ด้วยเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด กรงเล็บกิเลนเพลิงได้เข้าโจมตีจางหยินเซียวอีกครั้งอย่างไร้ความปรานี!
“ท่านพ่อ!” สีหน้าของจางหลินซีดลงด้วยความสิ้นหวัง!
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกไร้หนทางและไม่สามารถทำอะไรได้เลยเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่ง!
ท้ายที่สุดความแข็งแกร่งก็คืออำนาจ หากไม่มีอำนาจ คนผู้นั้นก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรือปกป้องอะไรได้เลย!
ทันใดนั้นคำพูดของหมอดูชราก็วาบผ่านเข้ามา!
ความแข็งแกร่ง!
มีเพียงแค่ความแข็งแกร่งที่มากพอเท่านั้น จึงจะสามารถปกป้องคนสำคัญได้!
ความไม่เต็มใจฉายผ่านดวงตาที่สั่นคลอนของจางหยินเซียว แต่ถึงกระนั้นเขากลับกระทืบเท้าอย่างแรง แม้ว่าร่างกายจะรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสจนเกือบจะทนไม่ได้
จางหยินเซียวกัดฟันด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เขาแผดเสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายพิโรธ “มันผู้ใดบังอาจทำร้ายลูกชายของข้า! มันผู้นั้นต้องตาย!”
ซู่!
ในวินาทีนั้นมังกรเขียวก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง จางหยินเซียวพุ่งเข้าไปปะทะกับกิเลนเพลิงอีกครั้งอย่างไร้ความกลัว!
“หึ! ต่อต้านอย่างไร้ประโยชน์!” ปรมาจารย์ซูหยานส่งเสียงอย่างเย็นชา มันปลดปล่อยกระบวนท่าต่อไปและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งกระบวนท่านี้แม้แต่น้อย
การแสดงออกทางสีหน้าของฝูงชนเปลี่ยนไป แต่ไม่มีใครกล้าที่จะแทรกแซงการต่อสู้แม้แต่คนเดียว!
ดูเหมือนว่านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เมืองหยางโจวคงจะไม่มีชายที่ชื่อว่าจางหยินเซียวอีกต่อไป
“ไม่มีทางเลือกแล้ว!” สีหน้าของจางหลินเย็นชา มือขวาของเขาพยายามล้วงเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อหยิบหยกซวนหยวนออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์
หากเขาแสดงหยกซวนหยวน เขามั่นใจมากว่าแม้แต่ปรมาจารย์ซูหยานก็ต้องหยุดมือในทันที!
แต่จู่ๆก็มีเสียงแห้บแห้งลึกลับดังขึ้นจากระยะไกล เสียงนั้นให้ความรู้สึกอันครอบงำและเย่อหยิ่งราวกับเป็นผู้ที่อยู่เหนือสรรพสิ่ง “คิดจะสังหารพลเมืองของข้า… เจ้าคิดว่าที่นี่คือสำนักจักรพรรดิพิรุณหรืออย่างไร!?”
ซู่!
ทันใดนั้นกิเลนเพลิงของปรมาจารย์ซูหยานที่กำลังจะปะทะเข้ากับร่างของจางหยินเซียวก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเบื้องหน้าของมันปรากฏให้เห็นระฆังทองคำที่เข้าครอบงำร่างของจางหยินเซียวไว้ ทำให้การโจมตีของปรมาจารย์ซูหยานไร้ผลไปโดยสิ้นเชิง!
หว่อง!
ร่างของกิเลนเพลิงที่ปะทะเข้ากับระฆังทองคำก็เกิดแรงสะท้อนกลับจนร่างของมันถูกผลักกลับไปในระยะไกล!
การป้องกันอย่างฉับพลันของใครบางคนทำให้การแสดงออกทางสีหน้าของปรมาจารย์ซูหยานแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจ
แต่ทันทีที่มันเห็นระฆังทองคำที่คุ้นเคย มันก็โพล่งออกมาเสียงดังด้วยความตกตะลึง “ระ-ระฆังค้ำฟ้า!”
