่าเป็นคู่แข่ง”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยบอกบุตรชายทั้งสี่คนไปตามที่ใจคิด
“เรื่องนี่หากเป็นเช่นนั้นจริงนับว่าพวกมันกระทำการอุกอาจมากเลยทีเดียว” ไป๋ซ่างจวินเอ่ยพร้อมมองหน้าหยางไท่อวิ๋นฟงเพื่อรอฟังอีกฝ่ายด้วยคิดว่าเขาต้องมีข้อมูลอยู่เป็นแน่
“เป็นเช่นที่ผู้เฒ่าไป๋คาดเดาไว้จริงๆหลังจากตามหาพวกท่านพบ ข้าก็ส่งคนออกไปเพื่อสืบเรื่องราวต่างๆพบว่าปิงหยวนต้องการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสำนักผู้ฝึกปราณแต่เพียงผู้เดียวจึงต้องการกำจัดผู้เฒ่าไป๋ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์และได้รับการยอมรับจากคนในสำนักมากกว่าให้พ้นทางโดยการยืมมือจากเสนาบดีไช่ที่ต้องการกำจัดตระกูลต่างๆที่มีอำนาจมากว่าตนเองอยู่แล้ว ใช้คนของเขาลงมือแลกกับผลประโยชน์ของอำนาจในเมือง
หลวง” นี่อาจนับว่าเป็นการพูดกับผู้อื่นที่ยืดยาวที่สุดเท่าที่หยางไท่อวิ๋นฟงเคยทำเลยก็ว่าได้ยกเว้นแต่การพูดคุยเล่นกับเจ้าลูกแมวน้อยที่ต่อให้เขาพูดด้วยทั้งวันก็ยังได้
“เลวสิ้นดี คนตระกูลไป๋ตั้งกี่ชีวิตต้องสูญเสียไปกัน”ไปซ่างอี้กล่าวออกมาอย่างปวดใจเมื่อนึกไปถึงหน้าลูกและภรรยาที่เขาได้สูญเสียไป
“เป็นความผิดของพ่อเอง”ท่านผู้เฒ่าไป๋เอ่ยออกมาอย่างที่ใจคิดใบหน้ามีแต่ความหมองเศร้า
“หาใช่ความผิดของท่านพ่อขอรับ เราก็อยู่กันมาดีๆแต่เพราะคนชั่วสารเลวโลภมากอย่างพวกมันต่างหาก”ไป๋ซ่างเหวินกล่าวออกมาพร้อมกัดฟันกรอดๆดวงตาแข็งกร้าวอย่างโกรธแค้น
“แล้วทีนี้จะทำเช่นไรต่อไปกันดี”ไป๋ซ่างหมิงกล่าวออกมาเป็นเชิงถามพี่น้องทุกคน
“พวกท่านคงต้องเลือกว่าจะอยู่อย่างสงบในหุบเขาเร้นลับต่อไปไม่ออกไปให้พวกมันสืบค้นจนได้เบาะแสหรือจะเลือกออกไปเผชิญหน้าฟาดฟันกับพวกมันแทนและไม่ว่าพวกท่านตระกูลไป๋จะเลือกทางใด ข้าย่อมสนับสนุนทุกๆ ทางอยู่แล้ว”เสียงนิ่งขรึมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่หนักแน่นทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างแท้จริง
และวันนั้นตระกูลไป๋ก็ตัดสินใจไม่ไปขายของที่ตลาดกลางเมืองกันเพราะยังคิดไม่ตกจริงๆ ว่าจะเลือกชีวิตแบบไหนชีวิตที่หุบเขาเร้นลับนี้เป็นชีวิตที่พวกเขาใฝ่หา สุขสงบ สันโดษ ที่นี่น่าอยู่แม้ไม่มีอำนาจหรือเงินทองมากมายดั่งเช่นเมื่อก่อนแต่พวกเขาก็สุขใจยิ่งนักแต่ความแค้นที่มีก็ไม่อาจละเลยปล่อยวางลงได้การสูญเสียที่ได้รับมันมากเกินไปจริงๆ….
