เมิ่งฝานเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ขณะที่วิ่งหนีอย่างสุดชีวิตก็ยังคงกอดสตรีชุดขาวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
หลังจากที่วิ่งมาได้นับพันเมตรเมิ่งฝานก็กระอักเลือดรู้สึกคล้ายดั่งว่าพลังในร่างกายมีไม่เพียงพอ นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์เพราะบังเอิญพบถ้ำร้างแห่งหนึ่งและรู้ดีว่านี่เป็นฟางเส้นสุดท้ายในการรอดชีวิต
จากสภาพถ้ำเมิ่งฝานก็รู้ได้ว่าก่อนหน้านี้นี่เป็นถ้ำของสัตว์อสูรแต่ในยามนี้มันกลับรกร้างและยังมีกลิ่นของมูลสัตว์คงค้างอยู่ภายในทว่าเมิ่งฝานก็หาได้มีเวลาไปสนใจสิ่งเหล่านั้นไม่ เพราะเวลานี้เขาเหมือนคนใกล้ตายเต็มทีแล้วจึงพุ่งตัวเข้าไปจากนั้นนำสตรีผู้นั้นวางลงข้างกาย
ในเวลาต่อมาเมิ่งฝานที่นั่งอยู่ภายในถ้ำก็ไอออกมาอย่างรุนแรงเลือดสีแดงสดทะลักออกมาพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน
การฝืนเผชิญหน้ากับอสรพิษทมิฬตัวยักษ์เมื่อครู่ได้ทำให้เมิ่งฝานเกือบเอาชีวิตไม่รอดแม้ว่าจะยังไม่ตายแต่เส้นแขนงปราณและกระดูกภายในร่างกายของเขาก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักหากไม่ใช่เพราะปณิธานที่ยังอยากมีชีวิตต่อไปเขาก็คงจะตายไปแล้ว
และในยามนี้เมิ่งฝานก็ยังสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายที่เย็นยะเยือกกำลังกลืนกินเส้นแขนงปราณของตนเองอยู่ภายในร่างกายเป็นกลิ่นอายแห่งพลังเดียวกับที่อสรพิษทมิฬตัวนั้นปล่อยออกมาเมิ่งฝานตระหนักได้ทันทีว่าตนเองจะต้องถูกพิษของมันเล่นงานแล้วเป็นแน่!
เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างกายของเด็กหนุ่มก็สั่นเทาเพราะสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของตนเองที่เริ่มลดน้อยถอยลงไปอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเขาก็คงจะกลายเป็นศพ! ชั่วพริบตาต่อมาเด็กหนุ่มก็กัดฟันแน่นแล้วนำลูกปัดสีดำนั้นออกมานิ้วทั้งห้ากอบกุมมันเอาไว้แน่นก่อนจะดูดซับพลังอันร้อนผ่าวอย่างบ้าคลั่ง
พลังร้อนผ่าวพลันแล่นไปทั่วร่างของเมิ่งฝานเพื่อทำการฟื้นฟูซ่อมแซมเส้นแขนงปราณที่เสียหายเหล่านั้นในทันใดเมิ่งฝานรู้สึกราวกับว่าตนเองนั่งอยู่ท่ามกลางบ่อน้ำพุร้อนก็ไม่ปานเมื่อเห็นว่าพลังจากลูกปัดนั้นสามารถสยบความเย็นในร่างกายได้ เขาจึงหลับตาลงไปพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน
มันได้ผลจริงๆแม้จะต้องเผชิญหน้ากับพิษร้ายของสัตว์อสูรในระดับห้าก็ยังมีประสิทธิภาพอันเลิศล้ำไม่ธรรมดาพลังร้อนผ่าวแล่นไปทั่วร่างกายของเมิ่งฝานเพื่อฟื้นฟูเส้นแขนงปราณที่เสียหายคล้ายดั่งเช่นที่ผ่านมาส่วนไอเย็นที่อยู่ภายในร่างของเมิ่งฝานก็ค่อยๆ จางหายไป
เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสีหน้าของเมิ่งฝานก็กลับมาเหมือนดั่งที่เคยเป็นแม้ว่าจะยังคงมีรอยเลือดปรากฏ แต่ในร่างกายก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่แข็งแกร่งเด็กหนุ่มสะกดความสงสัยที่มีต่อลูกปัดสีดำพร้อมทั้งกัดฟันแน่นแล้วปล่อยให้พลังของมันไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกระทั่งไอความเย็นจากพิษร้ายนั้นจางหายไปเมิ่งฝานจึงลืมตาขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดลงเมิ่งฝานจึงรู้ว่าผ่านไปนานถึงสามชั่วยามแล้ว! เขาลอบถอนหายใจออกมาเสียงเบาเพราะรู้ดีว่าการฟื้นฟูพลังในครั้งนี้เป็นการช่วยให้เขารอดพ้นจากความตายหากอาการบาดเจ็บรุนแรงยิ่งกว่านี้อีกเพียงเล็กน้อย หรือหากไร้ซึ่งลูกปัดสีดำคอยช่วยเหลือเขาก็คงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงยามนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกโกรธแค้นสตรีชุดขาวผู้นี้เป็นอย่างยิ่งทว่าเมื่อเงยหน้าแล้วมองไปอย่างดุดันได้เพียงชั่วครู่เมิ่งฝานก็ไม่อาจโกรธแค้นนางได้อีกต่อไป
ในจุดที่ไม่ไกลนัก สตรีชุดขาวนอนขดตัวอยู่ในมุมหนึ่งของถ้ำเลือดสีแดงสดของนางไหลออกมาเปื้อนชุดที่สวมใส่ทั้งยังส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดหลายครา
เมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้เกรงว่าต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณก็คงจะมีชีวิตได้อีกเพียงไม่นาน! เมิ่งฝานลูบปลายจมูกของตนเองก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังข้างกายของสตรีชุดขาวเขาคว้าเข้าที่ข้อมือของนางเอาไว้ก่อนจะสัมผัสผิวพรรณนุ่มลื่นของอีกฝ่าย
ผิวพรรณเช่นนี้คล้ายดั่งว่าหากถูกปัดเป่าก็พร้อมที่จะเกิดบาดแผลขึ้นในทันใด!
นับเป็นสิ่งที่เลิศล้ำแห่งแดนมนุษย์เสียจริง! ในยามนี้ใบหน้าสวยสดงดงามที่อยู่ใต้ผ้าผืนบางนั้นปรากฏให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อยซึ่งมันก็สร้างแรงดึงดูดให้แก่เมิ่งฝานไม่น้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะต้องมาอยู่ในถ้ำกับสตรีงามสองต่อสองเช่นนี้แต่สตรีลึกลับตรงหน้าเขาก็ช่างเลิศล้ำเสียจริง
เมื่อคิดได้ดังนั้นโทสะในหัวใจของเมิ่งฝานก็เลือนหายไปเพราะถึงแม้ว่าสตรีตรงหน้าจะเกือบทำให้ตนเองต้องตายแต่ในขณะนี้ทั้งสองก็อยู่ในสภาพที่น่าเวทนาไม่ต่างกัน
“อย่าแตะต้องตัวข้า!”
แล้วในวินาทีต่อมานางก็พึมพำออกมาเสียงเบานางอยากจะดึงข้อมือที่เมิ่งฝานจับเอาไว้กลับไปแต่ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เมิ่งฝาย่นคิ้วก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“ข้ากำลังจะช่วยเจ้า”
“ข้าไม่ต้องการ!”
นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นนัยน์ตาที่พยายามมองไปยังเมิ่งฝานแฝงไปด้วยความเย็นชา “หากเจ้าคิดจะทำมิดีมิร้ายกับข้าละก็เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะลุกขึ้นไปสังหารเจ้าเสีย!”
