ในเมื่อมีสตรีงามอยู่เบื้องหน้า จะให้บอกว่าไม่หวั่นไหวก็คงเป็นเรื่องโกหกเท่านั้น อีกอย่างเมิ่งฝานก็เคยได้เห็นเรือนร่างอันงดงามของนางมาแล้วด้วย
เด็กหนุ่มยิ้มแห้งข่มความร้อนรุ่มที่เกิดขึ้นในหัวใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “คุณหนูเฉา ถึงแม้ข้าจะช่วยเหลือตระกูลของท่านเอาไว้แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ให้ผู้อื่นมาทำก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็พยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้ากลัวว่าผู้อื่นจะขัดแย้งกับท่านอย่างไรเล่า อีกอย่างคือท่านพ่อสั่งให้ข้ามารับการถ่ายทอดวิชามหาหัตถ์สยบมารด้วย”
เป็นเฉาหลันนี่เอง!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นไหว ก่อนจะเข้าใจว่าผู้ที่มีพรสวรรค์เลิศล้ำที่สุดของตระกูลเฉาก็คือเฉาหลัน ฉะนั้นแล้วหากจะให้นางสืบทอดวิชามหาหัตถ์สยบมารก็หาใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เมื่อมีวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวงไว้ครอบครองนางคงจะได้ก้าวขึ้นเป็นประมุขของตระกูลในภายหน้าเป็นแน่
เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีปัญหา คุณหนูเฉา ยามนี้อาการบาดเจ็บของข้าหายดีแล้ว พวกเรามาเริ่มเลยก็แล้วกัน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเฉาหลันพลันแสดงความดีใจบนใบหน้า นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ขอบคุณคุณชายเมิ่งฝาน น่าเสียดายที่ท่านพ่อข้าได้รับบาดเจ็บจากการเดินทางไปยังเขาต้าฮวงในคราก่อนจึงไม่อาจสืบทอดวิชามหาหัตถ์สยบมารได้ เห้อ...”
“เขาต้าฮวง?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว มันเป็นพื้นที่อันตรายตั้งอยู่แถวพื้นที่ราบจงยาง อยู่ใกล้กับอาณาจักรต้าก้านและอาณาจักรหัวอวิ๋น มันเป็นภูเขาไฟลูกใหญ่ที่ภายในเป็นเหมืองแร่ขนาดใหญ่ และมิได้มีเพียงชนิดเดียว”
เฉาหลันพยักหน้ารับแล้วกล่าวว่า “บรรพบุรุษตระกูลเฉาของพวกข้าเคยไปที่นั่นแล้วขุดแร่มาไม่น้อย แต่ในช่วงนี้เมื่อพวกเราไปขุดแร่ก็มักพบว่ามีระลอกคลื่นแห่งพลังพิเศษบางอย่างแผ่ซ่านออกมา ท่านพ่อของข้าเกิดสงสัยจึงเข้าไปสำรวจจากนั้นก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นที่แม้แต่จิตวิญญาณของท่านพ่อก็ยังได้รับบาดเจ็บไปด้วย...”
น่าสะพรึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม มีสิ่งใดอยู่ข้างในหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่รู้!”
เฉาหลันส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเดียวกัน “ท่านพ่อของข้ามองไม่เห็นรูปร่างของมัน เพียงจำได้เลือนรางว่าเป็นแสงสว่างที่ร้อนระอุประหนึ่งภูเขาไฟ ซึ่งเพียงกลิ่นอายพลังของมันก็ทำให้ท่านพ่อของข้าได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจรับไหวแล้ว!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ คิดขึ้นในใจ “มันคือสิ่งใดกันแน่?”
“น่าจะเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์!”
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้น รั่วสุ่ยอีส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ไม่ว่าจะเป็นศัสตราวุธหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะไม่ต่ำกว่าระดับที่หก มิฉะนั้นแล้วคงไม่อาจทำให้เกิดอานุภาพที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง คล้ายกับว่ามีคนมาจี้จุดก็ไม่ปาน เขาฝึกฝนวิชาทวนเทพและต้องการวัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินจำนวนมากเพื่อการกลืนกิน ยิ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในระดับสูงเท่าใดก็ยิ่งมีพลังงานมากมายเท่านั้น ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อเขามากขึ้นไปด้วย
แต่ก็น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่ายามนี้เมิ่งฝานยังไม่อาจตามหาสิ่งที่เหมาะจะให้คัมภีร์ทวนเทพได้กลืนกินเลย จากนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นก่อนจะถามด้วยความตื่นเต้นและสงสัย “หากมีวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับหกอยู่ก็คงจะอันตรายไม่น้อย และคงต้องให้ท่านช่วยเหลือด้วย ท่านว่าจะลองดูสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ?”
