Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    ภาคทวีปมืด:หลวงจีน

      ในขณะที่ศิลากำลังตลุยวิ่งกระเตงฟัดอยู่ที่ใต้สมุทรวังบาดาล ทั่วทุกมุมโลกDemonlord กำลังมีผู้เล่นมากมายทั้งผู้เล่นที่มีสังกัดกิลด์สมาพันธ์และสังกัดเมืองต่างๆกำลังจับกลุ่มกันเก็บเลเวลกันอย่างบ้าคลั่ง

       เนื่องจากในระยะเวลากิจกรรมระบบจะสุ่มสัตว์อสูรระดับราชาระดับราชันย์ระดับจักรพรรดิออกมาตามพื้นที่ต่างๆ 

      ซึ่งสัตว์อสูรที่ระบบสุ่มออกมานั้นจะไม่ใช่สัตว์อสูรปัญญาประดิษฐ์ทำให้ผู้เล่นสามารถรวมกลุ่มต่อสู้กับมันได้ซึ่งโอกาศดีๆแบบนี้มีหรือที่ผู้เล่นจะพลาด

       ซึ่งตอนนี้บริเวณชายป่าเมืองมนตราติดกับเมืองวังวลอัสนีได้มีสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิปรากฎตัวขึ้นถึงสองตนแก่จักรพรรดิออร์ค จักรพรรดิ

    คิเมร่า ทำให้ผู้เล่นมากมายต่างมารวมตัวกันจนเกิดเสียงต่อสู้ดังสนั่น

        และแน่นอนว่าเมื่อมีกิลด์ต่างๆผู้เล่นมารวมตัวในเขตชายแดนของเมืองวังวลอัสนีทำให้พวกแปดมงกุฎต้องออกมาสังเกตุการณ์

       ซึ่งเพิร์จและเหล่าสุรากับทหารอาชญากรอีกราวๆสามร้อยคนทำเพียงยืนดูการต่อสู้ของผู้เล่นและจักรพรรดิอสูร

       “ชายคนนั้นไง”

      น้ำแข็งชี้ไปทางชายหนุ่มในวงต่อสู้เพื่อให้เพิร์จเห็นถนัดตากับชายหนุ่มผมสีเงินที่มีหญิงสาวแสนงดงามข้างกายอาชีพนักเวทย์ดาบเดี่ยว

       “นั่นนะหรอบูรพามันน่าจะระดับลดลงไปแทบจะไม่เหลือแล้วนี่ใช้วิธีอะไรเก็บระดับขึ้นมาเร็วแบบนี้”

      เพิร์จที่ยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่หนาทึบห่างออกไปร้อยเมตรหรี่ตามองบูรพาด้วยความสงสัยก่อนที่เขาจะถามต่อ

       “แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

      เพิร์จชี้ไปที่พลัมทันทีก่อนที่โซดาจะตอบ

       “พลัม!น่าจะเป็นแฟนของหมอนั่นหรืออีกอย่างก็..!”

        “อดีตแฟนของศิลา!”

       เพิร์จพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะปรายสายตามองไปรอบๆพร้อมกับพูดขึ้นต่อ

        “แสดงว่าข่าวลือเรื่องที่กิลด์ริซาดเข้าร่วมกับกิลด์สวรรค์สร้างคงจะจริงสินะ”

        “ไม่ใช่แค่นั้นตอนนี้กิลด์เก้ามายาที่แพ้สงครามไปก็ไปเข้าร่วมกับทางนั้น”

       น้ำแข็งพูดขึ้นเสียงขรึมสีหน้าตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด

        “แบบนี้เท่ากับว่าพวกมันผนึกกำลังเพื่อจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับพวกเราอีกครั้งแน่”เพิร์จพูด

        “หากไม่มีกิจกรรมคูณสองครั้งนี้พวกมันคงต้องใช้เวลาแต่เพราะมีกิจกรรมทำให้พวกมันกลับมาสู่จุดเดิม ไม่สิด้วยระยะเวลาแล้วคงอาจจะเหนือกว่าเดิม” 

