บทที่ 4 : เด็กสาวแห่งผืนป่า
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านยอดไม้สูงที่เต้นระยิบระงับไปกับใบไม้ที่ปลิวตามลม
ละอองหมอกสีขาวลอยคลอเคลียอ้อยอิงเหนือผืนป่าที่ราวกับผ้าบางที่ธรรมชาติขึงไว้เหนือูเา
เสียงไก่ป่าขันตอบกันเป็ระยะขณะที่บ้านไม้หลังเล็กริมป่าค่อย ๆมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง แต่เช้าวันนี้...
กลับเงียบผิดปกติ ตาบุญเดินออกมาจากครัวถือแก้วกาแฟร้อนในมือก่อนขมวดคิ้ว
"ยาย...ยายเฮ้ย!"
"ไอ้แก้วมันยังไม่ตื่นอีกเหรอ"
ยายคำแพงที่กำลังหุงข้าวหัวเราะเบา ๆ
"ตื่นั้แ่ตีห้าแล้ววว...ตาเอ้ย"
"อ้าว แล้วหลานไปไหนล่ะ"
"เห็นบอกว่า...จะไปเอาของขวัญอะไรสักอย่างมาให้ตานี้แหล่ะ"
ตาบุญเลิกคิ้ว
"ของขวัญ?"
ยังไม่ทันสิ้นคำ
เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากท้ายสวน
"ตา!"
เด็กสาวผมสั้นวิ่งหน้าตั้งเข้ามาเสื้อแขนยาวสีเขียวเปื้อนโคลนั้แ่ชายเสื้อถึงหัวเข่า
บนบ่าแบกกระสอบใบใหญ่ไว้หนึ่งใบ
"ดูนี่!"
เธอโยนกระสอบลงบนพื้น
"ตุ้บ!"
ตาบุญเปิดดู ก่อนหัวเราะเสียงดัง
"หน่อไม้?"
"ทั้งกระสอบเลยเหรอ!"
แก้วยิ้มจนตาหยี
"ผมไปเจอกอใหญ่มาก"
"เก็บมาั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างเลยตาจ๋า"
ยายคำแพงรีบตีแขนหลานเบา ๆ
"แล้วทำไมไม่ปลุกตาล่ะลูก"
"แล้วถ้าหลงป่าจะทำยังไง"
แก้วหัวเราะ
"ผมหลงได้ไง"
"ต้นไม้ทุกต้นเป็เพื่อนผม"
"ลำห้วยทุกสายก็รู้จัก"
"ผมหลับตาเดินยังกลับบ้านถูกเลยจ๊ะยาย"
ตาบุญส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
"อย่าได้ประมาท"
"ป่า...เด็ดขาด"
"ป่าไม่มีใครเป็เ้าของ"
แก้วยกมือเกาหัว
"รับทราบคร๊าบบบบ"
พร้อมรอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าก็ยังไม่หายไป
...
หลังอาหารเช้า
ตาบุญสะพายปืนแก๊ปคู่ใจ
ส่วนแก้วเอี้ยวตัวคว้าสายหนังของฝักมีดพร้าขึ้นสะพายพาดบ่าอย่างชำนาญ
ก่อนจะดึงสายกะบุงสานใบเก่งขึ้นสะพายหลัง เพื่อความคล่องตัวในการมุดป่าฝ่าดง
"วันนี้ตาจะพาแก้วไปแถวไหน"
"เข้าป่าไปตีรังผึ้ง"
ดวงตาของแก้วเป็ประกายทันที
"จริงนะตา!"
"แต่ห้ามใจร้อนน่ะ"
"ครับ!"
ทั้งสองเดินลัดเลาะเข้าไปในผืนป่าที่คุ้นเคยระหว่างทาง
ตาบุญไม่ได้สอนเพียงการล่าสัตว์หรือหาของป่าแต่สอนให้รู้จักธรรมชาติ
"ดูรอยนี่"
ชายชราชี้ไปบนพื้นดินแก้วก้มลงมอง
"หมูป่าผ่านเมื่อคืนนี้ใช้ไมตา"
ตาบุญยิ้ม
"ถูก"
เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว
"แล้วนี่ล่ะ"
แก้วมองเพียงแวบเดียว
"เก้ง"
"เดินไม่เกินหนึ่งชั่วโมง"
"เพราะรอยยังไม่แห้ง"
ตาบุญหัวเราะอย่างพอใจ
"ตาแทบไม่มีอะไรจะสอนเอ็งแล้ว"
แก้วยิ้มกว้าง
"ยังมีเหลืออีกอย่างตา"
"ยังเหลืออะไรที่ตายังไม่สอน"
"ตายิงหนังสติ๊กแม่นกว่าผม"
คำตอบทำให้ตาบุญหัวเราะจนไหล่สั่น
"พูดเอาใจคนแก่"
"พูดความจริงครับ"
...