น้ำเสียงนั้นเรียกได้ว่ากำลังตื่นเต้นเล็กน้อย ซึ่งผู้ที่อยู่ในไข่อสูรทมิฬก็เงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่คล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใด “จะลองดูสักครั้งก็ได้ แต่หากจะให้ข้าลงมือละก็...คงต้องมีสิ่งของแลกเปลี่ยนเสียหน่อย!”
“สิ่งใดเล่าขอรับ?”
เดิมทีที่ได้ยินครึ่งประโยคแรกเมิ่งฝานก็ดีใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อได้ยินครึ่งประโยคหลังเด็กหนุ่มพลันมีใบหน้าอมทุกข์ขึ้นในทันใด ซึ่งนั่นก็ทำให้เฉาหลันที่อยู่ข้างกายมองมาด้วยความสงสัยว่าเหตุใดสีหน้าของเมิ่งฝานจึงได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วปานนี้
“หึหึ เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็จะรู้เอง...” รั่วสุ่ยอีกล่าวพลางหัวเราะออกมา ทว่ากลับทำให้หัวใจอันแข็งแกร่งดั่งหินผาของเมิ่งฝานสั่นคลอน เพราะดูเหมือนว่านี่จะเป็นเสียงหัวเราะที่นางแสดงออกมาทุกครั้งที่จะทรมานเขา
“มีอันใดหรือ คุณชายเมิ่งฝาน?”
เฉาหลันชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอันใด!” เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “คุณหนูเฉา หากข้าต้องการเดินทางไปยังเขาต้าฮวงสักครั้งจะได้หรือไม่?”
“ท่านอยากไปเขาต้าฮวง?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเฉาหลันก็ยกมือขึ้นปิดปากก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ
แม้แต่ผู้ที่มีฝีมือเก่งกาจอย่างเฉาติ่งยังบาดเจ็บสาหัส ต่อให้เมิ่งฝานสามารถเอาชนะจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณได้แต่เฉาหลันก็ไม่คิดว่าเมิ่งฝานจะสามารถเข้าไปถึงใจกลางของเขาต้าฮวงได้
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ เขาไม่อาจบอกเรื่องของรั่วสุ่ยอีได้จึงทำได้เพียงเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีการของข้าเอง หากว่าไม่อาจเดินหน้าต่อไปข้าก็สามารถเอาตัวรอดออกมาได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานมีความสามารถไม่ธรรมดาจึงได้กล่าวอย่างใจเย็น “ได้ แต่คุณชายเมิ่งฝาน...เขาต้าฮวงเป็นพื้นที่ซึ่งสลับซับซ้อน ต่อให้เป็นท่านก็อาจจะตามหาทางเข้าไม่พบเสียด้วยซ้ำ แต่ทางฝั่งของพวกเรามีคนจำนวนหนึ่งกำลังขุดเหมืองแร่อยู่ภายใน หากท่านต้องการเข้าไปข้าจะเป็นผู้นำทางเอง จะได้สะดวกต่อการเดินทางด้วย”
“ตกลง!”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมา เขาไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ยิ่งได้อีกฝ่ายคอยนำทางก็ยิ่งเป็นการลดปัญหาไปในตัว เพราะถึงอย่างไรตระกูลเฉาก็ทำการค้าอยู่ในบริเวณนี้มานานหลายปี ฉะนั้นแล้วย่อมต้องเข้าใจลักษณะพื้นที่ดีกว่าเมิ่งฝานเป็นแน่
“มาเริ่มกันเลยดีกว่า เจ้าเปิดสมุทรจิตของตนเองแล้วข้าจะถ่ายทอดพลังให้แก่เจ้า!”
