หลังจากที่กั่วชิงผ่านการทดสอบได้ครู่หนึ่งแล้ว ก็เริ่มมีคนที่ผ่านการทดสอบขึ้นมาแล้วเช่นกัน
คนที่ผ่านการทดสอบเข้าร่วมตระกูลหนาน พวกเขาก็ได้รับคำอธิบายเหมือนกับที่เนี่ยจูอธิบายให้กับกั่วชิง
แม้ว่าการทดสอบจะง่ายแต่บางคนก็ต้องใช้เวลาการทดสอบเป็นเวลานานกว่าหนึ่งถึงสองชั่วยาม หรือแม้กระทั้งหลายชั่วยามก็ตาม
หนานหมิงหลังจากที่กลับมาถึงที่พักเขาก็หยิบตำราขึ้นมาอ่านก่อนที่จะได้รับรายงานจากศาลาชุนหมิงว่าตอนนี้ตระกูลหนานของเขาได้ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเฟิงหลงแล้ว
แม้ว่าตระกูลหนานจะเป็นตระกูลที่มาใหม่แต่พวกเขาก้นับว่าเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งอย่างมาก พวกเขามีแม้กระทั้งระดับเหนือยุทธ์หลายคน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากศาลาชุนหมิงทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะกล้าสร้างปัญหาให้กับตระกูลหนาน
ด้วยเหตุนี้ทำให้ตระกูลหนานสามารถปักหลักอยู่ที่เมืองเฟิงหลงได้อย่างมั่นคง แม้กระทั้งนิกายเทียนซูหรือราชวงศ์โจวก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาขึ้น พวกเขาถึงขั้นที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหนานอีกด้วย
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าแท้จริงแล้วตระกูลหนานคือเจ้านายของศาลาชุนหมิง ถ้าหากเรื่องนี้ถูกประกาศออกไปมันจะทำให้กลายเป็นเรื่องที่ตกตะลึงเป็นอย่างมาก แต่ตระกูลหนานก็เก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเพราะพวกเขาไม่ต้องการเปิดเผยไพ่ลับแบบนี้ออกไป ให้ทุกๆคนเข้าใจผิดแบบนี้แหละดีแล้ว
หนานหมิงอ่านข้อความแล้วก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ ดูเหมือนว่าตระกูลหนานจะปักหลักที่อาณาจักรต้าโจวได้อย่างมั่นคงแล้ว ” หนานหมิงยิ้มและเก็บนกกระดาษสีทอง
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามชั่วยาม ในที่สุดการทดสอบก็จบลง
แม้ว่าจะเป็นการทดสอบง่ายๆแต่ทว่าคนที่ผ่านการทดสอบมีเพียงแค่แปดแสนกว่าคนเท่านั้น เรียกได้ว่าเลยหนึ่งในสิบมาเพียงนิดเดียวเท่านั้น
สำหรับคนที่ผ่านการทดสอบ พวกเขาได้เข้าสู่ตระกูลหนานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่ทดสอบไม่ผ่าน ตระกูลหนานจะเปิดรับการทดสอบอีกครั้งในหนึ่งปีข้างหน้า
ในตอนแรกคนที่สอบไม่ผ่านก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่าง แต่เมื่อหนานเชี่ยบอกว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะจัดการทดสอบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และหลังจากนั้นในทุกๆสามปีตระกูลหนานจะเปิดการทดสอบที่อาณาจักรต้าเหยียน
บนภูเขาเฉียนตง ณ ลานกว้างที่ใช้ในการทดสอบ
หนานเชี่ยลอยอยู่บนอากาศพร้อมกับมองดูผู้ที่ผ่านการทดสอบด้วยแววตาพึงพอใจ แม้ว่าจะมีคนผ่านเพียงแค่แปดแสนกว่าคน แต่คนที่ผ่านก็นับว่าเป็นอัจฉริยะและยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในอดีต แม้ว่าบางส่วนจะไม่สามารถผ่านเข้าร่วมตระกูลหนานก็ตาม