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่ามากขึ้นกระทั่งตาบุญหยุดอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เขาเอามือแตะลำต้นเบา ๆ สีหน้าที่เคยยิ้มกลับนิ่งลง…แก้วสังเกตเห็นทันที
"ตา...มีอะไรหรือ"
ชายชราเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
"ไม่มีอะไร"
แต่แก้วรู้ดีว่าตากำลังโกหกเพราะทุกครั้งที่เดินผ่านต้นไม้ต้นนี้ตาจะเงียบเสมอและไม่มีวันยอมเล่าว่า...เคยเกิดอะไรขึ้นที่นี่
สายลมพัดผ่านยอดไม้เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแ่เบาเหมือนผืนป่ากำลังเก็บซ่อนความลับบางอย่างไว้
...........................
บ่ายคล้อยแดดเริ่มส่องลอดเรือนยอดไม้ลงมายังพื้นป่าอากาศเย็นสบาย
จนได้ยินแม้แต่เสียงปีกของแมลงตัวเล็กๆ ที่บินผ่าน ตาบุญกับแก้วเดินต่ออย่างไม่รีบร้อน
ระหว่างทางแก้วเก็บผักหวานป่าใส่ตะกร้าไปพลางฮัมเพลงไปพลาง
"ผักหวานหนึ่งกำ..."
"เห็ดอีกสองดอก..."
"วันนี้ยายต้องทำแกงอร่อยแน่"
ตาบุญหัวเราะเบา ๆ
"เอ็งนี่คิดแต่เื่กิน"
"ก็ของอร่อยเต็มป่าเลยตาจ๋า"
"จะไม่ให้แก้วคิดได้ยังไง"
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกัน
...
เดินมาได้สักพักใหญ่ๆ ตาบุญยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้หยุด
แก้วหยุดทันทีโดยไม่ต้องถาม "ซ่า... จ๊อก..." ละอองน้ำจากลำธารโชยความเย็นเยียบ
ปะทะใบหน้าของแก้วและเมื่อขยับกายเข้าไปใกล้ริมตลิ่ง เสียง "หึ่ง... หึ่ง..."
ครางต่ำระรัวจากฝูงผึ้งป่าที่บินตอมดอกไม้เสียงหึ่งเบา ๆ ดังมาเป็ระยะ …แก้วยิ้มกว้าง…
"ผึ้ง!"
ตาบุญพยักหน้า
"รังใหญ่ด้วย"
แก้วเงยหน้ามองรังผึ้งป่าขนาดใหญ่ห้อยอยู่บนกิ่งไม้สูงเกือบสิบเมตร
"วันนี้เอาแค่นิดเดียว"
ตาบุญพูดเสียงเรียบ
"เหลือไว้ให้มันสร้างรังต่อ"
แก้วพยักหน้าทันที
"ครับตา"
นี่คือกฎที่ตาสอนมาั้แ่เด็ก เอาจากป่า...เท่าที่จำเป็ ไม่ทำลายไม่โลภและต้องเหลือไว้ให้ธรรมชาติฟื้นตัว
...
ตาบุญจุดคบไฟจากเศษใบไม้แห้งควันสีขาวลอยเอื่อยขึ้นไปยังรังผึ้ง
ฝูงผึ้งค่อย ๆ บินหนีออกจากรัง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแก้วก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว
"ระวังนะแก้ว"
เสียงตาดังขึ้นจากด้านล่าง
"สบายมาก! ส.บ.ม.คร๊าบผ๊ม!"
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” แก้วหัวเราะอย่างสดใส
เธอใช้มีดพร้าตัดเพียงบางส่วนของรวงผึ้งอย่างระมัดระวังเหลือส่วนใหญ่ไว้ตามเดิมก่อนค่อย ๆ หย่อนลงมาให้ตา
"โอ้โห!..."
ตาบุญรับรวงผึ้งไว้
"น้ำผึ้งเต็มเลย"
แก้วยิ้มภูมิใจ
"ขายได้หลายร้อยแน่เลยตา!"