เมิ่งฝานกล่าวเสียงเข้ม เฉาหลันพยักหน้ารับก่อนจะมีความจริงจังปรากฏขึ้นที่ใบหน้าในทันใด นางนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝาน
การใช้พลังจิตเข้าไปในสมุทรจิตของอีกฝ่ายจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายยินยอมเท่านั้น เพราะสมุทรจิตจะทำการปกป้องตนเอง หากอีกฝ่ายไม่ยอมก็จะต้องฝืนทะลวงเข้าไป
ซึ่งแน่นอนว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการสังหารอีกฝ่ายได้ง่ายที่สุดด้วย เพราะหากทะลวงสมุทรจิตก็เท่ากับทำให้จิตวิญญาณได้รับความเสียหาย และร่างกายของคนผู้นั้นก็จะไร้ซึ่งการควบคุม
แล้วในเวลาต่อมาพลังจิตของเมิ่งฝานก็เข้าไปยังสมุทรจิตของเฉาหลันอย่างง่ายดายโดยไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง
เมิ่งฝานมองไปยังสตรีงามเบื้องหน้าแล้วหัวเราะขึ้นในใจ ดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงจะเชื่อใจเขาเป็นอย่างยิ่ง หากตนคิดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามละก็... เขาสั่งการเช่นไรเฉาหลันก็จำต้องทำตามเช่นนั้น
เมิ่งฝานส่ายหน้า หลังจากนั้นพลังจิตซึ่งแฝงไปด้วยพลังมหาหัตถ์สยบมารของเมิ่งฝานก็ถาโถมเข้าไปในสมุทรจิตของเฉาหลัน
การถ่ายทอดวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงนั้น แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังต้องอยู่ในศิลาสยบมารนานหลายชั่วยาม และเวลานี้เขาก็กำลังถ่ายทอดพลังของมันอย่างสงบนิ่ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดแล้ว ในที่สุดเมื่อดวงจันทร์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนแสงจันทราจะสาดส่องลงมายังพวกเขาทั้งสอง ร่างของเฉาหลันพลันสั่นไหว เมื่อนางลืมตาขึ้นมานัยน์ตาก็มีความยิ่งใหญ่ดุดันปรากฏขึ้น ซึ่งนั่นคือสัญลักษณ์ของมหาหัตถ์สยบมารนั่นเอง
มันเป็นตราสัญลักษณ์ที่จะคงอยู่ในสมุทรจิตของเฉาหลันแต่ก็ยังเข้าถึงได้ไม่สมบูรณ์ ในภายหน้านางจะต้องขยันหมั่นเพียรฝึกฝนจึงจะสามารถแสดงอานุภาพของมันออกมาได้
ส่วนเมิ่งฝานเวลานี้มีเหงื่อเปียกโชกไปทั้งร่าง เพราะการถ่ายทอดวิชายุทธ์เช่นนี้ทำให้เขาสูญเสียพลังจิตไปอย่างมาก
อย่างไรแล้วสิ่งนั้นก็หาได้คล้ายดั่งบาดแผลบนร่างกายไม่ ไม่สามารถใช้ไข่อสูรทมิฬของรั่วสุ่ยอีฟื้นฟูพลังได้ เขาจะต้องอาศัยการฟื้นฟูพลังด้วยตนเอง
“คุณชายเมิ่งฝาน ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่!”
เฉาหลันเงยหน้าขึ้นแล้วพยุงเมิ่งฝานเอาไว้ นัยน์ตาของนางนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด แต่เมิ่งฝานกลับส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่เป็นไร พักผ่อนเล็กน้อยก็จะดีขึ้นเอง ท่านไปก่อนเถอะ ข้าคิดว่าจะไปจากบ้านตระกูลเฉาแล้วเดินทางไปยังเขาต้าฮวงในวันพรุ่งนี้!”
วัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับหกถือเป็นของอันล้ำค่า ฉะนั้นแล้วไม่ว่าอย่างไรเมิ่งฝานจะต้องไปลองดูสักครั้ง!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็พยักหน้ารับ ทว่านัยน์ดวงตานั้นกลับมีความหม่นหมองปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย
ในพื้นที่ราบจงยางแห่งนี้ ไม่ว่าบุรุษใดได้พบนางก็ล้วนแต่อยากหาเวลาให้ได้อยู่กับนางนานกว่าเดิมทั้งสิ้น มีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่ไม่ได้สนใจในความงามของนาง
เฉาหลันมองไปยังบุรุษเบื้องหน้าไม่รู้ว่าเขาเป็นบุรุษแบบใดกับแน่ เมื่อได้เห็นสายตาของอีกฝ่ายเมิ่งฝานรู้สึกไม่คุ้นชินเล็กน้อยจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มีเรื่องใดอีกอย่างนั้นหรือ คุณหนูเฉา?”
“เปล่า” ใบหน้าของเฉาหลันแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะรับรีบถอยหลังไปพลางเอ่ยเสียงเบา “คุณชาย ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน ท่านพักผ่อนตามสบายแล้วพรุ่งนี้ข้าจะติดตามท่านไปยังเขาต้าฮวงพร้อมกัน!”