“ เอาล่ะสำหรับคนที่ผ่านการเข้าร่วมตระกูลหนาน ข้าขอแสดงความยินดีด้วยแล้วก็อีกไม่นานพวกเราจะย้ายไปยังอาณาจักรต้าโจว สำหรับใครที่ไม่ต้องการที่จะไปยังอาณาจักรต้าโจวก็สามารถอยู่ที่นี้ได้และจะได้รับทรัพยากรจำนวนมากในการฝึกฝนเหมือนกับอยู่ที่อาณาจักรต้าโจว และข้าหนานเชี่ยจะเป็นผู้ดูแลสาขาของอาณาจักรต้าเหยี่ยนแห่งนี้ ” หนานเชี่ยกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
คนที่เข้าร่วมกับตระกูลหนาน พวกเขามองหน้ากันก่อนที่จะตัดสินใจที่จะไปยังอาณาจักรต้าโจว พวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เช่นนั้นความใฝ่ฝันของพวกเขาคือต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
หนานเชี่ยกวาดสายตาและเห็นว่าทั้งหมดต้องการที่จะไปยังอาณาจักรต้าโจว เขาก็ยิ้มออกมาจางๆและกล่าวขึ้นว่า " พวกเราจะอยู่ที่นี้สองปีถึงสามปีก่อนที่จะเดินทางไปยังอาณาจักรต้าโจว เนื่องจากพวกเจ้าเพิ่งจะเข้าร่วมกับตระกูลหนาน พวกเจ้าจึงต้องถูกปรับทัศนคติก่อน ข้าขอบอกพวกเจ้าเอาไว้ก่อนเลยว่าตระกูลหนานไม่ต้องการอัจฉริยะที่ไร้เปรียบหรือยอดฝีมือแห่งยุค สิ่งเดียวที่พวกเราต้องการก็คือความซื่อสัตย์และจงรักภักดีเท่านั้น
เพราะด้วยทรัพยากรของตระกูลหนานพวกเราสามารถปลุกปั้นยอดฝีมือแห่งยุคได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากใครกล้าทรยศต่อตระกูลหนานต่อให้มันอยู่ไกลสุดขอบโลก พวกเราตระกูลหนานก็จะไล่ล่าคนทรยศอย่างถึงที่สุด ต่อให้ตายจนเหลือเถ้ากระดูกพวกเราก็ต้องนำกลับมาให้ได้ "
น้ำเสียงของหนานเชี่ยแม้ว่าจะดูสบายๆแต่ทว่าจิตสังหารที่ถูกปลดปล่ยออกมาจากร่างกายทำให้ทุกๆคนที่อยู่ที่นี้ถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว พวกเขาไม่เคยเจอจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ
สาเหตุที่หนานเชี่ยมั่นใจก็เพราะตราประทับที่อยู่บนหน้าอกเป็นส่วนหนึ่งของการวางค่ายกลอักขระ มันสามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าแสนลี้ด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นต่อให้อยู่่ห่างไกลแค่ไหนตระกูลหนานก็จะคนทรยศจนเจอ ซึ่งมันไม่สามารถลบได้ง่ายๆ แม้กระทั้งนักวางค่ายกลระดับเซียนก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือหลายร้อยปีในการสลายอักขระเหล่านั้นทิ้ง
เหล่าผู้ที่ผ่านการทดสอบ พวกเขาได้ยินที่หนานเชี่ยกล่าวมาแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร สำหรับพวกเขาแล้วสองถึงสามปีก็นับว่าเป็นเพียงแค่เวลาชั่วพริบตา เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงเห็นว่าการอยู่ที่นี้สองถึงสามปีก็ไม่นับว่าเป็นอะไร
หลังจากนั้นหนานเซี่ยก็พาคนที่ผ่านการทดสอบไปยังพื้นที่รอบๆหมู่บ้านตระกูลหนาน
