ตอนที่ 37
“ฮ่ะๆเธอพูดเรื่องอะไรน่ะเธอเป็นผีนะจะไปมีร่างของเธอได้ยังไงกันล่ะ” ดนัยหัวเราะกลบเกลื่อนพูดออกไป
“เหรอเป็นฉันที่เข้าใจผิดไปเองสินะ.......คิดว่าฉันจะพูดแบบนี้รึไงยะดนัย !!!” ฮิคาริแผดเสียงพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโหเธอลอยพุ่งเข้ามาจนหน้าแทบจะติดกับดนัย
นี่ถ้าเธอสามารถบีบคอเขาได้ดนัยคิดว่าคงโดนฮิคาริบีบคอไปแล้ว
“สรุปจะเอายังไงจะบอกดีๆมั้ย” ฮิคาริคาดคั้นให้ดนัยบอก
“เฮ้อ...ก็ได้บอกก็ได้แต่ก่อนอื่นขอทำอะไรกินก่อนนะอาหารที่โรงพยาบาลไม่อร่อยเลย” ดนัยถอนหายใจออกมา
“รีบทำให้ไวเลยนะแล้วก็ฉันเอาข้าวต้มกุ้งนะ” ฮิคาริสั่ง
“มีแต่กุ้งแช่แข็งนะ !!” ดนัยบอกฮิคาริเพราะในตู้เย็นเขานั้นมีแต่กุ้งแช่แข็งแบบถุงที่เก็บเอาไว้
“ทำมาเถอะขอให้อร่อยแล้วกัน” ฮิคาริพูด
“โฮ่...ฉันทำให้เธอกินมาตั้งกี่เดือนแล้วอย่ามาดูถูกคนที่ต้องอยู่คนเดียวแต่เด็กนะเฟ้ย” ดนัยพูดเขานั้นเสียพ่อและแม่ไปตั้งแต่เด็กอยู่บ้านคนเดียวมาตั้งนานและเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายจึงต้องทำอาหารกินเองทำให้ฝีมือเขานั้นไม่แพ้พวกแม่ครัวพ่อครัวมืออาชีพเลย
จากนั้นดนัยก็เริ่มทำข้าวต้มกุ้งโดยเริ่มจากการเอากุ้งในช่องแช่แข็งออกมาละลายน้ำแข็งก่อนระหว่างที่รอให้น้ำแข็งละลายดนัยก็เริ่มซาวข้าวและต้มมันระหว่างรอให้ข้าวต้มเดือดกุ้งที่ละลายน้ำแข็งก็เริ่มใช้ได้เขารีบตั้งน้ำอีกหม้อทันที
“หือนายจะทำข้าวต้มกี่หม้อกัน” ฮิคาริที่เห็นดนัยตั้งน้ำสองหม้อก็เข้าใจผิดคิดว่าดนัยจะต้มข้าวต้มอีก
“เปล่าหม้อนี่ฉันจะลวกกุ้งต่างหากล่ะ” ดนัยพูด
“ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากด้วยล่ะโยนใส่หม้อข้าวต้มไปก็จบ” ฮิคาริพูด
“เธอจะบ้าหรือไงทำแบบนั้นข้าวต้มก็คาวหมดสิ” ดนัยพูดออกมาทำให้ฮิคาริพยักหน้าเข้าใจเพราะกลัวข้าวต้มจะมีกลิ่นคาวของกุ้งเพราะแบบนี้จึงตั้งอีกหม้อเพื่อไว้ลวกกุ้งนี่เอง
“ความละเอียดอ่อนแบบนี้เอาไปใช้กับการผ่าตัดบ้างก็ดีนะไม่ใช้เอามาใช้กับการทำอาหารหมด !!” ฮิคาริพูด
ฉึก !! คำพูดของเธอทำเอาดนัยรู้สึกเหมือนโดนมีดมาปักเข้าที่อก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“เอาล่ะกินได้แล้ว” ดนัยพูดหลังจากส่งข้าวต้มกุ้งถ้วยนี้ให้ฮิคาริผ่านควันธูปเรียบร้อย
“อืม...ใช้ได้อร่อยดี” ฮิคาริตักขึ้นมาชิมก่อนจะเอ่ยชม
“อร่อยก็ดีแล้วรีบกินตอนยังร้อนๆเนี่ยล่ะอร่อยที่สุด” ดนัยบอกก่อนจะรีบกินข้าวต้มในถ้วยของตัวเองบ้าง
