บทที่ 65 : ปิดฉากมหาอำนาจ การสถาปนาตำหนักสวรรค์จักรพรรดิเทพยุทธ์!
ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวเข้าครอบงำมหาทวีปอุดรเหมันต์ ท้องฟ้าที่เคยถูกบดบังด้วยกองเรือเหาะนับหมื่นลำและผู้ฝึกยุทธ์นับสิบล้านชีวิต บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและเศษซากของความพินาศ ซากศพของ 'นักพรตเทียนจี' จักรพรรดิยุทธผู้เคยหยิ่งยโสและทรงอำนาจที่สุดในโลกปุถุชน ถูกผ่าเป็นสองซีกร่วงหล่นอยู่ท่ามกลางกองเลือดสีทองคำที่แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และน่าสยดสยองไปพร้อมๆ กัน
กองทัพพันธมิตรที่รอดชีวิตจากการถูกกวาดล้าง ต่างเบิกตาโพลงค้าง อาวุธในมือร่วงหล่นลงพื้นน้ำแข็งดังกราว พวกมันมองดูร่างของชายชราที่พวกมันเทิดทูนประดุจเทพเจ้า ถูกสังหารลงอย่างง่ายดายด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ความหวาดผวาเกาะกินลึกลงไปในไขกระดูก ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
"ประมุข... ท่านประมุขตกตายแล้ว..." ผู้อาวุโสระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือรอดเพียงหยิบมือ ทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
บนแผ่นหลังของ 'จินหลิน' ราชสีห์เพลิงเทวะ หลิงอวี้ซีตระกองกอดร่างที่หมดสติของซูหลงอวิ๋นเอาไว้แน่น นางทอดสายตามองลงไปยังกองทัพที่สูญเสียผู้นำ นัยน์ตาดอกท้อสาดประกายความหนาวเหน็บและเด็ดขาด
"นักพรตเทียนจี สวี่เหมย และม่อทู ล้วนตกตายไปหมดแล้ว! พวกเจ้าที่เหลือ หากไม่อยากกลายเป็นเศษเนื้อประดับแผ่นดินอุดรเหมันต์... ก็จงไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้! และจงนำข่าวการล่มสลายของมหาอำนาจทั้งสาม ไปป่าวประกาศให้ทั่วทั้งห้ามหาทวีปได้รับรู้!"
สุรเสียงของราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ดังกังวานก้องประดุจประกาศิตแห่งสวรรค์!
เมื่อได้ยินคำสั่งละเว้นโทษตาย กองทัพนับล้านที่เหลือรอดต่างก็แย่งกันลุกขึ้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน! บางคนใช้ยันต์เคลื่อนย้ายมิติ บางคนขี่กระบี่บินหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต กองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แตกพ่ายและสลายตัวไปในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทิ้งไว้เพียงสมรภูมิที่เต็มไปด้วยซากศพและคาวเลือด
หลิงอวี้ซีลอบถอนหายใจยาว นางลดรังสีสังหารลง ก่อนจะหันมามองใบหน้าซีดเซียวของบุรุษในอ้อมกอด เลือดสีทองคำยังคงไหลซึมจากมุมปากของเขา การฝืนใช้วิชาระดับเทวะขั้นสูงสุดเพื่ออัญเชิญ 'ร่างจำแลงจักรพรรดิเทพยุทธ์' ผลาญพลังชีวิตและปราณวิญญาณของเขาไปจนถึงขีดจำกัด หากรากฐานของเขาไม่แข็งแกร่งพอ ร่างกายคงระเบิดแตกไปแล้ว
"จินหลิน หาถ้ำน้ำแข็งที่เงียบสงบและปลอดภัยที่สุดเดี๋ยวนี้ ข้าต้องรีบรักษาเขา" นางส่งกระแสจิตสั่งการสัตว์เทวะ
ราชสีห์เพลิงพยักหน้ารับ มันกางปีกสีทองคำพุ่งทะยานแหวกพายุหิมะ มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาที่ห่างไกลจากสมรภูมิ ค้นพบถ้ำผลึกน้ำแข็งบรรพกาลที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หุบเหวลึก หลิงอวี้ซีอุ้มร่างของซูหลงอวิ๋นเข้าไปภายในถ้ำ นางจัดการกางค่ายกลปิดผนึกเจ็ดชั้นอย่างรัดกุม ก่อนจะวางร่างของเขาลงบนเตียงน้ำแข็งอย่างเบามือ
สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่รอช้า นางตวัดมือรวบรวมแหวนมิติของนักพรตเทียนจีที่นางเก็บมาได้ (รวมถึงแหวนของจ้านอู๋หยาที่อยู่ในตัวซูหลงอวิ๋น) นางค้นหา 'โอสถเทวะคืนวิญญาณ' และ 'หยาดน้ำค้างสวรรค์' ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของทวีปศูนย์กลางออกมา นางป้อนโอสถเข้าปากของเขา พร้อมกับประทับฝ่ามือลงบนแผ่นอก ถ่ายทอดปราณเหมันต์อันบริสุทธิ์เข้าไปช่วยปรับสมดุลความร้อนแรงของเพลิงสวรรค์ทั้งสี่ดวงที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในจุดตันเถียนของเขา
เวลาล่วงเลยผ่านไปสามวันสามคืน หลิงอวี้ซีมิได้พักผ่อนแม้แต่น้อย นางคอยเฝ้าดูอาการของเขาอย่างใกล้ชิด หยาดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนียนของนาง
จนกระทั่งยามเช้าของวันที่สี่...
"แค่ก..."
เสียงไอดังขึ้นแผ่วเบา เปลือกตาของซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น นัยน์ตาสองสี... ข้างหนึ่งทองคำ ข้างหนึ่งดำทมิฬ... กลับมาสาดประกายความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้จะยังดูอ่อนล้า ทว่ากลิ่นอายความเย่อหยิ่งท้าทายสวรรค์ก็ยังคงไม่จางหายไป
"เจ้าฟื้นแล้ว!" หลิงอวี้ซีอุทานด้วยความยินดี นางรีบชักมือกลับ ทว่าซูหลงอวิ๋นกลับคว้าข้อมือของนางเอาไว้เสียก่อน
มัจจุราชหนุ่มยกยิ้มมุมปาก เขาใช้แรงที่เริ่มฟื้นฟูดึงร่างอรชรของนางให้ล้มลงมาซบที่แผ่นอกของเขา "ข้าหลับไปนานเพียงใด... ภาชนะของข้า คงมิได้แอบหลั่งน้ำตาให้ข้าหรอกนะ?"
หลิงอวี้ซีใบหน้าแดงซ่าน นางพยายามดิ้นรนเล็กน้อย ทว่าก็มิได้ใช้พลังราชันย์ยุทธ์ขัดขืนแต่อย่างใด "หลงตัวเองนัก! ผู้ใดจะไปร้องไห้ให้สัตว์ประหลาดวิปริตเยี่ยงเจ้ากัน! ข้าแค่กลัวว่าหากเจ้าตายไป ตราประทับในวิญญาณของข้าจะลากข้าลงนรกตามเจ้าไปด้วยก็เท่านั้น!"
"ปากแข็งไม่เปลี่ยน" ซูหลงอวิ๋นหัวเราะในลำคอ เขาปล่อยให้นางลุกขึ้นนั่งดีๆ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ เขาสูดลมหายใจลึก ตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเอง
"โอสถของตาแก่เทียนจี นับว่ามีประโยชน์ไม่เลว... ผสานกับ 'แก่นกำเนิดเอกภพ' ที่หล่อเลี้ยงรากฐานของข้าอยู่ บัดนี้พลังของข้าฟื้นฟูมาได้เจ็ดส่วนแล้ว ซ้ำรากฐานขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น ก็ได้รับการขัดเกลาจากความเป็นความตายจนมั่นคงประดุจหินผา"
เขาบีบหมัดแน่น สัมผัสถึงพลังทำลายล้างที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร "การสังหารจักรพรรดิยุทธ แม้จะต้องแลกด้วยพลังทั้งหมด ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คุ้มค่ายิ่งนัก... บัดนี้ ในห้ามหาทวีป ไม่มีผู้ใดที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตที่เจ็ดอีกต่อไป"
"ยังเหลืออีกหนึ่งคน" หลิงอวี้ซีเอ่ยขัดขึ้น นัยน์ตาดอกท้อสาดประกายความเย็นชา "ไป๋รั่วปิง... ยายแก่นั่นใช้จังหวะที่เจ้ากำลังสังหารเทียนจี ใช้ยันต์มิติหลบหนีไป นางเป็นถึงราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด แม้จะเสียแขนและรากฐานเสียหาย ทว่าหากปล่อยให้นางรอดไปได้ ย่อมเป็นหอกข้างแคร่"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง รอยยิ้มอำมหิตปรากฏบนใบหน้า "หนีงั้นรึ? เจ้าคิดว่าในอาณาเขตโลกหล้านี้ มีผู้ใดหนีพ้นสายตาของข้าได้อีกหรือ?"