ช่วงเวลาที่พวกผู้ใหญ่กำลังเคร่งเครียดกับเรื่องนี้ขณะเดียวกันนั้นก็มีเรื่องดีๆ มาพอให้หัวใจได้ผ่อนคลายลงบ้าง เพราะไข่อีกสามใบที่รอคอยมานานเริ่มขยับแล้วนั้นเอง
เป็นไป๋ซ่างหลงที่เห็นขึ้นมาก่อนเขาพาไข่ไปไว้ในนอนด้วยดังนั้นตอนที่กำลังนั่งอ่านตำราในห้องก็เห็นว่ามันขยับไปมาดังกึกกักๆจึงร้องเสียงดังขึ้นมาด้วยความตกใจและตื่นเต้นทำให้ไป๋ซ่างหลางและจิ่วจิวน้อยได้ยินเสียงพี่ชายตนเอง จึงพากันวิ่งเข้ามาที่ห้องของพี่ชายคนโต
พอรู้ว่าไข่ของพี่ชายฝาแฝดเริ่มขยับไป๋ซ่างหลางจึงวิ่งกลับห้องนอนของตนเองโดยไวเป็นจริงดังคาดไข่ของเขาก็เริ่มขยับไปมาแล้วแถมเริ่มมีรอยร้าวแล้วด้วย
เสียงดังของเด็กๆ เรียกความสนใจจากผู้ใหญ่ในบ้านได้เป็นอย่างดีตอนนี้จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นอีกครั้งโดยมีไป๋ซ่างหลิงของบ้านสามที่ไข่ยังไม่ฟักเช่นกันก็อุ้มประคองไข่ใบน้อยขนาดเท่ากำปั้นมือผู้ใหญ่มารวมกลุ่มที่บ้านสี่ด้วย
“จะฟังแย้วใช่ยึเป่าเจ้าคะ”เสียงเล็กน่ารักเอ่ยถามออกมาเพียงเบาๆ เท่านั้น
“ต้องฟักแน่นอนจ๊ะ...ส่วนไข่ของซ่างหลิงเองก็ขยับแล้วเหมือนกันนะ”หงฟางเอ่ยตอบบุตรสาวออกมาก่อนจะหันไปมองไข่ของหลานชายที่กำลังสั่นไหวไปมาเตรียมฟักแล้วเช่นกัน
“ดีจังเยยฉิบฉี่หยักให้...หยักให้ออกมาเยอะๆ เยยเจ้าค่าฮิ ฮิ”
ยังไม่ทันขาดคำไข่ของไป๋ซ่างหลิงก็ฟังออกมาก่อนใครในทันที ขาเล็กๆถูกยื่นออกมาจากเปลือกไข่ทีเดียวสี่ขา แต่ดูแปลกๆอย่างไรชอบกลก่อนจะมีขาอีกจำนวนสี่ขาทะลุทะลวงออกมาอีก
“โฮ๊วว ขาเยอะแยะเย้ยยย” เสียงสูงๆของจิ่วจิวน้อยบ่งบอกว่าเจ้าตัวตื่นเต้นมากเพียงใดก่อนมือน้อยจะเริ่มหยิบเอาผลไม้ปราณออกมาจากถุงมิติเพาะปลูกโดยที่คราวนี่ไม่ได้มุดหน้ามุดหัวกลมๆ ลงไปในถุงอย่างที่ชอบทำเป็นประจำเพราะดวงตากลมโตยังเอาแต่จับจ้องไปที่เจ้าสัตว์อสูรหลายขาที่กำลังจะออกมาอยู่นั้นเองท่านพ่อบ้านหวังฉีเองก็รู้งานรีบเตรียมตะกร้าให้พร้อมเพื่อนำมาใส่ผักผลไม้ปราณของคุณหนูสิบสี่
ที่ต้องใช้ผักผลไม้ในถุงมิติเพาะปลูกของจิ่วจิวมาให้สัตว์อสูรที่พึ่งฟักกินก็เพราะว่ามีพลังปราณเข้มข้นกว่าที่ปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านนั้นเองสัตว์อสูรแรกเกิดจะได้มีพลังแรกเริ่มที่มากหน่อยจากนั้นก็เปลี่ยนไปให้กินผักผลไม้ปราณในสวนแทนได้