ตาบุญส่ายหน้า
"แบ่งให้ป้านวลขวดหนึ่ง"
"แบ่งให้ลุงคำ"
"แล้วยายสมรที่ป่วยอีก"
แก้วตอบทันที
"ได้ครับ"
เธอไม่เคยเสียดายเพราะตาสอนเสมอว่า ของที่แบ่งกันกิน...อร่อยกว่าของที่กินคนเดียว
...
ขากลับ ทั้งสองเดินเลียบลำห้วยจู่ ๆ แก้วก็หยุดเดิน
"ตา" เธอกระซิบเบา ๆ เพียงให้ตาได้ยิน
"หือ"
"มีคนเดินผ่าน"
ตาบุญหันมองอย่างแปลกใจ
"รู้ได้ยังไง"
แก้วชี้ไปที่พื้นดิน
"รอยรองเท้า"
"ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน"
"พื้นรองเท้าลายแบบนี้ ผมไม่เคยเห็น"
ตาบุญก้มลงมองรอยรองเท้าจาง ๆ ปรากฏอยู่บนดินชื้น หากไม่สังเกตจริงๆ คงไม่มีใครเห็นชายชรามองหลานสาวด้วยแววตาภูมิใจ
"อีกล่ะ"
"อะไรครับ"
"ตาไม่ได้สอน"
แก้วยักไหล่
"ก็เห็นมันแปลกเลยจำไว้"
ความจริงแล้ว...แก้วมีพร์ด้านการสังเกตอย่างน่าทึ่ง เธอจำรายละเอียดเล็กๆ ได้แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็รอยเท้าเสียงเดินรอยหักของกิ่งไม้ หรือแม้แต่กลิ่นควันไฟที่ลอยมาตามลม
ตาบุญมองรอยรองเท้าอีกครั้งก่อนสีหน้าจะเคร่งเครียดลงเล็กน้อย รอยนี้...มุ่งหน้าไปทางชายแดนและไม่ใช่เส้นทางที่าวบ้านใช้
"กลับบ้านกัน"
เขาพูดสั้น ๆ แก้วพยักหน้า
แม้จะสงสัยว่าทำไมตาถึงเปลี่ยนสีหน้าแต่ก็ไม่ได้ถามเธอรู้ดีว่า...ถ้าตาอยากเล่าตาจะเล่าเอง หากยังไม่พูดแสดงว่ายังไม่ถึงเวลา ทั้งสองจึงเดินกลับบ้านท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย
...........................
บ่ายคล้อย...แสงแดดอ่อนลงจนผืนป่ากลายเป็สีทองระหว่างเดินกลับหมู่บ้านแก้วกับตาบุญได้ยินเสียงะโแว่วมาตามสายลม
"ช่วยด้วย!"
"มีใครอยู่ไหม!"
แก้วหันขวับทันที
"ตา...มีคน!"
ตาบุญพยักหน้า
"เสียงมาจากทางลำห้วย"
ทั้งสองรีบวิ่งไปตามเสียง ไม่นานก็พบชายวัยประมาณสามสิบปีสะพายเป้ใบใหญ่ เหงื่อท่วมตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลข้าง ๆมีเด็กผู้หญิงอายุราวสิบขวบกำลังร้องไห้
"ลุง...ช่วยด้วยครับ"
"พวกเราหลงทาง"
ตาบุญรีบยื่นกระบอกน้ำให้
"ใจเย็น ๆ แล้วค่อย ๆ พูด"
ชายคนนั้นดื่มน้ำอึกใหญ่ก่อนเล่าว่า เขาพาลูกสาวมาเที่ยวชมธรรมชาติแต่เดินออกนอกเส้นทางจนหาทางกลับไม่เจอ โทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญาณ เดินวนอยู่เกือบสองชั่วโมงยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าป่าลึกแก้วย่อตัวลงยิ้มให้เด็กน้อย "หิวไหม"
เด็กหญิงพยักหน้าเบา ๆ แก้วหยิบกล้วยป่าสุกที่เก็บไว้ในย่ามส่งให้
"กินก่อน"
"เดี๋ยวพี่พาออกไป"
คำพูดสั้น ๆ ทำให้เด็กหญิงยิ้มออกมา
...