เมื่อพูดจบนางก็ออกไปจากห้องของเมิ่งฝาน เหลือไว้เพียงเด็กหนุ่มที่ยังคงสงสัย
รุ่งเช้าของวันต่อมา
หลังจากที่ทำการฟื้นฟูพลังมาทั้งคืนเมิ่งฝานก็กลับมามีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เขาสวมชุดสีครามปรากฏตัวขึ้นที่ห้องโถงใหญ่ของบ้านตระกูลเฉา โดยรอบนั้นเป็นบรรดาจอมยุทธ์ของตระกูลเฉาและตระกูลหวังที่มีศักยภาพไม่เลว พวกเขาล้วนแต่มองเมิ่งฝานอย่างเงียบงัน
เฉาติ่งประสานมือแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “น้อมส่งสหายน้อย หลันเอ๋อร์ได้บอกกับข้าแล้ว หวังว่าสหายน้อยจะเดินทางปลอดภัย ข้ามอบแผนที่ให้แก่เฉาหลันแล้ว พวกท่านน่าจะเดินทางไปถึงใจกลางเขาต้าฮวงได้อย่างราบรื่น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณท่านมากขอรับ!”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลย!” เฉาติ่งกล่าวพลางหัวเราะเสียงเบา แล้วในเวลาต่อมาเจ้าของเงาร่างอรชรงดงามอย่างเฉาหลันก็ปรากฏตัว นางสวมชุดเดินทางสบายๆ มีการจัดแต่งให้เดินทางได้อย่างสะดวกไม่น้อย ทว่าใบหน้ากลับมีความจนปัญญาปรากฏขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเมิ่งฝานมองไปก็พบว่าที่ข้างกายของนางยังมีคนอีกผู้หนึ่ง ซึ่งนั่นคือเฉาจื่อ นางตามติดเฉาหลัน เห็นได้ชัดว่า...นางจะเดินทางไปด้วย!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “เดี๋ยว นี่เจ้าก็จะเดินทางไปกับข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ!”
เฉาจื่อพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินมากอดแขนของเมิ่งฝานและไม่มีท่าทีว่าจะยอมปล่อย
“อย่าได้วุ่นวาย!”
เฉาติ่งที่อยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์และแฝงไปด้วยความเป็นห่วง เขาต้าฮวงเป็นสถานที่ที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่เฉาหลันที่เดินทางไปในครั้งนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาตัวรอดกลับมาได้หรือไม่ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเฉาจื่อที่อยู่ในขั้นหลอมปราณ หากเดินทางไปด้วยก็ไม่ต่างกับการรนหาที่ตาย
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เฉาติ่งเอ่ยออกมาเฉาจื่อจึงจับแขนของเมิ่งฝานเอาไว้แน่น ซ้ำยังทำหน้าออดอ้อนอย่างน่าสงสาร เมื่อมองใบหน้าของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็ทำได้เพียงคลี่ยิ้มอย่างจนปัญญา เพราะเขาเองก็ยากที่จะปฏิเสธเช่นกัน
หลังจากที่ลังเลอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยว่า “เอาอย่างนั้นก็ได้ ให้นางเดินทางไปด้วยก็แล้วกัน ข้าจะปกป้องนางเอง!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาเฉาติ่งก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจนปัญญา
หลังจากที่บอกลาผู้คนทั้งหลายแล้วเมิ่งฝานจึงพาเฉาหลันและเฉาจื่อขึ้นหลังสัตว์อสูรมีปีกของตระกูลเฉาสองตัวแล้วมุ่งหน้าไปยังเขาต้าฮวง มันเป็นสัตว์อสูรระดับสองที่แม้ว่าจะมีพลังในการต่อสู้ค่อนข้างต่ำแต่ก็มีความสามารถในการบินที่ไม่เลว
บนท้องฟ้าซึ่งมีความสูงหลายพันเมตร เมิ่งฝานนั่งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรตัวหนึ่งเพียงลำพัง ส่วนเฉาหลันและเฉาจื่อก็นั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรอีกตัวด้วยรอยยิ้ม เมื่อมองสตรีงามสองพี่น้องเมิ่งฝานก็อารมณ์ดีไม่น้อย ก่อนจะเบนสายตามองไปยังที่ไกลๆ
จากที่เฉาหลันบอกก็พบว่าพวกเขาจะเดินทางไปถึงเขาต้าฮวงในเวลาสามวัน แล้วจะได้รู้เองว่ามีสิ่งใดอยู่ข้างใน เมิ่งฝานกำหมัดแน่นก่อนจะมีรอยยิ้มที่แปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่มุมปาก พลางพึมพำเสียงเบา “เขาต้าฮวง ไม่ว่าข้างในนั้นจะเป็นสิ่งใดก็ตาม หากข้าได้พบเจอ...มันไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่นอน!”