34.วงเวทย์คาถาบารมีพระพุธเจ้า
ณ สนามบาสเก่า กลางวัดร้างบ้านนาเจริญตำบลนาเกษม วิทย์และสามสาว ขนของลงมาจากรถ มากองอยู่ที่กลางสนามบาส แดดตอนบ่ายคล้อยลงไปแล้วมีแสงรำไร เพียงบางส่วนที่ส่องลอดกิ่งก้านสาขาและ พุ่มใบของต้นสะเดาลงมาที่สนามบาส ทำให้อุณหภูมิของผิวคอนกรีตเย็นลงได้บ้าง รองเท้าแตะแบบคีบอันใหม่ของแพร เหยียบลงไปลนพื้นคอนกรีตที่ร้อนๆ ทำให้พอรู้สึกถึงความร้อนอุ่นๆขึ้นมาถึงเท้าของเธอเท่านั้น สองมือน้อยๆถือพานสีทองอันใหญ่ ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ธูปเทียน เดินดุ่มๆตรงไปยังกลางลานสนามบาสเกตบอล เมื่อของทุกอย่างพร้อมแล้ว วิทย์ก็เริ่มจากการวาดวงอักขระที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร เขาใช้สายสินดึงออกไป 5 เมตรง ปลายด้านหนึ่งให้หมวยเป็นคนจับเอาไว้ อีกด้านหนึ่งมัดกับปากกาเคมี ใช้สายสินแทนวงเวียนแบง่ายๆ ลากวงกลม เพื่อกำหนดขอบของวงเวทย์ ขึ้นมาสองวง “พานพุ่มข้าวของในการทำพิธีเอาไว้ตรงกลางเลย” วิทย์สั่ง เขาลากเส้นตามแบบที่มีอยู่ในหนังสือคัมภีร์ใบลาน ก่อนจะลงอักขระ ทีละตัว ทีละตัว อย่างประณีต เส้นทุกเส้นที่ขีดเขียนลงไปถูกคิดคำนวณเอาไว้แล้ว ไม่มีผิดพลาด เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที จากนาทีเป็นชั่วโมง วงเวทย์ยันต์ก็วาดเสร็จสมบูรณ์ เขาเดินกลับมายังกลางวงเวทย์ ที่ตอนนี้ของทุกอย่างที่ใช้ในการบูชาทำพิธีถูกเตรียมเอาไว้แล้ว วิทย์ จุดธูป เทียน บูชาพระรัตนะไตร ก่อนจะนั่งจิตทำญาณสมาธิ เปิดเนตสองดวงของเขาขึ้นมา กำหนดจิตให้รวบรามพลังตบะญาณของเขา บริกำคาถาสัมมาสัมพุธเท“สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ทวาทะสัญจะ สะหัสสะเก ปัญจะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สัพเพ อุปัททะเว อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ฯ” พลังญาณสมาธิของเขาถูกปล่อยออกไปรวมกันเป็นตัวอักขระสีทอง ทีละตัวที่ละอักษร ก่อนจะลอยลงไปประทับซ้อนเข้ากับอักขระที่วาดไว้ที่พื้นสนามบาสเก็ตบอล เกิดเป็นแสงเรืองรองขึ้น แสงสีทองสาดส่องไปทั่วพื้นที่ อักขระแต่ละตัวที่ถูกสร้างขึ้นก็เปล่งประกายขึ้นและทำหน้าที ของมันตามที่ถูกกำหนดมาโดยธรรมชาติหรือกฏของอักขระเอง เมื่อวิทย์บริกำคาถาสร้างอักขระเสร็จ 3 จบ อักขระทุกตัวก็เสร็จสมบูรณ์ เกิดการไหลเวียนของอณูละอองพลังงานสีทองที่มีไปตามอักขระแต่ละตัว เกิดเป็นวงจรแห่งวงเวทย์ขึ้น อณู พลังสีทองที่มีอยู่ตามธรรมชาติถูกดึงดูดเข้ามาภายในวงเวทย์เกิดเป็นม่านแสงสีทองเรืองแสงขึ้นมาอย่างสวยงาม แน่นอนว่า 3 สาวมองไม่เห็นอะไร แต่วิทย์มองเห็นได้ชัดเจนเพราะเขามีพลังสมาธิที่มากถึงขั้นที่ 2 แล้ว