ชายหนุ่มหลับตาลง เขากระตุ้นพลังวิญญาณระดับสูงสุดที่ได้รับจากการขยายทะเลวิญญาณ 'จิตสัมผัส' ที่ครอบคลุมได้กว้างไกลถึงห้าหมื่นลี้ ถูกแผ่กวาดออกไปประดุจแหอวนที่คลุมผืนฟ้า!
เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป นัยน์ตาซ้ายสีดำทมิฬของเขาก็ลืมขึ้น เปล่งประกายสีเขียวอเวจี
"พบตัวแล้ว... นางหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ 'สุดขอบผืนน้ำแข็ง' ทางทิศเหนือสุดของมหาทวีป ที่นั่นมีค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติบรรพกาลที่สามารถส่งตัวข้ามไปยัง 'แดนสวรรค์เบื้องบน' ได้ ดูเหมือนว่านางจะหวาดกลัวจนหัวหด ยอมละทิ้งมหาทวีปและฐานะประมุข เพื่อหนีเอาชีวิตรอด"
"ค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามพิภพ! หากนางหนีไปได้ การจะตามล่าตัวนางในดินแดนเบื้องบนย่อมยากลำบากยิ่งนัก!" หลิงอวี้ซีหน้าถอดสี
"ข้าย่อมไม่ปล่อยให้นางได้ก้าวเท้าออกจากโลกใบนี้แม้แต่ก้าวเดียว" ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน สะบัดเสื้อคลุมสีขาวขลิบทอง "ไปกันเถิด อวี้ซี... ไปชำระบัญชีแค้นส่วนตัวของเจ้า และปิดฉากยุคสมัยเก่าของมหาทวีปอุดรเหมันต์เสียที!"
...
ณ สุดขอบผืนน้ำแข็ง ดินแดนที่หนาวเหน็บและรกร้างที่สุดของมหาทวีปอุดรเหมันต์
พายุหิมะที่นี่เกรี้ยวกราดจนสามารถฉีกร่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำให้เป็นชิ้นๆ ท่ามกลางลานน้ำแข็งกว้างใหญ่ ปรากฏแท่นศิลาวงกลมที่สลักอักขระมิติอันซับซ้อน มันคือ 'ค่ายกลข้ามพิภพ' ที่ถูกทิ้งร้างมานานนับหมื่นปี
ไป๋รั่วปิง อดีตประมุขแห่งวังวังวนเหมันต์ กำลังใช้แขนขวาที่เหลือเพียงข้างเดียว วางหินปราณระดับสูงสุดนับล้านก้อนลงบนจุดศูนย์กลางของค่ายกล ใบหน้าของนางซีดเซียว ผมเฝ้ายุ่งเหยิง นัยน์ตาสีฟ้าครามเต็มไปด้วยความหวาดผวาและเร่งรีบ
"เร็วเข้า... ต้องเร็วเข้า! ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นสังหารนักพรตเทียนจีได้! มันต้องตามล่าข้าแน่! หากข้าเปิดค่ายกลนี้สำเร็จ ข้าจะได้ไปขอพึ่งพิง 'นิกายเหมันต์สวรรค์' ในดินแดนเบื้องบน ถึงตอนนั้น ต่อให้มันเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจตามไปสังหารข้าได้!"
นางพึมพำกับตนเองอย่างคนเสียสติ ทุ่มเทพลังปราณทั้งหมดที่มีเพื่อกระตุ้นอักขระมิติ แสงสีเงินยวงเริ่มสว่างวาบขึ้นจากแท่นศิลา บ่งบอกว่าค่ายกลกำลังจะทำงาน
ทว่า... ความหวังของนาง ก็ถูกเหยียบย่ำให้แหลกสลายด้วยความจริงอันโหดร้าย!