      คราวนี้เป็นแสงโสมพูดก่อนจะเอามือขวากระชับดาบ

       “งั้นเราชิงฆ่าพวกมันอีกรอบแต่ก่อนอื่นต้องรอข่าวจากหนูของเราสะก่อนว่าทางเมืองนั้นจะมาไม้ไหนเราไใ่อยากจะรับศึกสองด้าน”

        เพิร์จพูดก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาแข็งกล้าจ้องเขม็งไปยังการกระทำของบูรพายามนี้

       เพี๊ยยยย

       เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังลั่นในวงต่อสู้พร้อมกับใบหน้าแสนอ่อนหวานของหญิงสาวนามว่าพลัมสะบัดไปตาแรงฝ่ามือของชายหนุ่ม

       “ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาเกะกะเมื่อครั้งที่ฉันสู้กับไอ้ศิลาก็ทีหนึ่งแล้วถ้าเธอไม่เข้ามาทำฉันเสียสมาธิป่านนี้ฉันเชือดมันทิ้งได้ไปนานแล้ว”

        บูรพาตวาดใส่หญิงสาวแสนงดงามที่มือขวากุมแก้มด้วยความเจ็บช้ำเสียงบูรพาดังลั่นท่ามกลางสายตาของคนรอบข้างที่ไม่คิดจะห้ามปรามการกระทำของบูรพาราวกับว่าพวกเขาเห็นเรื่องแบบนี้จนชินตาจนกลายเป็นเรื่องปกติ

      “ฉันขอโทษ”

      หญิงสาวพูดเสียงอ้อนแอ้นสายตาของเธอหลบสายตาแข็งกล้าของชายหนุ่ม

       “อย่าให้ฉันรู้นะว่าเธอยังติดต่อกับมัน”

       บูรพายังคงไม่จบมือขวาจับขยุ่มเส้นผมสีดำสนิทยาวสรวยไว้ในกำมือพร้อมกับดึงกระชากพูดขึ้นพรางแต่หญิงสาวก็ไม่มีทีท่าจะกรีดร้องแต่อย่างใดราวกับเธอชินและชา

       “ชิ! 

      บูรพาผลักหัวหญิงสาวก่อนจะปล่อยให้เธอล้มลงกองกับพื้นเป็นภาพที่น่าอนาถจากนั้นบูรพาจะหันไปเข้าวงต่อสู้  

      นัยน์ตาหวานของหญิงสาวสั่นระริกสองมือกำแน่นกับพื้นพร้อมกับกล่ำกลืนน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แผ่วเบาสั่นเครือปางขาดใจและโหยหาถึงขีดสุด

       “ศิลลล!”

       วูบบบบบ

      เงาแปดสายพุ่งพรวดผ่านหัวหญิงสาวไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาดทั้งเลื่อนลอยแผ่วเบาแต่หนักแน่นเงานั้นพาดผ่านจันทราคล้ายกับภูติผีร้ายที่มาเยือน  

      วินาทีต่อมาเพิร์จปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าบูรพาด้วยสายตาแข็งกล้ากว่าครั้งไหนๆข้างกายคือเหล่าสุราเมลัย

       “เคารพเพศแม่สะบ่างไอ้สวะ”

       ฉ๊วะ

       จบคำพูดของชายหนุ่มทุกคนยังไม่ทันขยับตัวหัวของบูรพาก็ปลิ่วกระเด็นไปในอากาศสาดเลือดสีแดงพุ่งกระฉูดอาบย้อมในเวหายามนั้นเองเหล่าสุราก็ลงมือสังหารทุกคนบริเวณรอบอย่างไม้ยั้งมือในโทษฐานที่พวกมันปล่อยห้ตัวเองเคยชินกับภาพอนาถตาแบบนี้

       “เพลงดาบพิรุณกระบวนท่าที่สิบ สายฝนแห่งความเมตา”