ตาบุญกางแผนที่กระดาษเก่า ๆ ออกมา
"เมื่อกี้บอกว่าเริ่มเดินจากน้ำตกใช่ไหม"
ชายคนนั้นพยักหน้าแต่ยังพูดไม่ทันจบ แก้วก็ชี้ไปทางทิศตะวันตก
"ไม่ใช่ค่ะตา"
ทุกคนหันมามอง แก้วเดินไปหยุดตรงพุ่มไม้เตี้ย ๆ
"เขาไม่ได้เดินมาทางน้ำตก"
"เริ่มจากสะพานไม้"
ชายคนนั้นเบิกตากว้าง
"น้องรู้ได้ยังไง"
แก้วชี้ไปที่รองเท้าของเขา
"ดินสีแดงติดอยู่"
"แถวสะพานมีดินแบบนี้"
"ถ้ามาจากน้ำตก ดินจะเป็สีดำ"
จากนั้นเธอชี้ไปที่กางเกงของเด็กหญิง
"กิ่งเฟิร์นติดอยู่"
"เฟิร์นชนิดนี้ขึ้นเฉพาะริมลำธารด้านเหนือ"
"แล้ว..."
เธอมองเศษใยแมงมุมที่ติดสายสะพายเป้
"ใยแมงมุมแบบนี้อยู่ตรงป่าไผ่"
ตาบุญยิ้มมุมปาก ไม่พูดอะไรเพราะทุกอย่างที่แก้วพูด...ถูกต้องทั้งหมดชายคนนั้นอ้าปากค้าง
"น้อง..."
"สังเกตได้ยังไง"
แก้วยักไหล่
"ก็เห็น"
สำหรับเธอ...
มันเป็เื่ธรรมดา
...
แก้วเดินนำอยู่ข้างหน้าเธอไม่เปิดแผนที่ไม่ใช้เข็มทิศเพียงมองต้นไม้ฟังเสียงน้ำสังเกตทิศทางลมและเดินอย่างมั่นใจ ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาทีเสียงน้ำตกก็ดังขึ้น
"ถึงแล้ว!"
เด็กหญิงร้องด้วยความดีใจไม่ไกลนักคือสะพานไม้ที่ทั้งสองเดินผ่านมาในตอนเช้าชายคนนั้นหันมามองแก้วด้วยความเหลือเชื่อ
"น้องเก่งมาก"
"ถ้าไม่ได้พวกน้อง..."
"ผมคงแย่แน่"
เขาหยิบธนบัตรหนึ่งพันบาทออกมาหลายใบ
"รับไว้เถอะ"
"ถือว่าเป็ค่าน้ำใจ"
แก้วรีบโบกมือ
"ไม่เอาครับ"
"ทำไมล่ะ"
"ตาบอกว่า..."
"คนหลงป่า ไม่ใช่ลูกค้า"
"เป็คนที่ต้องช่วย"
ตาบุญยิ้มอย่างภูมิใจ
ชายคนนั้นยิ่งซาบซึ้งกว่าเดิมสุดท้ายเขาจึงซื้อเพียงน้ำผึ้งหนึ่งขวดกับหน่อไม้หนึ่งถุงที่ตากับแก้วเก็บมา
"งั้นผมซื้อของแทน"
"จะได้ไม่เสียเปรียบ"
แก้วยิ้มกว้าง
"แบบนี้ได้ครับ"
...
ระหว่างเดินกลับหมู่บ้าน
ตาบุญเอ่ยขึ้นเบา ๆ
"รู้ไหม"
"ทำไมตาถึงไม่ให้รับเงิน"
แก้วส่ายหน้า
ชายชรายิ้มอ่อน
"ถ้าวันหนึ่ง..."
"เอ็งเป็คนหลงทาง"
"เอ็งก็หวังว่าจะมีคนช่วย"
"โดยไม่คิดค่าตอบแทน"
แก้วนิ่งไป
ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
"ผมเข้าใจแล้ว"
ตาบุญลูบศีรษะหลานสาว เขาภูมิใจเหลือเกินที่เด็กคนนี้...แม้จะอ่านหนังสือไม่ออกแต่กลับเข้าใจคุณค่าของ"ความเป็คน" ได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคนและอีกไม่นาน...ความสามารถในการจดจำเส้นทางการสังเกตรายละเอียด และหัวใจที่ไม่ทอดทิ้งใครของแก้วจะกลายเป็ความหวังเดียว ของชายหนุ่มคนหนึ่ง...ที่กำลังถูกพาเข้าสู่นรกบนดินโดยไม่รู้ตัว
....................
กลิ่นแกงหน่อไม่กับน้ำผึ้งป่าที่กำลังเคี่ยวหอมไปทั่วบริเวณจากเตาฟืน...ควันไฟกำลังลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาบ้านไม้ขึ้นไปบนท้องฟ้าเรื่อยๆ ของยามเย็นมื้อนี้
"แก้ว!"