"ตึงงงงงงงง!"
เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงประดุจขุนเขาหล่นทับ ดังก้องลงมาจากฟากฟ้า! ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น แสงสีเงินของค่ายกลข้ามพิภพพลันดับวูบลงอย่างกะทันหัน อักขระมิติแตกร้าวและสลายไป!
"อะไรกัน! ค่ายกลของข้า! ผู้ใดบังอาจแทรกแซงกฎเกณฑ์มิติ!" ไป๋รั่วปิงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
"มิติแห่งนี้... ถูกข้า 'ปิดผนึก' ไว้หมดแล้ว ยายแก่จิ้งเหลน"
สุรเสียงที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ดังกังวานมาจากเบื้องหลังของนาง
ไป๋รั่วปิงค่อยๆ หันกลับไปมอง ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อพบว่าเบื้องหน้าของนาง ปรากฏเงาร่างของบุรุษชุดขาวและสตรีโฉมงาม ที่ลอยตัวลงมาจากความว่างเปล่าอย่างไร้สุ้มเสียง!
ซูหลงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลัง นัยน์ตาสองสีทอดมองอดีตประมุขผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความสมเพช "หนีรอดจากเงื้อมมือข้าไปได้ครั้งหนึ่งก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้ว เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง?"
"ซะ... ซูหลงอวิ๋น! หลิงอวี้ซี!"
ไป๋รั่วปิงถอยหลังกรูด ขาของนางอ่อนระทวยจนแทบจะยืนไม่อยู่ "พวกเจ้า... พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ! ข้าเป็นถึงราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด! หากพวกเจ้าบีบคั้นข้า ข้าจะจุดระเบิดทารกวิญญาณตายตกไปตามกัน!"
"จุดระเบิดวิญญาณ? ต่อหน้าผู้ปกครองวิญญาณอย่างข้าน่ะรึ? ช่างน่าขัน" ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ เขามิได้คิดจะลงมือเอง เขาหันไปพยักหน้าให้สตรีข้างกาย "อวี้ซี... นางเป็นของเจ้า"
หลิงอวี้ซีก้าวออกมายืนเบื้องหน้า นัยน์ตาดอกท้อสาดประกายความหนาวเหน็บที่เหนือล้ำกว่าพายุหิมะรอบด้าน กระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ในมือส่องแสงสีขาวบริสุทธิ์ นางจ้องมองอดีตศัตรูที่เคยไล่ล่านางจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยความสงบนิ่ง
"ไป๋รั่วปิง... เจ้าเคยอวดอ้างว่าวิถีเหมันต์ของเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ทว่าจิตใจของเจ้ากลับคับแคบและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว..." หลิงอวี้ซีชี้ปลายกระบี่ไปยังร่างของอดีตประมุข "วันนี้ ข้า หลิงอวี้ซี จะเป็นผู้ล้างมลทินให้แก่วิถีเหมันต์เอง! จงรับการสั่งสอนนี้ไปสู่ปรโลกเสียเถิด!"
"อย่ามาหยามข้า นังเด็กเมื่อวานซืน! ข้าจะลากเจ้าลงนรกไปด้วย!"
ไป๋รั่วปิงรู้ดีว่าไม่มีทางหนีพ้น นางระเบิดปราณราชันย์ยุทธ์เฮือกสุดท้าย อาณาเขตวังวนเหมันต์นิรันดร์ถูกกางออกอย่างบ้าคลั่ง พายุหิมะแปรสภาพเป็นคมมีดนับล้านเล่ม พุ่งทะยานเข้าสับสังหารหลิงอวี้ซี!
ทว่า เผชิญหน้ากับการดิ้นรนของสุนัขจนตรอก หลิงอวี้ซีเพียงแค่หลับตาลง สูดลมหายใจลึก
"สัจธรรมเหมันต์เทวะ... ศูนย์สัมบูรณ์บรรพกาล!"
วูบ!