สายตาของเขาสามารถมองเห็นอณูของญาณธรรมชาติ รอบๆตัว พวกมันมี 9 สี มี สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง ทอง และ ดำ มันเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก สำหรับเขาที่เปิดโลกใหม่มาหมาดๆ ตอนนี้เขามองเห็นอะไรที่หลายๆคนมองไม่เห็น แน่นอน ว่าเขายังมองไม่เห็นเหล่าวิญญาณ แต่เขารู้ดีว่าอีกไม่นานเมื่อ ญาณสมาธิของเขาถึง เปิดเนตได้มากพอเขาก็ต้องมองเห็นมันในซักวัน เขาระบายยิ้มออกมาก่อนจะใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาที่หน้าผากของตัวเอง “เสร็จแล้วละ กางเต็นท์ได้” เขาบอกกับทั้งสามสาว ทุกคนเอาเต็นท์ของตัวเองออกมากาง อยู่ภายในวงเวทย์ หันทางเข้าเต็นท์เข้าหากันเหลือที่ตรงกลางอไว้ ข้าวของที่ใช้ในการทำพิธีก็ถูกเก็บออกไป ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว เพราะทุกอย่างเสร็จสินพิธีแล้ว วิทย์เอาลังน้ำแข็งอันเดิมลงมา แน่นอนว่าภายในมีเบียร์และสปายอยู่เต็ม และไม่ใช่วิทย์ที่เป็นคนเตรียมมา เป็นแพร ที่ซื้อมาใส่ไว้ทั้งหมด เสื่อทอจากต้นกก ผืนใหญ่ถูกนำมาปูลงที่พื้น โต๊ะจีนเล็กๆถูกนำมากางออกตั้งไว้ตรงกลางเสื่อ พร้อมกับจาน 2 ใบที่เต็มไปด้วยคอหมูย่าง และลูกชิ้นทอด ถูกนำมาวางบนโต๊ะ ถุงปาท่องโก๋และนมถั่วเหลืองก็วางอยู่ข้างๆ แน่นอนปาท่องโก๋และนมถั่วเหลืองเป็นของหมวยที่เอามา และคอหมูย่างเป็นของแพรว พวกเขาทั้งหมดยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยงวัน และตอนนี้เป็นเวลาสำหรับมื้อเที่ยงของพวกเขา วิทย์ยกแขนขึ้นมามองดูหน้าปัดนาฬิกา เข็มบอกเวลาชี้ไปที่ เวลา 4 โมงครึ่ง อีกสองชั่วโมงพวกเขาทั้งหมดจะถูก Jump ข้าไปยังมิติที่ 2 โลกวิญญาณณ อาสมอาจารย์ดำ อาจารย์ดำกำลังนั่งบริกำคาถาฝึกญาณสมาธิอยู่นั้น แกก็รู้สึกถึงการสั่นไหวของอณูพลังงานญาณ ที่มีอยู่ในธรรมชาติอย่างรุนแรง ห่างออกไปจากอาสมราวๆ 1.5 กิโลเมตร ตอนนี้อาจารย์ดำเป็ดเนตได้ทั้งหมด 4 ดวงพลังสมาธิของแกรับรู้ได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร จึงรู้สึกถึงมันได้ “หรือว่าที่นั่นจะมีของวิเศษ” แกคิดพร้อมกันลืมตาขึ้นหันหน้ามองไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน "ที่วัดร้าง...เราไปที่นั้นออกบ่อยก่อนหน้านี้ทำไม่ไม่เคยรู้สึกถึงอะไรเลย ไอ้แดง” แกร้องเรียกชื่อใครบางคน วิ้ง! วิญญาณเด็กน้อยคนหนึ่งนุ่งโจงกระเบนสีแดงสดปรากฏขึ้นตรงหน้าของอาจารย์ดำ “พ่อเรียกข้าทำไมรึ” เด็กน้อยถาม “เอ็งไปดูที่วัดร้างหน่อย มันมีอะไรเกิดขึ้นที่นั้นข้ารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างสั่นไหวอยู่ที่นั้น” อาจารย์ดำสั่งออกมาเร็วปรื๋อ แน่นนอว่ากุมารทองช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าของและครอบครัวจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ช่วยให้ทำมาค้าขึ้น ไปจนถึงเตือนภัยล่วงหน้าอีกด้วย และจะคอยติดตามเฝ้าระวังบ้านเรือนจากโจรผู้ร้ายและศัตรูไม่ให้มากล้ำกราย และใช้ในการสอดส่องเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าของได้อีกด้วยเด็กน้อยยิ้มออกมาแล้วก็หายลับไป ลมหอบหนึ่งพัดออกจากอาสมอาจารย์ดำดิ่งตรงไปที่วัดร้างทันที เสียงหมูหมาไก่การ้องกันระงมไปตลอดเส้นทางที่ลมหอบนั้นผ่านไป เสียงหมาหอนโหยหวนชวนให้ขนลุกดังขึ้นมาตอนบ่าย 3 โมงครึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆและคนเฒ่าคนแก่ละแวกนั้น “ยังไม่ทันจะมืดเลย ผีเฮี้ยนจริงๆระยะนี้” ยายแก่ๆพูดออกมาแผ่วเบา สองมือพลางกอดหลานตัวน้อยเอาไว้ มองดูปลายต้นมะขามที่ไหวๆเพราะแรงลมหอบนั้นที่ผ่านไป ใช่แล้วกุมารน้อย นิสัยชอบแกล้งคนเป็นที่สุด ชาวบ้านละแวกนี้เจอดีกันมาทุกราย กุมารน้อย มาปรากฏตัวที่ยอดต้นสะเดา มันมองทอดสายตาลงมากลางสนามบาสอย่างสงสันใคร่รู้ มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งกินคอหมูย่างกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ตรงนั้น มีวงเวทย์อักขระล้อมรอบพวกเขาไว้ วงเวทย์ดูดไออณู สีทองของญาณ ศักดิ์สิทธิ์เข้าไปตลอดเวลาจนเกิดเป็นม่านแสงสีทอง มันมองดูวงเวทย์นั้นอย่างแปลกใจ ก่อนที่สายตาจะตกไปที่คนสองคนที่คุ้นเคย “โอ๊ะโอ!พี่สาวคนสวยคนนั้น ต้องเขาไปทักเสียหน่อย”กุมาทองพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มซุกซน มันกระโดดลงมายังพุ่มหญ้าเตี้ยๆด้านล่างเกิดเสียงดัง ฟุ๊บ! แพรวหันไปมองยังทิศทางของเสียงแต่คนอื่นๆกลับนั่งนิ่งอยู่เหมือนไม่ได้ยินอะไร เธอมอง จ้องเข้าไปที่พุ่มหญ้า แต่ก็ไม่เห็นอะไร อยู่ๆเธอก็ขนลุกซู่ ขึ้นมาเฉยๆ “อีกแล้ว เป็นแบบตอนนั้นอีกแล้ว” เธอคิด ใบหน้าของเธอซีด และไม่หันกลับไปมองที่นั้นอีก กุมารทองมันรออยู่นานและหวังให้เธอหันมาเพื่อมันจะได้ปรากฏกายออกมาแบบหลอนๆเหมือนในหนังผี แต่แล้วมันก็ต้องผิดหวัง ในที่สุดมันก็ทนไม่ไหว กระโดดเข้ามาหาแพรวตรงๆเลย วืด!!!เปรี้ยง! โอ๊ย! ร่างของมันพุ่งเข้ามาสัมผัสเข้ากับวงอาคม ทำให้ตัวของมันถูกแสงสีทองไหม้ไปหมดร้องออกมาเสียงโหยหวน กระเด็นออกไปล้มกลิ้งอยู่พงหญ้าแล้วหายลับไปมันปรากฏกายขึ้นอีกครั้งที่ตำหนักอาจารย์ดำ ด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลไฟไหม้ ตัวของมันปวดแสบปวดร้อนไปหมด “ฮือๆๆ พ่อจ๋า ช่วยแดงด้วย แดงร้อน..”มันร้องให้โหยหวนอย่างน่าเวทนา “เกิดอะไรขึ้นไอหนู” อาจารย์ดำลุกขึ้นยืนทันที ท่าทางของเขาดูจะตกใจมาก เพราะตลอดเวลาหลายปีมานี้ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไอ้แดงมันบาดเจ็บได้ขนาดนี้ “พ่อ..”