“ตัวอันใยมีขาเยอะเจ้าคะ”จิ่วจิวน้อยยกมือเกาแก้มป่องๆของตนเองแกรกๆ ชะเง้อมองอย่างน่ารักอยู่ด้านหลังไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก
“เป็นแมงมุมเหมันต์” เสียงทุ้มตอบขึ้นมาหยางไท่อวิ๋นฟงได้ยินเสียงเจ้าลูกแมวน้อยตั้งแต่ตอนที่นางร้องอย่างตื่นเต้นที่ไข่ของพี่ชายตนเองเคลื่อนไหวแล้วจึงเดินมาหานางที่บ้านสี่ของเจ้าตัวน้อยนั้นเอง
“ท่านอาฟงฟงแมงมุมเหมันต์เก่งหยือไม่เจ้าคะ”หัวกลมเอียงซ้ายเอียงขวาทำท่าครุ่นคิด เอ่ยถามอย่างรอคอยคำตอบในความรู้สึกของจิ่วจิวน้อยนั้นคิดว่าท่านอาฟงฟงเก่งมาก ถามสิ่งใดก็ตอบนางได้หมดแล้วยังมีของกินอร่อยเยอะด้วย
“เก่งสิ มันสามารถถักทอใยออกมาให้พวกเจ้านำไปทำเสื้อผ้าได้ใยของมันพิเศษมากผู้ที่สวมใส่เข้าไป ไม่ว่าอาวุธมีคมใดก็ไม่อาจฟันแทงเข้า”เสียงทุ้มที่แสนใจดีที่มีไว้สำหรับเจ้าลูกแมวน้อยเพียงคนเดียวยังคงพูดอธิบายให้นางฟัง
“ฟันไม่เข้า..หนังเหนียวเหมือนฉิบฉี่เยย ฮิ ฮิ”
“ก็คล้ายๆ แต่ก็ไม่เหมือนเจ้าหรอกเพราะเจ้าพิเศษกว่า หึหึ”
เมื่อมันฟักออกมาจากไข่ได้โดยไม่มีเปลือกไข่หลงเหลือติดกายปรากฏว่าเป็นแมงมุมเหมันต์อย่างที่หยางไท่อวิ๋นฟงบอกจริงๆทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าครอบครัวตระกูลไป๋ของพวกเขาจะโชคดีมากเกินไปแล้วจริงๆโชคดีมากจนแทบไม่อยากจะเชื่อ
ตอนนี้คนที่ดีใจมากเห็นจะเป็นเด็กน้อยอย่างไป๋ซ่างหลิงเพราะเขาอยากได้สัตว์อสูรตัวน้อยๆที่พกพาง่ายอยู่แล้วจึงเลือกไข่ใบเล็กๆนี้มานับเป็นเรื่องที่ดีมากมายยิ่งนักที่ได้แมงมุมเหมันต์ มันทั้งตัวเล็กทั้งน่ารักมากตัวสีขาวมีขนเส้นเล็กๆฟูๆที่ขาทั้งแปดขา ดวงตากลมโตเป็นสีชมพูน่ารักมาก
“แมงมุมน้อยมาหาข้าสิ”เมื่อจ้องตากันอยู่สักพักไป๋ซ่างหลิงก็เอ่ยขึ้นกับเจ้าแมงมุมนั้น
เพียงได้ยินเสียงที่มันคุ้นเคยยามอยู่ในไข่ขาของมันก็เริ่มขยับเดินเข้าไปหาไป๋ซ่างหลิงทันทีมือน้อยแบออกรับสัตว์อสูรของตนเองก่อนจะจับวางไว้บนไหล่เจ้าแมงมุมเหมันต์ก็รู้ความยิ่งนักมันเอียงห้าซบถูเบาๆที่แก้มของไป๋ซ่างหลิงอย่างออดอ้อน เรียกเสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยได้ในทันทีก่อนจะได้รับเฉ่าเหมยปราณไปกินตามระเบียบ….