ตอนที่ 92 ออสก้าจู่โจม
กลับมาที่ย่านการเงิน
หลังศึกนองเลือดจบลงย่านการเงินที่เคยเต็มไปด้วยเสียงปืน และเสียงคำรามก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งแต่ความเงียบนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับคล้ายสนามซากศพขนาดใหญ่ที่เพิ่งกลืนชีวิตคนไปสดๆ
กองกำลังของพันธมิตรราชาที่บุกเข้ามาสองพันคนตอนนี้เหลือรอดอยู่เพียงแปดร้อยกว่าคนเท่านั้น ศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วถนนบางร่างนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดบางร่างยังคงกำอาวุธแน่นราวกับไม่ยอมเชื่อว่าตัวเองตายไปแล้ว
ลูก้าพาคนอีกสามร้อยออกไปไล่ล่าพวกที่แตกหนีราวกับหมาป่าที่ไม่ยอมปล่อยให้เหยื่อบาดเจ็บมีโอกาสคานกลับเข้าถ้ำ
ส่วนมอร์ยังคงอยู่ในพื้นที่เขาเดินผ่านศพและกองซากรถอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าลังไม้จำนวนหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ริมถนนข้างกันนั้นมีรถบรรทุกจอดอยู่ และมีผ้าใบผืนใหญ่คลุมของบางอย่างเอาไว้
มอร์ยกมือกระชากผ้าใบนั้นออกของที่อยู่ใต้ผ้าใบทำให้ดวงตาของเขาเย็นลงเล็กน้อย
“มันเป็นของปลอม”
ลังไม้หลายใบที่วางไว้ด้านล่างก็เช่นกันด้านในไม่มีของมีค่าอย่างที่ควรจะเป็นมีเพียงของไร้ค่าและเศษเหล็กที่เอามาหลอกตาเท่านั้น มอร์มองมันเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงนั้นเย็นและแห้งจนแทบไม่มีความขบขันอยู่ในนั้น
“ก็คิดไว้อยู่แล้ว”แม้จะรู้ แต่ในใจก็รู้สึกโกรธอยู่ด้วยความฉลาดของมอร์ทำไมจะคิดไม่ได้ว่ามีคนวางแผนเล่นงานพวกเขา แล้วมันเป็นใครกัน
ค่ายมิดไนท์ใช่มอร์ไม่สงสัยใครเลยนอกจากค่ายมิดไนท์พวกเขาและพันธมิตรทั้งสองต่างก็เป็นหมากของอีกฝ่าย
ตอนแรกค่ายมิดไนท์คงเห็นว่าพันธมิตรผู้แก้แค้นกำลังพ่ายแพ้จึงคิดจะขายอาวุธให้เพื่อให้พันธมิตรผู้แก้แค้นมาต่อสู้กับพันธมิตรราชาหรือก็คือจงใจให้สู้กับค่ายแกนนอนเพราะค่ายมิดไนท์ คือตัวการในการปล้นตราประทับดินแดนจริงๆ
ถ้าพันธมิตรราชาชนะพันธมิตรผู้แก้แค้นไม่นานค่ายแกนนอนก็ต้องสืบจนเจอเรื่องตราประทับดินแดนอย่างแน่นอนถึงตอนนั้นค่ายมิดไนท์ก็ต้องโดนทำลาย
แน่นอนว่ามอร์สงสัยว่าค่ายมิดไนท์มีโต๊ะสิ่งประดิษฐ์และคันธนูเหล็กดำT1 จริงหรือเปล่า แต่ถ้าคิดดูแล้วมอร์เลือกจะให้น้ำหนักว่ามีจริงมากกว่าไม่มี