เสียงยายคำแพงดังมาจากครัว
"ไปล้างมือก่อนมากินข้าว"
"คร้าบ!"
แก้ววิ่งมาจากเล้าไก่มือเปื้อนเศษฟางเต็มไปหมด
"ไปทำอะไรมาอีกแก้ว!"
ยายถามพลางอมยิ้ม
"ซ่อมเล้าไก่ครับยาย"
"ลูกเจี๊ยบมุดออกไปตั้งสามตัว"
"ถ้าปล่อยไว้เดี๋ยวเหยี่ยวคาบไป"
ยายหัวเราะเบา ๆ
"ทำเป็ทุกอย่างนะเรา"
"ก็ไม่มีใครทำแทนผมนี่ครับ"
คำตอบเรียบง่ายแต่ทำให้ทั้งตาและยายมองหน้ากันด้วยความเอ็นดู
...
ระหว่างกินข้าว แก้วนับเงินที่ขายน้ำผึ้งและหน่อไม้ได้ในวันนี้ เธอไม่เคยเขียนตัวเลขลงกระดาษเพียงวางธนบัตรและเหรียญเรียงกันบนเสื่อ
"น้ำผึ้งสี่ร้อย..."
"หน่อไม้สองร้อยแปดสิบ..."
"ไข่ไก่หนึ่งร้อยยี่สิบ..."
เธอขยับนิ้วเพียงไม่กี่ครั้งก่อนตอบทันที
"ทั้งหมดแปดร้อยบาท"
ยายคำแพงหันไปมองตาบุญ
"เร็วเหมือนเครื่องคิดเลข"
ตาบุญหัวเราะ
"เมื่อเช้าป้าสายใจซื้อของไปสามร้อยหกสิบ"
"เหลือค้างอีกเท่าไหร่"
แก้วตอบแทบไม่ต้องคิด
"หนึ่งร้อยสี่สิบครับ"
"แล้วลุงพรซื้อไข่เจ็ดฟอง"
"ฟองละแปดบาท"
"เท่าไหร่"
"ห้าสิบหก"
ตาบุญยิ้มกว้าง
"แม่นทุกครั้ง"
ยายส่ายหน้าอย่างอัศจรรย์
"เสียดาย..."
"ถ้าแก้วได้เรียนสูงๆ"
แก้วกลับหัวเราะ
"ผมไม่เป็ไรหรอกยาย"
"แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว"
แต่คำพูดนั้น...กลับทำให้ตาบุญนิ่งเงียบ เขารู้ดีว่าหลานสาวไม่ได้โง่ตรงกันข้าม...แก้วฉลาดกว่าคนส่วนใหญ่เสียอีกเพียงแต่โชคชะตาไม่เคยมอบโอกาสให้
...
หลังอาหารเย็น ตาบุญหยิบกล่องไม้เก่า ๆลงมาจากหิ้งภายในมีเหรียญเก่า นาฬิกาพก และจี้หยกสีเขียวอ่อนรูปหยดน้ำ แก้วมองจี้หยกอย่างคุ้นเคย
"ตา..."
"แม่ของผมหน้าตาเป็ยังไง"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันทีตาบุญมองจี้หยกอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่งมันให้แก้ว
"สวย...สวยมาก"แก้วอุทานออกมาเบา ๆ
"แล้ว...พ่อผมล่ะ"
ชายชราหลุบตาลง
"ตาไม่รู้"
คำตอบนั้นไม่ใช่การโกหกเพราะเขาไม่เคยเห็นหน้าพ่อของเด็กคนนี้จริงๆ รู้เพียงว่า...เป็ชายผู้มีอำนาจในดินแดนมืดแห่งชายแดน แก้วลูบจี้หยกเบา ๆ
"สักวัน..."
"ผมจะตามหาพวกเขา"
ตาบุญรีบจับมือหลานไว้
"ไม่"
น้ำเสียงหนักแน่นท่าทางตื่นตระหนกจนแก้วใ
"ตา...!"
"สัญญากับตา...นะแก้ว"
"อย่าไปตามหาพวกเขา"
"ทำไม?!"
ชายชรานิ่งไปพักใหญ่ก่อนพูดเพียงประโยคเดียว
"บางความจริง...ถ้าเอ็งรู้ช้าอาจปลอดภัยกว่า"
แก้วไม่เข้าใจแต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของตาเธอก็พยักหน้า "ครับ"
...