ทั้งคู่กินข้าวต้มกุ้งต่อไปเงียบๆจนกระทั่งหมดลง
“เอาล่ะเล่ามาได้แล้ว” ฮิคาริวางช้อนลงก่อนจะถามขึ้นมา
มาแล้วไงเริ่มเล่าจากตรงไหนดีล่ะเนี่ย ดนัยคิดในใจ
“ถ้าเริ่มไม่ถูกก็เริ่มจากชื่อฉันแล้วกัน” ฮิคาริเหมือนจะรู้ว่าดนัยไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหน
“ได้ชื่อของเธอคือ....ฮิคาริ....เทคานากะ ฮิคาริ” ดนัยบอกชื่อเต็มๆของฮิคาริทำให้เธอมีสีหน้าตกใจทันทีเมื่อได้ยินชื่อเต็มๆของเธอ
“นั่นมันเหมือนกับ../ใช่ชื่อเธอเหมือนกับชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้” ดนัยพูดหลังจากเห็นว่าฮิคาริตกใจอะไร
“นี่ฉันเป็นคนจากตระกูลทาเคนากะเหรอเนี่ย” ฮิคาริอุทาน
“ใช่แล้วล่ะเธอเป็นหลานสาวของท่านประทานทาเคนากะ...ทาเคนากะ โทชิโร่” ดนัยบอกชื่อเต็มๆของประทานทาเคนากะคนปัจจุบันโดยหวังว่าฮิคาริจะมีปฏิกิริยาอะไรบ้าง
“เป็นไงจำอะไรได้บ้างมั้ย” ดนัยลองถามดู
“ไม่เลย” ฮิคาริส่ายหน้าเบาๆ
“ว่าแต่ทำไมร่างฉันถึงไปอยู่ที่ห้องหมอยูมิล่ะในเมื่อฉันเป็นถึงหลานของทาเคนากะ โทชิโร่ ฉันน่าจะได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้สิ” ฮิคาริพูด
“ตอนแรกเธอก็ได้รับการรักษาอย่างดีอยู่ในห้องชั้นบนสุดของโรงพยาบาลข้างห้องผู้อำนวยการนั่นแหละแต่พอดีเกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่างทำให้ต้องย้ายเธอมาที่ห้องหมอยูมิส่วนเรื่องราวทั้งหมดฉันก็ไม่รู้หรอกนะแต่ดูเหมือนตอนนี้ท่านประทานกำลังป่วยหนักอยู่แล้วเธอที่เป็นหลานของเขาก็คือผู้สืบทอดโดยชอบธรรมของทาเคนากะกรุ๊ป” ดนัยนั้นไม่รู้เรื่องราวในส่วนนี้เพราะหมออิจิโนเสะไม่ได้เล่าให้ฟัง
“อืมคงเหมือนในละครล่ะมั้งถ้าผู้ถือหุ้นคนอื่นเห็นฉันที่อยู่ในสภาพเจ้าหญิงนิทรานั่นคงรวมหัวกันใช้อำนาจปลดฉันออกจากผู้สืบทอดเพราะถ้าประทานหรือปู่ของฉันที่ป่วยหนักอยู่เสียเมื่อไหร่ต้องมีคนขึ้นเป็นประทานคนต่อไปแต่ฉันที่อยู่ในสภาพนี้คงเป็นไม่ได้เลยต้องซ่อนฉันไว้แบบนี้สินะ” ฮิคาริพยักหน้า
“คงแบบนั้นล่ะมั้งถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมฉันคงต้องไปถามจากปากหมออิจิโนเสะหรือไม่ก็รอถามจากผู้อำนวยการตอนท่านกลับมาแต่พวกเขาคงไม่บอกฉันหรอกนะ” ดนัยพูด
“อือ...ว่าแต่ดนัยทำไมฉันถึงอยู่ในสภาพนั้นล่ะเกิดอะไรขึ้นกับฉันเหรอ” ฮิคาริสงสัยว่าเธอทำไมถึงมานอนเป็นเจ้าหญิงนิทราแบบนั้น