ร่างของหลิงอวี้ซีเปล่งประกายแสงสีขาวสว่างเจิดจ้า! นางมิได้กางอาณาเขตตอบโต้ ทว่านางพุ่งทะยานร่างฝ่าพายุคมมีดหิมะเข้าไปโดยตรง! รังสีกระบี่ของนางมิใช่การฟาดฟัน ทว่ามันคือการ 'หยุดยั้ง' การสั่นสะเทือนของทุกสรรพสิ่ง!
เมื่อคมกระบี่ของหลิงอวี้ซีแทงทะลุผ่านมิติ... พายุหิมะนับล้านเล่มของไป๋รั่วปิง พลันหยุดนิ่งอยู่กับที่ประดุจเวลาถูกแช่แข็ง!
สัจธรรมแห่งศูนย์สัมบูรณ์ ที่ได้รับการยกระดับจากปราณเทวะ ลบล้างพลังความร้อนและการเคลื่อนไหวทั้งหมดในรัศมีสิบลี้!
ฉึก!
กระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์แทงทะลุจุดกึ่งกลางหน้าผากของไป๋รั่วปิงอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งเสียงระเบิด ไร้ซึ่งเลือดที่สาดกระเซ็น
นัยน์ตาสีฟ้าครามของอดีตประมุขเบิกกว้าง ร่างกายของนางถูกเกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์เกาะกุมตั้งแต่จุดที่ถูกแทง ลุกลามไปทั่วทั้งเรือนร่างและจิตวิญญาณภายในเสี้ยววินาที นางถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งกายเนื้อ ทารกวิญญาณ และสติสัมปชัญญะ
เป๊าะ... เพล้งงงงง!
สายลมพัดผ่านเบาๆ ร่างของไป๋รั่วปิง ราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดแห่งมหาทวีปอุดรเหมันต์ ก็แตกสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งระยิบระยับ ล่องลอยหายไปกับพายุหิมะ ปิดตำนานประมุขหญิงผู้เหี้ยมโหดอย่างถาวร!
หลิงอวี้ซีสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝัก นางยืนสงบนิ่งท่ามกลางละอองน้ำแข็ง ความแค้นและความอัดอั้นทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกไปจนหมดสิ้น บัดนี้ นางคือผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีเหมันต์อย่างแท้จริง
ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินเข้ามาหานาง เขายกมือขึ้นลูบเส้นผมสีดำขลับของนางอย่างแผ่วเบา "ทำได้ดีมาก ภาชนะของข้า... บัดนี้ เสี้ยนหนามทั้งหมดได้ถูกถอนออกไปแล้ว"
เขาทอดสายตามองข้ามทุ่งน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ไปยังเส้นขอบฟ้า นัยน์ตาสองสีสาดประกายความทะเยอทะยานที่ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้อีกต่อไป
"ห้ามหาทวีป... ศูนย์กลาง, อุดรเหมันต์, ประจิมวิญญาณ, ทักษิณอัคคี, และบูรพาพฤกษา... ขุมอำนาจที่เคยปกครองโลกใบนี้ ล้วนสูญเสียผู้นำและรากฐานไปจนหมดสิ้น บัดนี้ โลกปุถุชนเปรียบเสมือนแผ่นกระดาษเปล่า ที่รอคอยให้ข้าเป็นผู้ขีดเขียนกฎเกณฑ์ลงไปใหม่"
...
หนึ่งเดือนต่อมา ณ อดีตที่ตั้งของ 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋า' ใจกลางมหาทวีปศูนย์กลาง
ซากปรักหักพังของหอคอยหมื่นเต๋าถูกปัดกวาดจนหมดสิ้น แทนที่ด้วย 'พระราชวังลอยฟ้า' ขนาดยักษ์ที่ซูหลงอวิ๋นจำลองขึ้นมาจากวิหารจักรพรรดิบรรพกาล มันสลักเสลาจากทองคำและหยกขาวบริสุทธิ์ ลอยตระหง่านอยู่เหนือหมู่เมฆ แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และอำนาจการปกครองที่ทำให้ผู้คนทั้งโลกหล้าต้องหมอบกราบ
วันนี้ คือวันแห่งประวัติศาสตร์ที่สวรรค์และปฐพีต้องจารึก!