เสียงนั้นจบลงไปพร้อมกับจิตสังหารที่เย็นชาแม้แต่บรรยากาศภายในถ้ำก็ยังเย็นยะเยือกลงไปตามเสียงของนางแต่ในชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานยังไม่ทันได้เอ่ยตอบอันใด นางก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างก่อนจะสลบไปอีกครั้งมีเลือดไหลออกมาจากมุมปากแต่มันกลับเป็นเลือดสีดำ
และนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้ว่าพิษได้แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะของนางแล้ว!
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกของตนเองพร้อมทั้งขมวดคิ้วแม้ว่าสตรีตรงหน้าจะมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรต่อตน แต่เมิ่งฝานก็จำต้องช่วยชีวิตนางเอาไว้เสียก่อน
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่ใช่เพราะข้าอยากช่วยเจ้าแต่เพราะหากไม่ช่วยเจ้าข้าก็จะออกไปจากที่นี่ไม่ได้!”
เพราะถึงอย่างไรแล้วนั้นแม้ว่าอสรพิษทมิฬตัวนั้นจะบาดเจ็บสาหัสจนไม่อาจจู่โจมเมิ่งฝานและสตรีลึกลับต่อไปทว่ามันก็ยังคงมีชีวิตอยู่
สัตว์อสูรยิ่งมีระดับพลังสูงเท่าใดก็ยิ่งแค้นฝังลึกเท่านั้นเมื่อใดที่มันรักษาตัวจนหายจะต้องออกตามกลิ่นมาจนเจอตนเองและสตรีลึกลับผู้นี้เป็นแน่เมื่อนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของอสรพิษทมิฬตัวนั้น เมิ่งฝานก็มั่นใจว่าตนเองไม่อาจลงจากเขาเยียนหลางแห่งนี้ไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน
ฉะนั้นเขาจำเป็นต้องช่วยชีวิตสตรีลึกลับผู้นี้หากไม่มีนางเขาเองก็ไม่มีทางรอดเช่นกัน! เมิ่งฝานกัดฟันแน่นก่อนจะฉีกเสื้อผ้าท่อนบนของสตรีลึกลับออกเมื่อสิ้นเสียงดัง ‘แคว้ก’ ผ้าไหมบนตัวของนางก็หายไปเผยให้เห็นบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกที่มีเลือดไหลออกมาบริเวณหัวไหล่ขาว
ขณะเดียวกันผ้าผืนบางที่นางใช้ปิดบังใบหน้าก็ร่วงลงไปด้วย พลันใบหน้างามเช่นสตรีเมืองหลวงก็ทำให้เมิ่งฝานถึงกับชะงักงันทั้งคิ้วและนัยน์ตาของนางล้วนแต่ให้ความรู้สึกสูงศักดิ์ทั้งสิ้นใบหน้าของนางช่างเลิศล้ำงดงามปานเทพธิดาเช่นเดียวกับร่างกายที่น่าหลงใหล!
นางดูราวกับเทพธิดาผู้ลงมาเยือนโลกมนุษย์ยิ่งสวมใส่เพียงตู้โตว[1]และเผยให้เห็นเนื้อนวลของแผ่นหลังที่ขาวเนียนก็ยิ่งทำให้น่าหลงใหลยิ่งนัก! สตรีที่อยู่เบื้องหน้าเขาในยามนี้มีใบหน้าประหนึ่งเทพธิดามีรูปร่างที่น่าหลงใหลราวกับปีศาจ แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังอดไม่ได้ที่จะร้อนรุ่มไปทั้งร่างและเกิดความต้องการขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง
ให้ตายสิ นี่มันใช่เวลาเสียที่ไหน!