ค่ายมิดไนท์เป็นค่ายระดับสองกลับโจมตีผู้แข็งแกร่งค่ายระดับสามได้ทางเดียวที่จะถมช่องว่างระหว่างความแข็งแกร่งส่วนบุคคลก็คืออาวุธที่ล้ำหน้ากว่า
แถมถ้าพันธมิตรผู้แก้แค้นไม่เปลี่ยนใจมาปล้นแต่เลือกจะแลกเปลี่ยนแล้วไม่มีของให้ แบบนั้นไม่เลวร้ายกว่าอย่างนั้นเหรอแต่ค่ายมิดไนท์คงรู้ตัวว่าพันธมิตรผู้แก้แค้นเตรียมมาปล้นจึงปล่อยข่าวล่อพันธมิตรราชามาที่นี่ให้ทั้งสองพันธมิตรตีกันเอง
สองพันธมิตรยังไม่เคยเปิดศึกใหญ่ระดับทหารพันคนขึ้นมาก่อนเพราะรู้ว่ากำลังทหารแต่ละค่ายมีจำกัด ส่วนใหญ่เน้นยึดแนวรบกันและสงครามแบบกองโจรแต่คราวนี้พวกเขาทหารตายกันหลักพันคน ทั้งสองพันธมิตรเละไม่เป็นท่า
“น่ากลัวเกินไปลอร์ดแห่งค่ายมิดไนท์วางแผนไว้หมดแล้ว แถมแผนการนี้มุ่งเป้ามาที่ทั้งสองพันธมิตรถ้าอย่างนั้น...” มอร์กางแผนการของลอร์ดแห่งค่ายแกนอนแต่ยิ่งคิดตามก็ยิ่งหน้าซีดลงเรื่อยๆ ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่เขาคิดตอนนี้ทุกคนที่นี่ก็ไม่ปลอดภัย
“เก็บทุกอย่างจากศพ”น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดและเรียบเย็น
“ปืนทุกกระบอกกระสุนทุกนัด มีด อุปกรณ์สื่อสาร เอากลับค่ายให้หมด”
“แล้วก็แยกคนไปดูแลพวกบาดเจ็บเราต้องรีบออกจากที่นี่ให้ไวที่สุด”
“ท่านมอร์แล้วศพคนของเราละ ยังมีท่านลูก้าอีก เราจะไม่รอท่านลูก้าเหรอ”
“ศพไม่ต้องเอาไป ทิ้งไว้ที่นี่เลย”
“ครับท่าน”
อีกด้านหนึ่งพอได้รับคำสั่งทุกคนก็เริ่มกระจายกำลังออกไปทั่วพื้นที่ บางคนก้มเก็บปืนจากมือคนตายบางคนลากศพออกจากถนนเพื่อเปิดทาง บางคนช่วยกันห้ามเลือดให้พวกที่ยังหายใจอยู่ภาพทั้งหมดดูวุ่นวาย แต่กลับเป็นความวุ่นวายที่มีระเบียบเหมือนกองทัพที่ชินกับการเก็บกวาดหลังสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
มอร์หันซ้ายมองขวาก่อนจะถาม “คนถือวิทยุอยู่ที่ไหน รีบติดต่อหาลูก้าเร็วเข้า”แต่ตอนนั้นมีเสียงดังขึ้นมาจากพวกที่แยกตัวไปค้นศพด้านในอาคาร
“อ้า!”
“หนีเร็ว!”
“ช่วยด้วย...” ทหารหลายคนชะงักแล้วหันไปมองตามเสียงร้องพร้อมกัน
“ซอมบี้?” ทหารคนหนึ่งพึมพำออกมา แต่ไม่นานเสียงกรีดร้องก็เงียบหายไปมอร์หรี่ตาเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนรอบตัวเงียบ
“หรือว่าจะเป็นซอมบี้มีซอมบี้โดนล่อมาที่นี่”
“ไปดูเร็ว!”
“เสียงมาจากทางนั้น”
“เงียบๆ” มอร์กล่าว ทุกคนระวังตัวทันที เสียงนั้นดังขึ้นอีกรอบ เบากว่าเดิมแต่ใกล้กว่าเดิม
ครืด... กลิ่นคาวเลือดในอากาศแรงมากซอมบี้ถูกล่อมาที่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเพราะศพกับเสียงปืนก่อนหน้านี้ย่อมดึงดูดพวกมันเหมือนเลือดล่อฝูงฉลาม
ทหารบางคนเริ่มยกปืนขึ้นตามสัญชาตญาณบางคนหันไปทางตรอก บางคนมองขึ้นไปบนอาคารรอบด้าน เผื่อว่าจะมีซอมบี้ปีนลงมาจากข้างบน
มอร์เองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ในวินาทีต่อมา เขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เงียบเกินไป... ถ้าเป็นซอมบี้จริงอย่างน้อยมันควรมีเสียงคำราม เสียงฝีเท้าที่ยุ่งเหยิงหรือไม่ก็กลิ่นเน่าแรงกว่านี้ ดวงตาของมอร์หดลงทันที
“ระวัง...!” คำเตือนยังไม่ทันจบ เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นฉับพลัน
ฉับ! มีทหารมืดกระโดดลงมาจากรอบอาคารทีละเงาราวกับเงามืดที่หลุดออกมาจากตัวตึกเอง
ขณะเดียวกันตามตรอกและทางแยกที่เงียบสนิทก่อนหน้านี้ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วฝีเท้าของพวกเขาเบาแต่แน่นจังหวะการเคลื่อนไหวสั้นกระชับละไม่เสียเปล่าแม้แต่นิดเดียว
“ค่ายมิดไนท์...”มอร์ระบุตัวตนของศัตรูได้แทบจะในทันทีดวงตาของเขาหดลงเล็กน้อยเพราะเขาเห็นสิ่งที่ต่างออกไปจากทหารทั่วไปอย่างชัดเจน
พวกนี้ไม่ใช่ทหารชาวบ้านหรือพวกทหารผู้รอดชีวิตแต่เป็นกองกำลังทหารมืออาชีพโดยเฉพาะเลย มีการแต่งกายที่เหมือนกัน ชุดเหมือนกันอาวุธก็เหมือนกัน แม้แต่ค่ายแกนนอนก็ทำแบบนี้ไม่ได้
อาวุธหลักของทหารมืดคือดาบพิฆาตเหล็ก T1 ใบดาบสีดำหม่นสะท้อนแสงวาบเป็นระยะทุกเล่มถูกยกขึ้นในมุมที่พร้อมฆ่า ไม่ใช่พร้อมขู่และยิ่งเมื่อรวมกับชุดเกราะเสือดาว T1 ที่แนบกระชับไปกับร่างก็ยิ่งทำให้ทหารมืดดูเหมือนสัตว์นักล่าที่เกิดมาเพื่อฉีกเหยื่อกลางความวุ่นวาย
เกราะเสือดาว T1 ไม่ได้หนาเท่าเกราะสิงโตทารัส T1 แต่แลกมาด้วยความคล่องตัวที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนกระสุนปืนทั่วไปยิงใส่แล้วเพียงทำให้โลหะสั่น กระเด็น หรือฝังตื้นๆ เท่านั้นถ้าไม่ยิงโดนหัวตรงๆ ก็แทบไม่มีทางหยุดพวกมันได้เลย
“จัดการให้หมด!”ออสก้ามีพลังขั้นสูงพุ่งนำหน้าในจังหวะเดียวกับคำสั่ง
ดาบในมือฟาดเป็นเส้นเฉียงสั้นๆแต่เด็ดขาด ทหารนายหนึ่งของพันธมิตรราชาเพิ่งหันมาเห็นเงาของเขาคอของมันก็ขาดไปแล้ว เลือดพุ่งออกมาเป็นสายยาวก่อนศพจะทรุดลงเหมือนถุงหนังที่ถูกเจาะ
เสียงกรีดร้องดังขึ้นติดกันหลายจุดทหารของพันธมิตรราชาที่เหลืออยู่เดิมก็บาดเจ็บอยู่แล้ว บางคนพันแผลไว้ลวกๆบางคนยังหอบจนยกไหล่ไม่ขึ้น ส่วนที่พอมีแรงก็เพิ่งผ่านศึกหนักมาก่อนหน้านี้ไม่นาน