ณ ลานจัตุรัสหยกขาวหน้าพระราชวังลอยฟ้า ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงนับแสนชีวิตจากทั่วทั้งห้ามหาทวีป ต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง! ไม่ว่าจะเป็นประมุขนิกาย ผู้อาวุโสคุมกฎ หรือจักรพรรดิแห่งแว่นแคว้นต่างๆ... ผู้ใดที่มีระดับพลังตั้งแต่ขอบเขต 'วิญญาณก่อกำเนิด' ขึ้นไป ล้วนต้องเดินทางมาที่นี่!
ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน เพราะบทเรียนจากการล่มสลายของดินแดนหมื่นเต๋า วังวังวนเหมันต์ และนิกายมารโลหิต ได้ประกาศให้โลกรับรู้แล้วว่า การต่อต้านบุรุษผู้นี้ มีเพียงจุดจบคือความตาย!
บนบัลลังก์ดาราจักรที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดสูงสุดของบันไดหยกเก้าสิบเก้าขั้น...
ซูหลงอวิ๋นประทับนั่งอยู่อย่างสง่างามและทรงอำนาจที่สุด เขาสวมชุดคลุมจักรพรรดิลวดลายมังกรเทวะที่ทอด้วยด้ายสีทองคำ นัยน์ตาสองสีทอดมองลงมายังผู้ฝึกยุทธ์นับแสนที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างประดุจมองดูมดปลวก
เคียงข้างบัลลังก์ของเขา คือหลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้งดงามที่บัดนี้สวมมงกุฎเหมันต์ราชินี นางยืนตระหง่านแผ่กลิ่นอายราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดข่มขวัญผู้คน และยังมี 'จินหลิน' ราชสีห์เพลิงเทวะ หมอบเฝ้าอยู่ที่ตีนบันได
"พวกมดปลวกทั้งหลาย..."
สุรเสียงของซูหลงอวิ๋นดังกังวานก้อง แฝงด้วยพลังวิญญาณที่สั่นสะเทือนไปถึงจุดตันเถียนของผู้ฟังทุกคน "ยุคสมัยแห่งความแตกแยกและการปกครองอันโง่เขลาของห้ามหาอำนาจ ได้สิ้นสุดลงแล้ว..."
"นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป! แผ่นดินทั้งห้ามหาทวีป จะถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ธงของ 'ตำหนักสวรรค์จักรพรรดิเทพยุทธ์'!"
"ข้า ซูหลงอวิ๋น... คือ 'จักรพรรดิสวรรค์' (Heavenly Emperor) ผู้ปกครองสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้! คำสั่งของข้าคือสัจธรรม ผู้ใดที่ยอมสยบ จะได้รับความรุ่งโรจน์ ผู้ใดที่คิดกบฏ... จะถูกลบวิญญาณออกไปจากวัฏสงสาร!"
"น้อมรับบัญชา! ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"
ผู้ฝึกยุทธ์นับแสนชีวิต พร้อมใจกันโขกศีรษะลงกับพื้นหยกขาวดังกัมปนาท! เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังก้องไปทั่วทั้งมหาทวีปศูนย์กลาง สยบยอมต่ออำนาจเบ็ดเสร็จของมัจจุราชหนุ่มผู้นี้อย่างราบคาบ!
ซูหลงอวิ๋นทอดสายตามองภาพความยิ่งใหญ่เบื้องล่าง รอยยิ้มโอหังปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทว่าภายในใจของเขากลับมิได้หยุดนิ่งเพียงเท่านี้
เขาลุกขึ้นยืน แหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลทะลุหมู่เมฆขึ้นไป... สู่มิติที่อยู่สูงกว่าโลกปุถุชน
"การพิชิตโลกปุถุชน... เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น..."
ซูหลงอวิ๋นพึมพำแผ่วเบา นัยน์ตาสองสีสาดประกายความทะเยอทะยานที่ไร้ที่สิ้นสุด "แดนสวรรค์เบื้องบน... สถานที่ที่ทวยเทพและผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงหลับใหล... ข้ากำลังจะไปทวงคืนทุกสิ่งที่เคยเป็นของข้ากลับมา!"
ตำนานบทแรกในโลกปุถุชนได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าเส้นทางแห่งวิถีเทวะที่แท้จริง เพิ่งจะเปิดม่านขึ้น!
(จบบทที่ 65)