การปรากฏขึ้นอย่างลึกลับของระฆังสีทอง รวมถึงเสียงของใครบางคนที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเนินเขา ทำให้ฝูงชนปราดตามองไปรอบๆเพื่อค้นหาตัวตนของเจ้าของเสียงนั้น
วู้ม!
ระฆังทองคำเก่าแก่ที่ครอบร่างของจางหยินเซียวไว้ภายในก็ค่อยๆสูญสลายไป ทันใดนั้นก็ปรากฏให้เห็นชายวัยกลางคนที่มีผมสีขาวราวกับเทพเซียนค่อยๆลอยลงมาตรงหน้าปรมาจารย์ซูหยานอย่างสง่างาม
ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีขาวที่แลดูเรียบง่าย หน้าอกของเขามีเข็มกลัดประดับอยู่ ใบหน้านั้นแข็งกระด้างและเย็นชา ดวงตาสีดำดุจหมึกสะท้อนกับแสงสีทองจากระฆังทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูเหมือนนักพรตเต๋าอย่างไรอย่างนั้น
ดวงตาของเจ้าเมืองมู่เป็นประกายราวกับได้พบกับพระผู้ช่วยให้รอด เขารีบโค้งคำนับชายวัยกลางคนในทันที “เสี่ยวมู่คารวะผู้อาวุโสหยุน”
คำทักทายและความเคารพที่แสดงออกมาโดยเจ้าเมืองมู่ ทำให้หัวหน้าตระกูลทุกคตตระหนักถึงตัวตนที่สูงส่งของชายผู้นี้ได้ในทันที
แม้แต่เจ้าเมืองมู่ผู้เกรียงไกรยังเรียกแทนตนเองว่า ‘เสี่ยวมู่’ นั่นหมายความว่า ชายวัยกลางคนที่ปรากฏตัวขึ้นย่อมต้องเป็นคนของสำนักฝึกฝนปราณอย่างไม่ต้องสงสัย!
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งจะเหยียบถึงพื้นพยักหน้าเบาๆไปยังทิศทางของเจ้าเมืองมู่ “อืม…”
จากนั้นดวงตาที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งจ้องมองปรมาจารย์ซูหยานอย่างเป็นศัตรู “ซูหยาน เจ้ามีความกล้ามากพอแล้ว!”
เมื่อเห็นใบหน้านั้นอย่างประจักษ์ชัด สีหน้าของปรมาจารย์ซูหยานก็เปลี่ยนไปในทันที “หยุนเหวิน! เป็นเจ้า!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘หยุนเหวิน’ การแสดงออกของหยางเซี่ยที่เคยเปี่ยมไปด้วยความเจ็บแค้นเมื่อครู่ก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวในทันที
เพราะมันรู้จักตัวตนของชายเบื้องหน้าของมันเป็นอย่างดี...
หยุนเหวิน ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งสำนักจักรพรรดิดารา!
ชายผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นฤาษีเฒ่าที่ชอบเก็บตัวอย่างสันโดษ แม้แต่ในสำนักก็มิอาจพบเห็นเขาได้บ่อยนัก ว่ากันว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีจะมีผู้คนพบเห็นเขาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
หยางเซี่ยได้รับข่าวมาแล้วว่ามีเวลาอีกสามวันกว่าที่กองกำลังและผู้แข็งแกร่งของสำนักจักรพรรดิดาราจะมาถึงเมืองหยางโจวเพื่อที่จะคัดเลือกลูกศิษย์ ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยสำหรับมันและปรมาจารย์ซูหยานที่มาจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ
แต่มันจะคาดคิดได้อย่างไรว่าเพียงแค่พิธีแต่งงานเล็กๆ กลับดึงดูดตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหยุนเหวินออกมาได้!
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าหยุนเหวินสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ก่อนที่ระฆังขนาดใหญ่ค่อยๆย่อส่วนลงมาจนมีขนาดเทียบเท่ากับฝ่ามือ พร้อมกับระฆังนั้นค่อยๆลอยหายเข้าไปยังหว่างคิ้วของเขา
ทุกท่วงท่าอิริยาบถของเขาช่างสง่างาม แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าชายผู้นี้คือผู้บำเพ็ญเซียนที่แท้จริง
ใบหน้าของปรมาจารย์ซูหยานบิดเบี้ยวจนเปลี่ยนเป็นสีเขียว มันกัดฟันด้วยแววตาที่ขุ่นเคือง
จากนั้นจิตวิญญาณยุทธ์กิเลนเพลิงของมันก็หายเข้าสู่หว่างคิ้วเช่นกัน
มันตระหนักดีแล้วว่าเมื่อชายผู้นี้มาถึง มันก็ไม่สามารถทำอะไรกับตระกูลจางได้อีกต่อไป
เพราะหยุนเหวินถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงในแคว้นฉู่ด้านความเอาแต่ใจ หากปรมาจารย์ซูหยานยังคงดันทุรังหรือคิดจะบีบบังคับตระกูลจางต่อไป นั่นอาจจะไม่เป็นผลดีกับตัวของมันเองเป็นแน่
ปรมาจารย์ซูหยานพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “หยุนเหวิน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ดวงตาที่เฉียบคมดุจกระบี่ของหยุนเหวินจ้องมองกลับไป ก่อนจะกล่าวอย่างช้าๆ “ที่นี่คือเขตการปกครองของสำนักจักรพรรดิดารา ข้าที่เป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักจักรพรรดิดาราจะมาไม่ได้หรืออย่างไร?”
คิ้วของปรมาจารย์ซูหยานขมวดชนกัน “แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!”
หยุนเหวินที่มีมือทั้งสองไพล่หลังก็ตอบอย่างใจเย็น “เจ้าเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวม แต่กลับพยายามสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตื่นรู้… ความไร้ยางอายและความน่ารังเกียจของสำนักจักรพรรดิพิรุณ หยุนผู้นี้ได้มาเห็นกับตาแล้วจริงๆ”
ดวงตาของเขาจ้องมองระหว่างจางหลินและหยางเซี่ย ก่อนที่เขาจะถอนหายใจด้วยความเวทนา “แม้แต่ลูกศิษย์ของสำนักจักรพรรดิพิรุณก็ยังมีความพยายามที่จะเข่นฆ่าคนที่ไม่มีทางสู้ด้วยซ้ำ... คิดไม่ถึงเลยว่าสำนักจักรพรรดิพิรุณจะตกต่ำถึงเพียงนี้แล้ว”
“เจ้า!” น้ำเสียงของหยุนที่บาดลึกราวกับมีดกรีดทำให้ปรมาจารย์ซูหยานเกือบจะอาเจียนเป็นเลือดด้วยความโกรธ
เมื่ออยู่ต่อหน้าหยุนเหวิน ประหนึ่งว่าปรมาจารย์ซูหยานได้พบเจอกับศัตรูตามธรรมชาติ มันไม่ได้แสดงอาการว่าต้องการที่จะต่อสู้กับเขาแม้แต่น้อย
ปรมาจารย์ซูหยานอยากจะตะคอกกลับไปแทบขาดใจว่า “เรื่องของสำนักจักรพรรดิพิรุณ ไม่มีความจำเป็นที่จะให้คนจากสำนักจักรพรรดิดาราอย่างเจ้ามายุ่มย่าม!” แต่มันก็ไม่มีความกล้าเพียงพอ เพราะหวั่นกลัวว่านั่นอาจจะทำให้หยุนเหวินต้องหงุดหงิด
ครั้นเห็นว่าปรมาจารย์ซูหยานเงียบไป ดวงตาของหยุนเหวินจ้องมองไปยังชิงเหลียนเฟิงที่ยืนหน้าซีดในระยะไกล ก่อนที่เขาจะชี้ไปที่ชิงเหลียนเฟิงพลางกล่าวอย่างไร้น้ำใจ “ในเมื่อพวกเจ้าตระกูลชิงตัดสินใจเข้าร่วมกับสำนักจักรพรรดิพิรุณแล้ว ข้าจะให้เวลาตระกูลชิงอีกสามวัน รีบเก็บของและไสหัวออกไปจากเมืองหยางโจวทันที! แล้วข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น!”