       ฟึบบบบบบบ  ซุมม

      คลื่นดาบก่อตัวเป็นน้ำตัดผ่านทุกชีวิตส่งเลือดสีแดงสาดกระจายไปทั่วบริเวณที่น่าแปลกคือไม่มีผู้ใดส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนถึงความเจ็บปวดมันเป็นความเมตาของสายฝนที่มีให้กับทุกชีวิตในวันที่แห้งแล้ง

      “ไปสะ?แต่ถ้าคุณต้องการผมจะฆ่าคุณให้”

       เพิร์จหันไปพูดกับหญิงสาวที่ยามนี้มีสีหน้าหวาดกลัวเพียงพริบตาคนร่วมสองพันถูกฆ่าเรียบเธอรุกขึ้นยืนและพุ่งทะยานตัวหายเข้าไปในป่ามนตรา

      “ศีล ศีล ศีลนายไปอยู่ไหน”

       หญิงสาวพุ่งไปตามต้นไม้ใหญ่พร้อมกับเสียงในจิตใจที่กู่ก้องโหยหาชายหนุ่มที่เคยอ่อนโยนกับเธอราวกับผืนฟ้าที่โอบกอด

    ***********************************

       ตัดมาทางด้านศิลา

       บริเวณป่าโดยรอบที่ถูกชายหนุ่มลบทิ้งเวลาผ่านไประบบก็ฟื้นฟูมันกลับมาสมบูณร์อีกครั้ง 

      รอบกายชายหนุ่มทั่วบริเวณอาบไล้ไปด้วยความเงียบสงบพาให้ใจคนวังเวงมีเพียงเสียงใบไม้ไหวและเสียงลมหายใจแสงสีขาวนวลที่ส่องทะลุผืนน้ำเบื้องบนสาดแสงบางๆคล้ายผ้าแพร่พันราวสายไหมไหวไปมา

       เขานั่งชันเข่าอยู่บนยอดไม้ใหญ่พิงลำต้นหมิ่นๆ แหงนหน้ามองผืนน้ำเบื้องบนที่ไหวไปมาสาดแสงสีฟ้าครามสีขาวนวลท่ามกลางความเงียบสงบราวกับนิรันดร์กาลและความหนาวเย็นที่ค่อยๆปกคลุม

       ในดวงตาคมกริบประดุจคมดาบของชายหนุ่มกำลังบอกเล่าถึงเรื่องราวอ้างว้างลึกล้ำ ยามนี้สัมผัสภูติที่สถิตในผ้าพลันคอช่างแผ่วเบาและเปราะบางคล้ายกับแก้วที่ร้าวรอวันจะแตก

    แต่ในตาของชายหนุ่มมันบ่งบอกว่ามีความแตกสลายราวสายลมในจิตใจของเขาหมดสิ้นซึ่งมาดจอมมารอันอหังการเทียมฟ้าดินเหลือทิ้งไว้แค่เพียงศิลามนุษย์เดินดินก่อนจะมีเสียงหนึ่งเอ่ยดังขึ้นในความเงียบ

       “ผู้ที่รักจักราจาก แม้กุมมือไว้แนบแน่นก็ไร้ค่า” 

       เสียงปริศนาดังขึ้นในสายลมพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาทว่าศิลากลับไม่ได้หันไปมองเขาทำเพียงนั่งเงยหน้ามองทะลุไปถึงจันทราก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบกับเสียงของผู้มาเยือน

       “ความรัก ความแค้น ความรุ่มหลงเป็นดั้งภาพลวงตา”

       ศิลาตอบในท่าทางที่ยังไม่คลายจากเดิมด้วยน้ำเสียงเปราะบางและเเผ่วเบาราวสายลมที่พัดผ่าน

      “แสงสว่างนำพาทุกสรรพสิ่ง”

      เสียงผู้มาเยือนเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หยุดลงใต้ต้นไม้ที่ศิลานั่งอยู่

      “มืดมนจำพรากทุกสรรพสิ่ง”

      ศิลาตอบกลับอีกครั้งก่อนจะปรายสายตามองไปยังผู้มาเยือนพร้อมกับใช้สกิลเนตรมารจ้องมองซึ่งมันเป็นอะไรที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลยเพราะมันขึ้นว่า(unknow)ไม่ทราบ 