“จากที่หมออิจิโนเสะบอกดูเหมือนเธอจะตกลงไปในหนองน้ำคร่ำน่ะเธอลงไปช่วยเด็กคนหนึ่งไว้ที่แอฟริกาเด็กคนนั้นรอดมาได้แต่เธอน่ะจมน้ำทำให้เชื้อไวรัสในน้ำเข้าสู่สมองเธอน่ะถูกส่งตัวมาที่นี่ตั้งแต่ปีก่อนแต่ข่าวของเธอนั้นยังไม่มีใครรู้คนอื่นจึงคิดว่าเธอยังทำงานเป็นอาสาอยู่ที่แอฟริกา” ดนัยพูดเท่าที่เขารู้
“นี่ฉันเป็นแพทย์อาสางั้นเหรอเนี่ยส่วนที่ฉันเป็นเจ้าหญิงนิทราคงเพราะเชื้อราในสมองสินะ” ฮิคาริรู้ทันทีว่าอาการที่เธอเป็นอยู่นั้นเกิดจากอะไรเชื้อราที่อยู่ในร่างกายนั้นไม่ใช่โรคที่รักษาได้เพราะเชื้อรามันเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อยู่ในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต่อให้หมอฝีมือดีแค่ไหนก็รักษาสิ่งที่มองไม่เห็นไม่ได้
“คงใช่แหละ” ดนัยออกความเห็นอะไรไม่ได้มากเพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้
“อืม...อาจจะเป็นเพราะเชื้อรานั่นก็ได้ทำให้ฉันจำอะไรไม่ได้แบบนี้แต่ทำไมฉันถึงอยู่ในร่างวิญญาณแบบนี้ล่ะแล้วทำไมถึงมีแค่นายที่เห็นฉันนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย” ฮิคาริยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยู่ในสภาพนี้
“เหอะๆฉันเองก็ตอบคำถามเธอไม่ได้หรอกนะแต่ถ้าให้พูดคงเป็นชะตาลิขิตล่ะมั้ง” ดนัยบอก
“ชะตาลิขิตงั้นเหรอ” ฮิคาริพูดคำที่ดนัยพูดออกมาเธอครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นเงียบๆส่วนดนัยที่เห็นเธอกำลังใช้ความคิดอยู่ก็เก็บชามและลุกขึ้นไปล้างให้เรียบร้อย
“นี่ดนัย” ฮิคาริเรียกเขา
“หือมีอะไรเหรอ” ดนัยตอบกลับโดยไม่ได้หันกลับมาเพราะเขากำลังล้างหม้อและชามอยู่
“นายน่ะจงมาผ่าตัดรักษาฉันซะ !!” ฮิคาริพูดออกมา
เคร้ง !! ดนัยที่ได้ยินดังนั้นถึงกับเผลอปล่อยหม้อในมือตกลงไปในซิงค์
“ห๋า...พูดบ้าอะไรของเธอจะให้ฉันไปผ่าตัดรักษาเธอเนี่ยนะนั่นน่ะหมออิจิโนเสะยังทำไม่ได้เลยนะ” ดนัยพูดอย่างตกใจ
“ร่างกายฉันน่ะใกล้ไม่ไหวแล้วใช่มั้ยล่ะ” ฮิคาริพูดในที่สุดเธอก็รู้ว่าทำไมพักหลังเธอถึงมีอาการแปลกๆอย่างหายใจไม่ออกและจู่ๆก็วูบไปนั่นเป็นเพราะร่างกายเธอเริ่มไม่ไหวแล้วนั่นเอง
“นั่นมันก็....” ดนัยก็พอจะรู้ว่าร่างกายฮิคาริคงทนได้อีกไม่นาน
“ฉันน่ะไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองเก่งขนาดไหนแต่ความรู้ที่อยู่ในนี้น่ะมีความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัดสมองอยู่ด้วยฉันจะถ่ายทอดมันให้นายทั้งหมดฉันน่ะไม่ยอมตายแบบนี้หรอกนะ !!” ฮิคาริพูดอย่างแน่วแน่ตอนนี้เธอมีเป้าหมายแล้วนั่นก็คือผ่าตัดตัวเองให้หายดีนั่นเอง