มันร้องครางออกมา อาจารย์ดำก็รีบ ล้างอาคมที่กัดกินตัวของกุมารน้อยออกไป ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ อาคมก็สลายไปหมด แต่เจ้าแดงก็อ่อนแอลงมาก ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าที่มันจะฟื้นฟู ฤทธิ์กลับมาได้ดังเดิม“เอาละเจ้าแดง บอกข้ามาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” อาจารย์ดำมาออกมา“คือหนูไปตรวจดูตามที่ พ่อสั่ง แล้วเจอ พี่สาวคนสวยที่มากับอาวิทย์ลูกศิษย์พ่อ เลยกะจะหยอกเล่นซักหน่อย เผลอกระโดดไปโดน วงเวทย์อาคมของอาวิทย์เข้าเลยเป็นแบบนี้” มันตอบออกมาเสียงอ้อมแอ้ม แน่นอนว่ากุมารไม่สามารถโกหกเจ้าของได้ถึงมันจะมีอิสระมาก ทำอะไรตามใจไปบ้าง แต่เมื่อถูกถามก็ต้องตอบตามความจริงเท่านั้น“อ่าว นี้เอ็งจะไปแกล้งเข้าแต่เจอดีเองสิ” อาจารย์ดำทำเสียงแข็งแล้วเขกหัวมันไปทีหนึ่ง “อูย!!!หนูยิ้งเจ็บๆอยู่”มันลูบหัวปอยๆร้องออกมาเบาๆสำนึกผิด“หึ มันน่าจะปล่อยไว้ให้เจ็บกว่านี้ ซนดีนัก”อาจารย์ดำถลึงตาใส่มัน แต่ก็ลอบยิ้มออกมา “ไม่ทันไรเจ้าหนูนั้นมันมีความสามารถถึงขนาดนี้”แกคิด จะอย่างไรแกก็เป็นอาจารย์เมื่อมีลูกศิษย์ดี มีฝีมือก็ต้องภูมิใจเป็นธรรมดา “เอาละเอ็งไปรักษาตัวซะแล้วอย่าไปกวนเขาอีก ข้าจะเข้าญาณ” เมื่อรู้เรื่องแล้วแกก็สั่งออกมาก่อนจะหันหลังเดินจากตำหนักไป ที่เข้าญาณของแกอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ต้นนี้ เป็นที่ๆแกนั่งบำเพ็ญญาณของแกที่สนามบาสเกตบอล วิทย์ยืนขึ้นทอดสายตามองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า หมู่เมฆต้องแสงอาทิตย์เกิดเป็นริ้วสีแดงอยู่ด้านล่างก้อนเมฆ มีเหล่าฝูงนกมากมายที่กำลังบินตัดขอบฟ้ากลับไปที่รังของตน เสียงฝูงนกระจอกร้องกันจอแจอยู่บนยอดสะเดา พวกมันกำลังเลือกกิ่งก้านเพื่อเป็นที่จับเกาะสำหรับนอนในคืนนี้ เขาก้มหน้าลงมองดูนาฬิกาอย่างรอคอย ก่อนจะหลับตาลง วูป!......”มาแล้วสินะ” เขาคิด พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตัวเขาถึงกับผงะถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว รอบๆบริเวณที่เขาอยู่ มีหลุมศพมากมายก่ายกอง ไม่รู้ว่ามีคนถูกฝังอยู่ที่นี้มากเท่าไร ป้ายหลุมศพอันแล้วอันเล่าถูกสายตาของเขากวาดมองออกไป มันมากมายเหนือคณานับ ทั้งสามสาวผุดยืนขึ้นทันทีที่รู้ตัวว่าตนได้เข้ามาอยู่ยังที่ๆไม่เคยรู้จัก แพรกับแพรวยังพอทนได้กับภาพที่เห็น แต่หมวยที่พึ่งจะถูก Jump เป็นครั้งแรกถึงกับสั่นทำอะไรไม่ถูก“ทะทะที่นี้คือที่ไหน”เธอครางแผ่วๆออกมาจากปากน้อยๆของเธอ ตัวของเธอสั่นอย่างควบคุมไม่ได้