“ พวกเจ้านี้คือหมู่บ้านตระกูลหนาน คนที่มีตราประทับเท่านั้นจึงจะผ่านค่ายกลป้องกันที่อยู่รอบๆหมู่บ้านได้ แล้วก็เนื่องจากพวกเจ้ามีจำนวนคนที่มากเกินไปตระกูลหนานยังมีขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นพวกเจ้าทุกๆคนก็แยกย้ายกันไปสร้างบ้านของตัวเองแล้วกัน อีกสามวันข้าจะเริ่มฝึกฝนพวกเจ้าทั้งหมด ” หนานเชี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก่อนที่จะหายตัวไป
ส่วนทางด้านของผู้ที่ผ่านเข้าร่วมตระกูลหนาน พวกเขาก็มองหน้ากันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปสร้างที่พักของตัวเองในพื้นที่ของหมู่บ้านตระกูลหนาน
หนานเชี่ยปรากฏตัวขึ้นที่บ้านพักของหนานหมิง ก่อนที่เขาจะปัดเสื้อผ้าของตัวเองให้สะอาดและเดินเข้าไปด้านใน
หนานหมิงนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นและเหลือบมองหนานเชี่ยครู่หนึ่งและถามขึ้นว่า “ การทดสอบเป็นอย่างไรบ้าง? ”
“ เรียนนายน้อยสาม จากการทดสอบมีผู้ผ่านการทดสอบแปดแสนเจ็ดหมื่นกว่าคนขอรับ ตอนนี้พวกเขาอยู่รอบนอกตระกูลหนานและกำลังสร้างที่พักอยู่ขอรับ นอกจากนี้ข้าได้แจ้งกับพวกเขาแล้วว่าข้าจะฝึกฝนพวกเขาอยู่ที่นี้เป็นเวลาสามปีก่อนที่จะส่งพวกเขาไปยังอาณาจักรต้าโจว ” หนานเชี่ยรายงาน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน
ตระกูลหนานมีขนาดใหญ่โตขึ้นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่ากลายเป็นเมืองขนาดเล็กก็ยังได้เลยด้วยซ้ำ บ้านเรือนปรากฏขึ้นมากกว่าสามแสนเรือน
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว การสร้างบ้านหลังเล็กๆด้วยตัวคนเดียวนับว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นการที่สามวันแล้วมีบ้านเรือนจำนวนมากขึ้นมาขนาดนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใดๆ
หนานเชี่ยพร้อมกับผู้อาวุโสและบ่าวรับใช้จำนวนมากได้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆของตระกูลหนานเพื่อฝึกฝนคนที่เพิ่งจะเข้าร่วมตระกูลหนาน
ทางฝั่งของตระกูลหนาน ณ เมืองเฟิงหลง อาณาจักรต้าโจว
เมืองเฟิงหลงเป็นเมืองขนาดใหญ่ กินพื้นที่นับพันลี้ ประชากรในเมืองก็มีมากกว่าหนึ่งร้อยล้านคนแล้ว
ในอดีตเมืองเฟิงหลงเป็นเพียงเมืองขนาดกลางไม่ได้มีขนาดใหญ่ขนาดนี้ แถมประชากรก็มีเพียงแค่หกสิบล้านกว่าคนเท่านั้น แต่หลังจากที่เส้นเลือดมังกรปรากฏขึ้น ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากก็มาอยู่อาศัยที่เมืองเฟิงหลง เพื่อที่จะดูดซัพพลังวิญญาณจากเส้นเลือดมังกร ทำให้เพียงไม่ถึงสามเดือนก็มีคนเพิ่มมากถึงหนึ่งร้อยล้านคน
เวลานี้ตระกูลหนานตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองเฟิงหลง พื้นที่ของตระกูลหนานนับว่าใหญ่โตเป็นอย่างมาก เนื่องจากทันทีที่พวกเขามาถึงเมืองเฟิงหลง พวกเขาก็กลายเป็นตระกูลใหญ่ของเมืองเฟิงหลงทันทีและเมื่อรวมกับการเป็นกองกำลังที่เป็นพันธมิตรกับศาลาชุนหมิง จึงทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเขา
ตอนนี้หนานเฟยหยุนและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายของตระกูลหนานไม่ได้อยู่ที่เมืองเฟิงหลง แต่พวกเขาอยู่ในจุดที่จะสร้างเมืองเซียนสวรรค์ขึ้นมา
นอกจากนี้รุ่นเยาว์และผู้อาวุโสบางส่วนก็ได้เข้ามาฝึกฝนตัวเองตรงใจกลางของเส้นเลือดมังกร ทำให้ความเร็วของพวกเขาเพิ่มสูงมากหลายสิบเท่า
ห่างจากเส้นเลือดมังกรไม่ไกลนัก มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ตั้งอยู่
หมู่บ้านแห่งนี้คือหมู่บ้านที่ศาลาชุนหมิงสร้างขึ้นมาเพื่อฝึกฝนคนของตัวเองรวมไปถึงคนของตระกูลหนานด้วยเช่นกัน
ตรงกลางของหมู่บ้านหลังนี้มีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งคฤหาสน์หลังนี้คือที่พักของครองครัวของหนานหมิงเท่านั้น
ภายในคฤหาสน์หนานหยุนเฟย ซวีลั่ว หนานอวี้ หนานหลิน ทั้งสี่คนกำลังฝึกฝนการต่อสู้กับหม่าซีเยว่ด้วยท่าทีจริงจัง
เวลานี้หม่าซีเยว่ได้รับหน้าที่จากหนานหมิงในการฝึกฝนการต่อสู้ให้กับครอบครัวของเขา แถมถ้าหากมีเวลาว่างก็ช่วยชี้แนะการฝึกฝนให้กับพวกเขาด้วยเช่นกัน
ในขณะนั้นที่ทุกๆคนกำลังนั่งพักหลังจากการฝึกฝนอยู่นั้น หนิงขวงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับทักทายหนานเฟยหยุนด้วยความเคารพ
“ ท่านผู้นำหนาน ฮูหยินหนาน เสี่ยวอวี้ เสี่ยวหลิน” หนิงขวงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
หนานเฟยหยุนและคนอื่นๆต่างก็ลุกขึ้นยืนและทักทายหนิงขวงด้วยความเคารพเช่นกัน เขารู้มาว่าชายที่ดูเหมือนกับบัณฑิตคนนี้คือหนึ่งในสองผู้นำของศาลาชุนหมิง นามว่าหนิงขวง
ในตอนที่หนานเฟยหยุนรู้ว่าชายคนนี้คือหนึ่งในสองของผู้นำศาลาชุนหมิง เขาก็รู้สึกประหลาดใจอย่างมากเพราะเขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณจากร่างกายของหนิงขวงเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าชายคนนี้เป็นเพียงแค่บัณฑิตธรรมดาผู้หนึ่ง
นอกจากนี้ตอนนี้หลังจากที่พวกเขามาถึงเมืองเฟิงหลง พวกเขาถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วศาลาชุนหมิงแข็งแกร่งแค่ไหน เพราะพวกเขาได้ยินเรื่องที่ผู้คนในเมืองเล่ากันปากต่อปากว่าศาลาชุนหมิงเพียงแค่ให้ผู้ติดตามคนหนึ่งออกมาก็สามารถจัดการกับนิกายเทียนซูได้ทั้งหมด และที่สำคัญคือผู้ติดตามคนนั้นก็ยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์อีกด้วย และที่สำคัญกว่านั้นคือยอดฝีมือคนนั้นถูกบอกให้ลดพลังลงหน่อยไม่จำเป็นต้องแสดงฝีมือทั้งหมด
นี้ขนาดลดพลังลงแล้วก็ยังอยู่ในระดับจ้าวยุทธ์ ต้องรู้ว่ายอดฝีมือระดับจ้าวยุทธ์นั้นแม้กระทั้งในทวีปเฮ่อหลุนก็แทบจะนับได้ด้วยมือข้างเดียว เรียกได้ว่าความแข็งแกร่งของศาลาชุนหมิงนั้นจะต้องมียอดฝีมือระดับเทพยุทธ์อยู่ในกองกำลังอย่างแน่นอน