“ก็อาจจะใช่ที่เธอโคตรจะเก่งแต่นั่นมันเธอนะไม่ใช่ฉันที่สำคัญการผ่าตัดสมองน่ะต้องเรียนกันกี่ปีเธออย่าลืมสิเมื่อวานฉันพึ่งจะวูบไปเพราะเหนื่อยเกินไปนะ” ดนัยพูด
“เอาน่าฉันจะไม่จัดหนักสอนนายวันสี่ห้าชั่วโมงแบบก่อนหน้าแล้วล่ะจากนี้ฉันจะสอนนายวันละสามชั่วโมงพอ” ฮิคาริพูด
แบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่หรอกเฟ้ย ดนัยที่ได้ยินดังนั้นก็เหงื่อแตกพลั่กนี่เขาจะตายจากการฝืนตัวเองมั้ยล่ะเนี่ย
“เอาล่ะดนัยภายในสามเดือนฉันจะถ่ายทอดความรู้ในสมองฉันให้นายทั้งหมดนายจะกลายเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองระดับแนวหน้าในสามเดือนและนายจะต้องผ่าตัดให้ฉัน !!” ฮิคาริพูดอย่างมั่นใจ
เธอนี่ถ้าจะบ้าไปแล้วจริงๆจะให้ฉันผ่าตัดเนี่ยนะผู้ช่วยก็ยังไม่มีไหนจะวิสัญญีแพทย์ คนคอยส่งเครื่องมืออีกนี่มันการผ่าตัดใหญ่นะยัยบ้าเอ้ย ดนัยคิดในใจ
อีกด้านหนึ่ง
ที่ห้องพักผ่อนด้านล่างของโรงพยาบาลทาเคนะกะที่นี่นั้นเป็นห้องเดียวที่ผู้ป่วยสามารถใช้โทรศัพท์ได้มีชายมีอายุคนหนึ่งในชุดผู้ป่วยกำลังใช้โทรศัพท์เครื่องหนึ่งของที่นี่อยู่ชายคนนั้นคือหมออิจิโนเสะนั่นเอง
“ผู้อำนวยการครับเป็นอย่างไรบ้าง” หมออิจิโนเสะกำลังคุยกับผู้อำนวยการอยู่
สำเร็จแล้วล่ะหมออิจิโนเสะฉันสามารถโน้มน้าวให้ผู้อำนวยการโรงพยาลคนอื่นๆเซ็นหนังสืออนุมัติโคตรการได้แล้วอีกแปดเดือนศาสตราจารย์ลูเซียโน่ จะมาบรรยายที่โรงพยาบาลของเรา เสียงผู้อำนวยการจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ
“สำเร็จแล้วเหรอครับผู้อำนวยการนี่คุณสามารถเชิญศาสตราจารย์ลูเซียโน่ แคมเบล ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดสมองอันดับหนึ่งของโลกคนนั้นมาได้แล้วเหรอครับ” หมออิจิโนเสะพูดอย่างดีใจ
ใช่แล้วล่ะอีกแปดเดือนศาสตร์จารย์ลูเซียโน่จะมาที่นี่หลังจากบรรยายเสร็จเขาและทีมจะผ่าตัดเธอแบบไม่เป็นทางการให้เรา ผู้อำนวยการพูดใช่แล้วการเชิญหมอการผ่าตัดด้านสมองอันดับหนึ่งของโลกมาบรรยายนั้นเป็นแค่ฉากบังหน้าเบื้องหลังนั้นแล้วคือการเชิญเขามาผ่าตัดให้ฮิคารินั่นเอง
“แปดเดือนงั้นเหรอครับไม่รู้ร่างกายของเธอจะทนได้ถึงขนาดนั้นมั้ยช่วงนี้อวัยวะภายในเธอเริ่มจะแย่ลงแล้วด้วย” หมออิจิโนเสะกังวลเรื่องร่างกายของฮิคาริใช่แล้วร่างกายฮิคารินั้นไม่สามารถทนได้ถึงตอนนั้นแน่ๆ
จบ...