      ขนาดเนตรมารของเขาที่สามารถมองได้ถึงชื่อผู้เล่นค่าสถานะยังไม่อาจตรวจสอบบุคคลปริศนานี้ได้

       ฟุ๊บบบ

      “คารวะท่านหลวงจีน”

       ศิลาทิ้งร่างลงจากต้นไม้พร้อมกับคารวะหลวงจีนผู้มาเยือน ใบหน้าคมหล่อเหลาหัวใส่ปิ๊งแต่งกายด้วยจีวรแบบวัดเสี้ยวหลินมือขวาถือลูกปะคำ

    มือซ้ายถือไม้เท้าแบบพระถังซัมจั๋ง

       “อามิตาพุทธ เหตุใดพสกถึงมีสีหน้าแววตาราวกับจะแตกดับเสียเหล่า”

      หลวงจีนเอ่ยถามศิลาที่ยืนด้วยท่าทางสุภาพเบื้องหน้า

       “ผมกำลังเจอปัญหานิดหน่อยนะครับ”

       ศิลาตอบเสียงเรียบแต่นัยน์ตาแสดงถึงความโศก

       “อันปัญหาเปรียบดังชลธีล้วนไหลผ่านไปตามกาลเวลา หากพสกยังทำตัวเฉกเช่นดังใบไม้แห้งหยุดนิ่งในชลธีแล้วปัญหาเหล่านั้นจะจางหายไปงั้นหรือ”

      คำพูดของหลวงจีนเล่นเอาศิลาสะท้านวาบทั้งคมกริบลึกซึ้งในเวลาเดียวกันก่อนที่หลวงจีนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งทำเอาศิลาต้องหรี่ตาลง

       “หนทางข้างหน้าเปรียบดังเข็นครกขึ้นภูเขาทั้งสูงชันและอันตราย จิตใจของพสกควรตั้งมั่นยึดมั่นในหนทางจงทำใจให้แกร่งประดุจดังศิลา”

       “ท่านเป็นใครกันแน่”

      ศิลาเอ่ยถามอีกครั้งพร้อมกับขยับมือขวาไปเตรียมพร้อมจับดาบ

      “อย่ารีบร้อนไปไอ้เสือ อาตมารู้ว่าคมดาบของพสกนั้นคมกริบและร้ายกาจแต่พสกยังด่อยกว่าอาตมาหลายขุมนัก”

       “ท่านรู้ได้อย่างไรว่ากระบวนดาบของผมจะอ่อนด่อยกว่าของท่าน”

      ศิลาตอบเสียงแข็งขึ้นทุกขณะ

      “งั้นเชิญพสกรับมือ”

      หลวงจีนตอบเสียงเรียบพร้อมกับร้อยยิ้มเจ้าเลห์วินาที่ต่อมาไม้เท้าในมือซ้ายฟาดแผ่อากาศเขาหาศิลาอย่างเฉียบคม ทั้งดุดันลึกล้ำและเลื่อนลอยราวกับไม่มีตัวต้น

       เช้งงงง

      ร่ำไห้ฟันแผ่อากาศจากขวาไปซ้ายต้านทานไม้เท้าสีทองอย่างทันท่วงที

    แต่เพียงแค่การปะทะกันครั้งเดียวร่ำไห้ถึงกับสั่นระริกมือขวาของเขาพลันสะท้านวูบด้านชาไปทั้งแขนแสดงถึงความหนักหน่วงในไม้เท้า

       ทั้งที่การโจมตีของหลวงจีนธรรมดาสามัญยิ่ง ไร้พลังเวทมนต์ ไร้พลังธาตุ ไร้พลังแฝงใดๆ แต่กลับหนักหน่วงกว่าการปะทะกว่าครั้งไหนที่เขาเคยเจอ

       “แฝงจิตใจไงล่ะ ยิ่งใจแกร่งการโจมตียิ่งแกร่งทุกสึกนึกล้วนแฝงความรู้สึกอันมั่นคง”