ร่างกายและจิตใจยังไม่ทันฟื้นตัวเลยแถมกระสุนก็หมดยังไม่ทันได้เปลี่ยนใส่ใหม่หรือมีแม้กระทั่งในมือไม่มีปืนสักกระบอกก็มีพอถูกกองกำลังจู่โจมของค่ายมิดไนท์บุกประชิดแบบนี้ความได้เปรียบจึงพังทลายในแทบจะทันที
ทหารมืดสองร้อยนายอาจดูน้อยหากเทียบกับกองกำลังเต็มรูปแบบของพันธมิตรราชาที่พามาเกือบสองพันหรือแม้แต่ตอนนี้ที่เหลือกันแค่ห้าร้อยคนแถมที่เหลือตอนนี้มันมีแค่คนบาดเจ็บ เหนื่อยล้า และไร้ระเบียบจำนวนเท่านี้ของทหารมืดที่ออสก้านำมาก็พอจะกลายเป็นมีดคมที่เสียบเข้าไปกลางซี่โครงได้แล้ว
ดาบพิฆาตเหล็กฟันขึ้น ฟันลง สะบัดกลับซ้ำไปมาเป็นจังหวะสั้นๆ ไม่มีท่วงท่าเกินจำเป็น
ไม่มีเสียงคำรามปลุกใจ มีเพียงเสียงคมดาบเฉือนเนื้อเสียงเลือดสาด และเสียงศพกระแทกพื้น
ฉัวะ! ทหารนายหนึ่งยกปืนขึ้นจะยิงแต่ข้อมือกลับถูกตัดขาดก่อน จากนั้นดาบอีกเล่มก็แทงทะลุปากจนปลายโผล่ท้ายทอย
อีกด้านหนึ่งทหารมืดคนหนึ่งปล่อยให้กระสุนปืนยิงใส่เกราะอกของตัวเองโดยไม่แม้แต่จะหยุด ร่างของมันเพียงสั่นไปครู่เดียวก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปฟันตัดขาฝ่ายตรงข้ามจนล้ม แล้วจบด้วยการปักดาบลงกลางเบ้าตา
ภาพทั้งหมดโหดและรวดเร็วเกินกว่าคนที่เพิ่งรอดจากสงครามมาหมาดๆจะตั้งตัวได้ มอร์มองสนามรบเพียงไม่กี่วินาทีก็เข้าใจทันที ถ้ายังยืนอยู่ตรงนี้ต่อตัวเองไม่รอดแน่
เขากระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็วมือคว้าประตูฝั่งคนขับแล้วเหวี่ยงตัวเข้าไปข้างใน
“แล้วพรรคพวกของพวกเราล่ะ!จะทิ้งพวกเราเหรอ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแตกตื่นจากข้างรถมอร์หันไปมองเพียงแวบเดียว ก็เห็นลูกน้องที่หน้าเต็มไปด้วยเลือดกำลังจ้องเขาอย่างไม่อยากเชื่ออีกฝ่ายมีวิทยุสื่อสารมาด้วย
“รีบไป!” มอร์กัดฟันแน่นตะโกนกลับเสียงแข็ง “พวกนั้นเป็นทหารค่ายอื่น!เอาพวกเรารอดก่อนก็พอ!” คำพูดนั้นเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งและก็โหดร้ายพอๆ กับมีดปักหลัง แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีพื้นที่ให้ศีลธรรมอีกแล้วคนที่ขึ้นรถได้ก็คือคนที่รอด คนที่ช้าก็ต้องตายอยู่ตรงนี้
“เอาวิทยุมา!” มอร์กระชากวิทยุจากมือลูกน้องที่นั่งข้างๆ แล้วกดติดต่อกลับค่ายทันที
“นี่มอร์!ถูกโจมตีซ้ำที่ย่านการเงิน ส่งกำลัง...”
เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงเครื่องยนต์อีกคันก็ดังขึ้นจากด้านข้างอย่างกะทันหันรถสีดำคันหนึ่งพุ่งประกบมาราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
โครม!