เพราะแบบนี้ตระกูลหนานทั้งหมดจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะกองกำลังที่แข็งแกร่งแบบนี้เป็นกองกำลังของหนานหมิง และด้วยเหตุนี้ทำให้อำนาจของหนานเฟยหยุนและหนานหมิงเพิ่มขึ้นมาก
“ ไม่ทราบว่าท่านหนิงมีเรื่องอันใดงั้นหรือ? ” หนานเฟยหยุนถามด้วยความสงสัย
“ พอดีว่าผู้นำนิกายเทียนซูสาขาหลักได้เดินทางมาที่นี้ พวกเขาอยากที่จะให้พวกเราส่งตัวแทนไปยังนิกายหลักเทียนซูเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ซึ่งข้าเองก็คิดที่จะส่งตัวแทนของศาลาชุนหมิงไปที่นั้นด้วย ข้าจึงมาที่นี้เพื่อสอบถามความคิดเห็นของท่านผู้นำตระกูลหนานว่าอยากที่จะส่งคนไปที่นิกายเทียนซูสาขาหลักหรือไม่? ” หนิงขวงถามขึ้น
หนานเฟยหยุนเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของนิกายเทียนซูมาเหมือนกัน สำหรับนิกายเทียนซูที่อาณาจักรต้าโจวเป็นเพียงแค่สาขาหนึ่งเท่านั้น ส่วนนิกายเทียนซูที่แท้จริงพวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนยุทธ์ประจำการอยู่เป็นจำนวนมาก และแม้กระทั้งเซียนยุทธ์ขั้นกลางก็มีมากกว่าสามคนด้วยซ้ำ นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่าตระกูลหนานเป็นอย่างมาก เพียงแต่ต้องไม่ลืมว่านิกายเทียนซูมีประวัติยาวนานกว่าแสนปี เพราะฉะนั้นแล้วการที่พวกเขามีความแข็งแกร่งระดับนี้ก็ไม่นับว่าแปลกแต่อย่างใด
และหนานเฟยหยุนคิดว่าถ้าหากให้เวลาพวกเขาอีกสักสิบหรือยี่สิบปี ความแข็งแกร่งของตระกูลหนานจะต้องพุ่งทะยานแซงหน้าศาลาชุนหมิงอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นหนานหลินก็ลุกขึ้นยืนและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ ลุงหนิง ข้าขอไปที่นิกายเทียนซูได้หรือไม่? ”
เนื่องจากหนานหลินเป็นพวกที่ชอบต่อสู้และมักจะหาคนในรุ่นเดียวกันมาประลอง แต่ตอนนี้ด้วยความแข็งแกร่งของนางแม้กระทั้งยอดฝีมือรุ่นเก่าก็ไม่สามารถเอาชนะนางได้แล้ว แม้กระทั้งศาลาชุนหมิงคนที่อายุพอๆกับนางก็ไม่มีใครสามารถทำให้นางเอาจริงได้
สาเหตุที่หนานหลินแข็งแกร่งก็เป็นเพราะหนานหมิงและยอดฝีมือคนอื่นๆคอยสอนทักษะการต่อสู้รวมไปถึงให้ทักษะต่อสู้ที่สูงกว่าภายในศาลาชุนหมิงให้กับนาง เพราะฉะนั้นแล้วรุ่นเยาว์ในศาลาชุนหมิงแม้ว่าจะมีคนที่ทำให้นางตรึงมืออยู่บ้างแต่ก็ไม่มีใครที่สามารถทำให้นางใช้พลังได้อย่างเต็มที่ นางอยากที่จะไปยังนิกายเทียนซูเพื่อที่จะฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ
“ ถ้าหากเสี่ยวหลินอยากไปก็ไปได้ลุงจะส่งยอดฝีมือระดับสูงไปคุ้มกันเจ้าเอง เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย ” หนิงขวงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนานเฟยหยุนครุ่นคิดก่อนที่จะตอบตกลง “ ข้าจะปรึกษาพวกผู้อาวุโสและจะส่งคนไปที่นิกายเทียนซูเพื่อดูว่าพวกเขามีอัจฉริยะมากน้อยแค่ไหน ส่วนผู้นำก็จะให้หนานหลินเป็นผู้นำกลุ่ม ”
หลังจากที่พูดคุยกันสักพักหนิงขวงก็กลับไป ส่วนทางด้านของหนานเฟยหยุนเขาก็เรียกประชุมผู้อาวุโสอีกครั้ง