      หลวงจีนกล่าวออกมาเมื่อเห็นท่าทางสงสัยของศิลา

       “ขอท่านรับมือเพลงดาบของผมอีกครั้งจะได้หรือไม่”

      ศิลาเอ่ยถามพร้อมกับเตรียมตั้งท่าสืบเท้าไปด้านหลังร่ำไห้ใบมือขวากระชับแน่น

      “เชิญ”

      หลวงจีนตอบด้วยรอยยิ้มท่าทีสบายผ่อนคลาย

       “เพลงดาบอาทมาฏ”

      ศิลาใช้สกิลเพลงดาบที่แกร่งที่สุดของเขาทันทียามกระทันหันร่างของศิลาหายวับไปในสายตาของหลวงจีน

    วินาทีต่อมาปรากฎคมดาบของศิลาขึ้นด้านหลังของหลวงจีนฟันจากบนลงร่างกริชโหยหาฟันจากซ้ายไปขวา

       เช้ง เช้ง เช้ง เช้ง 

      ทว่าหลวงจีนกลับต้านรับทุกคมดาบของศิลาได้อย่างสบายๆโดยที่เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อยหลวงจีนทำเพียงไขว้ไม้เท้าสีทองไปด้านหลังตวัดไปมา

       เกิดเสียงคมดาบและประกายสระเกล็ดไฟสาดสว่างวูบวาบท่ามกลางความเงียบสงบเสียงคมดาบดังถี่ยิบนับครั่งไม่ถ้วนศิลายังคงระดมโจมตีหลวงจีนอย่างไม่ลดระจากหนึ่งกระบวนท่าเป็นสองกระบวนท่าจากสองกระบวนท่าเป็นสามกระบวนท่า

    และเพิ่มขึ้นเลื่อยๆจนตัวเขาลืมเวลาลืมเรื่องทุกอย่างยิ่งผ่านไปนานตัวเขายิ่งสงบ 

      คมดาบยิ่งเฉียบคมไร้สำนึกก้าวร้าวไร้ความเกรี้ยวกราดราวกับว่าคมดาบของเขามันว่างเปล่าแต่กลับหนักหน่วงประดุจขุนเขาจากนั้นเสียงระบบก็ดังขึ้น

           “ผู้เล่นศิลาได้ทำการเข้ารับการทดสอบเส้นทางแห่งเทพดาบ”

       “เอะ?

     ชายหนุ่มรีบหยุดมือทันทีด้วยความงุนงงถึงขีดสุดก่อนจะเปิดอ่านรายละเอียด

         “ภารกิจพิเศษ:รับการทดสอบเส้นทางแห่งเทพดาบจากหลวงจีนซุนเทพเจ้าแห่งดาบ”

      “ตามอาตมา มาทางนี้”

      หลวงจีนพูดพร้อมกับเดินนำหน้าศิลาเข้าไปด้านในของป่าเขารีบเดินตามไปทันทีไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่เขาสัมผัสได้ว่าหลวงจีนผู้นี้จะทำให้เขาพัฒนาฝีมือไปได้อีกหลายขั้น 

       หากเขาจะต้องเจอกับโพไซดอนจริงๆพลังนี้ก็ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งเพราะขนาดยังไม่รวมพลังแฝงใดๆกระบวนดาบของหลวงจีนหรือจะเรียกกระบวนไม้เท้าก็ได้มันยังแข็งแกร่งขนาดนี้

       แล้วถ้าเขาใช้มันได้บวกกับแฝงพลังต่างๆเข้าไปมันจะร้ายกาจถึงเพียงไหน

    ศิลาเดินตามไปติดๆสายตาของเขายังคงปรายตามองไปรอบกายไร้วี่แววสัตว์อสูรใดๆ เขาติดใจเรื่องเดียวคือหลวงจีนเบื้องหน้าเขาทำไมถึงใช้ชีวิตอยู่ได้ในที่แบบนี้

       และด้วยความเคยชินศิลาหันหน้าไปด้านขวาก่อนจะอ้าปากคล้ายกำลังจะถามแต่เขาต้องหยุดลงเพราะยามนี้ไร้วี่แววของหญิงสาวที่คอยให้คำปรึกษากลับเขา

       “เหอออ!”

       ศิลาถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความล่ะเพียใจ

    ***********************************

       ในขณะที่ทุกชีวิตในโลก Demonlord กำลังดำเนิดทำหน้าที่ของตัวเองภัยร้ายเงามืดก็ค่อยๆคลืบคลานเข้าปกคลุมเมืองวังวลอัสนีอีกครั้งอย่างเงียบงัน

       ณ.เมืองเหลียงตันตอนนี้ถูกกิลด์เจ็ดบาปตีแตกและถูกยึดครองโดยผู้เล่นเรียบร้อยแล้ว

       กึก กึก กึก

       เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงกำลังเดินผ่านห้องโถงขนาดใหญ่เบื้องหน้าคือชายหนุ่มพร้อมข้างกายคือหญิงสาวสามคนยืนประจำข้างกายบอกบอกชัดเจนว่าเธอทั้งสามคือองค์รักษ์ชายหนุ่มหน้าคมคายชุดเกราะหนังสีน้ำเงินสดสวมหมวกหัวมังกรข้างเอวคือดาบใบหน้ากว้างยาวเมตรกว่าที่กั้นดาบเป็นรูปหัวมังกรสีน้ำเงินนั่งสยบอยู่บนบัลก์เบื้องร่างคือเหล่าเจ็ดบาป

    โลกันต์ชายหนุ่มชุดเกราะแดงหยุดลงก่อนคุกเข่า

        “เรียนท่านเบลเซ่เมื่อสักครู่เราได้รับรายงานมาว่ากิลด์สวรรค์สร้างและ

    กิลด์ริซาดถูกเหล่าแปดมงกุฎสังหารสิ้นแต่ไร้ร่องรอยของกิลด์เก้ามายาที่เข้าร่วมกับพวกนั้น ข้าว่าพวกมันคงกำลังซุ่มเก็บระดับอยู่ที่ไหนสักที่”

       เมื่อเบลเซ่ได้ยินที่ชายหนุ่มชุดเกาะแดงพูดก็หรี่ตาลงชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้น

       “แล้วพวกแปดมงกุฎล่ะพวกมันเสียหายบ่างหรือเปล่า”

        “จากสายข่าวของเราที่ไปสังเกตุการรอบเมืองวังวลอัสนีรายงานมาว่าพวกมันไร้รอยขีดข่วนไม่เสียหายแต่อย่างใดหนำซ้ำเมืองของพวกมันสร้างเสร็จสิ้นแล้วคงยากที่เราพวกเราจะตีแตก”

       เปรี๊ยะ เปรี๊ย ครืนนนนนนน 

       เมื่อได้ยินลูกน้องพูดแบบนั้นชายหนุ่มถึงกับไม่สบอารมณ์ฟันกัดแน่นถึงขีดสุดทำเอาคลื่นอาการเลื่อนลั่นราวกับจะแตกกระจุยขุมพลังทำทั่วทั้งเมืองสั่นสะเทือนก่อนที่เบลเซ่จะเอ่ยกับสาวสามข้างกาย

       “พวกเธอเคยใช้ชีวิตอยู่กับศิลาที่เมืองเริ่มต้นคิดว่าหมอนั่นมันจะโผล่มาช่วยเพื่อนมันไหมถ้าเรายกทัพไปตีเมืองมันยามนี้”

       “ไม่ค่ะฉันคิดว่าน่าจะไม่มาเพราะเขาเป็นคนที่ตัดสิ้นใจอะไรแล้วจะต้องทำให้สำเร็จ”

       หญิงสาวผมสีทองชุดเกาะสีทองหน้าตาคมสวยนัยน์ตาหวานใส่เอ่ยขึ้น

       “ดีงั้นเตรียมตัวให้พร้อมศึกนี้จะเป็นศึกที่หนักที่สุดพวกมันคือมารพวกเราคืออสูร”

       ชายหนุ่มสั่งเสียงกระหึ่ม