เขาสบถกับตนเองก่อนจะพยายามตั้งสติต่อมาจึงขยับฝ่ามือสัมผัสลงไปบนเรือนร่างของนางเบาๆ เมื่อมาถึงยามนี้เขาก็จำต้องลองเดิมพันกันสักครั้งเมิ่งฝานรู้ดีว่าลูกปัดสีดำนั้นมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายตนเองแต่เขาก็ไม่เคยใช้มันกับผู้อื่น
ทว่าในยามนี้เขาไร้ซึ่งหนทางอื่นแล้วเมิ่งฝานกอบกุมลูกปัดสีดำนั้นเอาไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างก็ส่งพลังของลูกปัดเข้าไปยังร่างกายของหญิงสาว พลังร้อนผ่าวนั้นพลันแล่นตามฝ่ามือของเมิ่งฝานเข้าไปยังร่างกายของอีกฝ่ายเมื่อมันแผ่กระจายไปทั่วร่างก็ทำให้นางส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ ซึ่งบ่งบอกว่ามันได้ผล
เมื่อเห็นว่าได้ผลเมิ่งฝานก็เริ่มขยับฝ่ามือไปตามร่างกายของนางอย่างแผ่วเบาเพราะถึงอย่างไรสตรีผู้นี้ก็หาได้คล้ายดั่งเมิ่งฝานที่สามารถใช้พลังของลูกปัดได้ตามอำเภอใจฉะนั้นแล้วผู้ที่มีบาดแผลสาหัสยิ่งกว่าเมิ่งฝานก็จำต้องให้เขาช่วยเท่านั้น
เมื่อฝ่ามือของเมิ่งฝานเคลื่อนไปตามร่างกายจุดที่ได้รับการรักษาก็เริ่มทำการฟื้นฟูตัวเองแต่ในขณะที่ทำการรักษาเมิ่งฝานก็จำต้องสัมผัสเรือนร่างของนางอยู่บ่อยครั้งรวมถึงตำแหน่งที่ไม่ควรสัมผัสด้วย
เมื่อมีสตรีผู้เลอโฉมผู้ตรงหน้าจะบอกว่าเมิ่งฝานไม่หวั่นไหวก็คงเป็นเพียงการโกหกเท่านั้นแต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็รู้ดีว่าหากตนเองคิดนอกลู่นอกทางละก็ เมื่อใดที่นางหายดีสิ่งแรกที่จะทำก็คือจัดการเขาเสียสุดท้ายเมิ่งฝานจึงทำได้เพียงตั้งใจรักษาอย่างจริงจังพร้อมทั้งต้องสะกดไฟร้อนในร่างกายไปด้วยและการกระทำเช่นนี้ก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายเอาเสียเลย!
สุดท้ายเมื่อได้ลูบขึ้นมาในส่วนบนเมิ่งฝานก็จำต้องหลับตาลงและไม่สนใจความรู้สึกนุ่มนิ่มบนฝ่ามือเพื่อส่งพลังร้อนผ่าวเข้าสู่ร่างกายของสตรีตรงหน้า เมื่อได้รับพลังจากเมิ่งฝานก็ทำให้ร่างกายของนางฟื้นตัวสีหน้าเริ่มดีขึ้นและมีสีเลือดปรากฏ ไม่ได้ซีดเผือดเช่นเดิม
ขณะที่นางสะลึมสะลือไม่ได้สติ ก็พึมพำออกมาเสียงเบา“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ อวี่อินจะตั้งใจบำเพ็ญตนเป็นแน่!”
อวี่อิน!
เมิ่งฝานย่นคิ้วมองสตรีลึกลับที่ยังคงไร้สติก่อนจะลูบปลายจมูกตนเองดูท่าเมื่อครู่นั้นก็คือนามของสตรีผู้นี้ ซึ่งนามว่าอวี่อินก็ฟังดูแล้วนุ่มนวลอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่งทว่าฝีมือความสามารถของนางกลับเรียกได้ว่าจอมยุทธ์ชั้นสูงเลยทีเดียว
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเคลื่อนพลังของลูกปัดสีดำต่อไปผ่านไปหนึ่งชั่วยามการรักษาก็เสร็จสมบูรณ์ เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาเสียงยาวและมีเหงื่อเปียกโชกไปทั้งร่าง
รักษานางทำให้เขาเหนื่อยยิ่งกว่ารักษาตนเองเสียอีก!