คืนนั้นหลังทุกคนเข้านอนตาบุญเดินออกมานั่งคนเดียวที่ชานบ้านเขาหยิบบุหรี่ยาเส้นขึ้นมามวนหนึ่งแต่กลับไม่ได้จุดสายตามองไปยังูเาที่มืดมิด ริมฝีปากพึมพำเบา ๆ นึกถึงความหลังครั้งเก่า.....
เสียงฝีเท้าหนักๆของกลุ่มชายฉกรรจ์ ดังใกล้เข้ามาในตลาดนัดชายแดนยามรุ่งสางสลับกับเสียงะโหยาบคายภาษาต่างด้าว “มินตรา” พยุงท้องแก่ใกล้คลอดที่ปวดร้าวราวกับจะแตกออกเป็เสี่ยงๆหลบหลังแผงขายของ มือบางเปื้อนคราบดินกุมท้องตัวเองไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว
เธอยอมตายตรงนี้ดีกว่าถูกลากกลับไปใน “ตึกทมิฬ” ฐานสแกมเมอร์นรก แห่งนั้น!
น้ำตาของคนเป็แม่ไหลอาบแก้มเมื่อนึกถึงชะตากรรมของลูกสาวคนโตพี่สาวของเด็กในท้องที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วันก็ถูกพวกมันพรากไปขายให้กลุ่มทุนจีนเทาอย่างไร้ร่องรอยมินตราจะไม่ยอมให้ลูกคนนี้ต้องมีจุดจบแบบเดียวกัน เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายคลานเข้าไปในกระบะท้ายรถพุ่มพวงของตากับยายคู่หนึ่ง แซกร่างกายอันผ่ายผอมลงไปใต้ ตะกร้าผักกาดขาวใบใหญ่และใช้ผ้าสแลมเก่าๆ คลุมทับไว้
“เฮ้ย!...พวกแก! เห็นผู้หญิงท้องแก่ผ่านมาทางนี้ไหม!”เสียงสมุนของบอสใหญ่ตวาดถามตาคู่หนึ่ง
“ไม่เห็นเลยจ้าพ่อหนุ่ม”
“สายๆ แบบนี้มีแต่คนมาซื้อผัก”เสียงคนแก่ตอบกลับอย่างซื่อๆ
รถกระบะเก่าๆขับเคลื่อนออกไปพร้อมกับความเงียบสงบที่น่าใจหาย มินตรารอดพ้นจากขุมนรกมาได้แต่ร่างกายของเธอบอบช้ำเกินเยียวยา
.........
10 วันต่อมา...
ในกระท่อมท้ายหมู่บ้านชายแดนเสียงทารกเพิ่งคลอดร้องไห้จ้า เสียงนั้นคือ “แก้ว” เด็กหญิงผู้รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์แต่นั่นกลับเป็ลมหายใจสุดท้ายของคนเป็แม่ มินตรานอนอยู่บนฟูกเก่าร่างกายซีดเผือด ใบหน้าซูบตอบ เธอไม่มีแม้แต่แรงจะอุ้มลูกมีเพียงดวงตาที่พร่าเลือนหันไปมองตายายสองผัวเมียที่ช่วยชีวิตเธอไว้
มินตราเอื้อมมืออันสั่นเทาไปที่คอของตัวเอง ก่อนจะปลด จี้หยกโบราณสีเขียวมรกต ที่แฝงไปด้วยความลับบางอย่างใส่มือของตา
“ตา... ยาย... ช่วย...ช่วยลูกหนูด้วยนะคะ... อย่าให้พวกมัน... เจอตัว...ลูกกก..ฉะ ฉัน”
สิ้นคำขอร้องอันแหบพร่ามือของมินตราร่วงหล่นลงแนบข้างกายดวงตาสะท้อนภาพลูกน้อยเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดลงตลอดกาลทิ้งไว้เพียงทารกหญิงตัวน้อย และจี้หยกปริศนาที่เป็เบาะแสเดียวถึงอดีตอันมืดมน
“18ปีแล้วซินะ” ตาพึมพำในใจ
ตลอด18 ปี ที่ผ่านมาภาพของหญิงสาวท้องแก่ที่นอนสิ้นใจในกระท่อมหลังนี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของตาเลย ตาเป็คนฝังร่างของมินตราไว้ที่ท้ายวัดป่าอย่างไร้ชื่อเสียงเรียงนามเพื่อความปลอดภัยของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก
.....................
จบบทที่ 4