เมื่อเขารู้ว่าว่าสตรีลึกลับผู้นี้พ้นขีดอันตรายแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ยามนี้นางก็ดูคล้ายจะเชื่อฟังมากกว่าเดิมส่วนเขาก็นอนอยู่ในถ้ำอย่างเงียบงันเพื่อรอให้นางตื่น
ทว่าสภาพของนางในยามนี้ช่างดูเย้ายวนอย่างยิ่งหากไม่ใช่เพราะเขายำเกรงต่อความยิ่งใหญ่ของนางก็คงจะไม่อาจระงับความต้องการของตนเองได้อีกต่อไปเป็นแน่
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นเดินไปยังปากถ้ำเขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง กว่าจะระงับความต้องการในหัวใจลงได้ก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่จากนั้นจึงทำความสะอาดสถานที่แห่งนี้อย่างดิบดีพร้อมทั้งสกัดกั้นกลิ่นอายของตนเองและสตรีลึกลับไม่ให้ลอยออกไปด้านนอก
ประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นของสัตว์อสูรว่องไวเป็นอย่างยิ่งหากปล่อยให้มันรับรู้ร่องรอยหรือเบาะแสใดก็คงยากที่จะเอาชีวิตรอด เมิ่งฝานไม่กล้าประมาทหรือทำเป็นเรื่องล้อเล่นจึงนำก้อนหินขนาดใหญ่มาวางปิดปากถ้ำเอาไว้
ต่อมาก็ก่อฟืนจุดไฟในจุดที่ไม่ไกลนักแล้วนำเนื้อสดในถุงสัมภาระออกมาสองสามชิ้น
เนื้อสดดังกล่าวนั้นก็คือเนื้อของวานรอัคคีที่เมิ่งฝานเตรียมเอาไว้โดยปกติแล้วเมื่อรู้สึกหิวเขาก็จะนำมันออกมาย่างไฟกิน นับว่าเป็นเนื้อที่มีรสชาติไม่เลวเลยก็ว่าได้
ความมืดในยามราตรีปกคลุมไปทั่วบริเวณทำให้เขาเยียนหลางแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความเย็นยะเยือกวังเวง แม้เมิ่งฝานจะไม่รู้ว่าอสรพิษทมิฬตัวนั้นจะฟื้นตัวได้เมื่อใดแต่ก็ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย
เมื่ออยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ก็ยังคงสามารถมองเห็นแสงจันทร์ได้บ้างเล็กน้อยแม้จะเลือนรางเป็นอย่างยิ่ง ครั้นย่างเนื้อเสร็จสรรพและสำรวจว่าปลอดภัยดีเมิ่งฝานจึงเดินเข้าไปในถ้ำทว่าเขาเพิ่งจะก้าวเข้าไปได้เพียงชั่วพริบตาก็สัมผัสได้ถึงสายลมเยือกเย็นที่พัดเข้าหาตนเอง
ชั่วพริบตาต่อมาก็คล้ายกับว่าความเย็นยะเยือกนั้นเล็งเป้าหมายมาที่ตัวเขาอย่างแม่นยำรูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงอย่างรวดเร็วก่อนจะแสดงพลังออกไปทว่าในชั่วพริบตาต่อมาฝ่ามือนุ่มทั้งงดงามดุจเนื้อหยกพลันคว้าเข้าที่ต้นคอของเมิ่งฝานแล้วปล่อยพลังปราณออกมา เมิ่งฝานรู้สึกขนลุกและไม่กล้าขยับ
ภายในความมืดนั้นใบหน้าที่ทำให้เมิ่งฝานสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นและมองเมิ่งฝานอย่างเงียบงันทว่ามันกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็น ก่อนเจ้าของใบหน้านั้นจะเอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ“เจ้าอยากตายหรือไม่”
.......................
[1] ตู้โตว : มีลักษณะคล้ายผ้ากันเปื้อนซึ่งผู้หญิงในสมัยก่อนมักใส่มันโดยมีข้อดีคล้ายกับเกาะอกในปัจจุบันแต่ปิดแค่เพียงด้านหน้าเท่านั้น