ยอดชายาหัตถาโลหิต [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 แต่ละคนต่างมีความคิดของตนเอง


            หานโม่ยักไหล่ "ข้าเพียงแค่ถามเท่านั้นเองมิใช่หรือ? ก่อนหน้านี้เรื่องที่หานซินจับข้าไปแต่งงานกับนายน้อยสี่หัวหมูแห่งตระกูลลู่ผู้นั้นเล่าจะว่าอย่างไร? เรื่องที่หานซินทำข้าเสียโฉมก่อนหน้านี้อีกเล่า? แล้วไหนจะความจริงที่ว่าฮูหยินอู๋ซื่อตระกูลหานเอาเงินค่าอาหารการกินของข้ากับสาวใช้ไปแถมยังปล่อยให้พวกข้าไปอาศัยอยู่ในเรือนเล็กที่ทรุดโทรมในทุกๆ วันต้องกินอาหารบูดเน่าดื่มน้ำฝนประทังชีวิตจะว่าอย่างไรหรือ? ความจริงที่ว่าท่านแม่ของข้านั้นตายอย่างไรอีกเล่า?"

            หานโม่ระดมคำพูดออกมาไม่หยุด โดยทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมาล้วนแล้วแต่ทำให้สีหน้าของผู้คนที่อยู่ตรงนั้นเปลี่ยนไป      

            ในตอนที่หานโม่เอ่ยจบ ไม่ต้องพูดถึงใบหน้าของหานหมิงและเหล่าพี่น้องคนอื่นเลย แม้แต่ใบหน้าของนายหญิงอู๋ซื่อและหานเฉินต้งเองต่างก็ดำมืดราวกับก้นหม้อ

            เว่ยซื่อและจางซื่อก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอีกต่อไปแล้วรอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งคู่ต่างอันตรธานหายไปและหันไปบอกกับบุตรสาวของตนที่นั่งอยู่ข้างกายว่า "จงเงียบเหมือนไก่" [1]

           ในตอนนี้ทั้งโต๊ะต่างหยุดชะงักไป

            บรรยากาศราวกับว่ากำลังมีลมพัดแรงฝนฟ้ากระหน่ำไหลเวียนอยู่ในห้องโถง เกรงว่าคงจะมีเพียงหานโม่เท่านั้นที่บนใบหน้ายังประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆส่วนคนอื่นนั้นต่างหันไปมองสีหน้าของหานเฉินต้งบ่อยครั้งเพื่อคอยดูท่าทีของเขา

            หานเฉินต้งเองก็ไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอนาน ในตอนที่ทุกคนกำลังตั้งสมาธิจดจ่ออยู่นั้น หานเฉินต้งก็ค่อยๆ เหลือบตาขึ้นมาสบกับหานโม่ "เสี่ยวชี..."

            ฝ่ามือทั้งสองข้างของหานซินกำเสื้อผ้าของตนเองแน่นด้วยความตื่นเต้น แววความอาฆาตพยาบาทในดวงตาของนางเผยออกมาอย่างไม่ปิดบังนางคิดว่าหากหานโม่พูดอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรเช่นนี้ออกมาบิดาจะต้องเดือดดาลอย่างมากเป็นแน่ นางกำลังตั้งตารอดูเหตุการณ์ที่น่ารื่นรมย์นี้อยู่!

            ทว่าคำพูดต่อมาของหานเฉินต้งกลับทำให้ดวงตาของหานซินเบิกกว้าง......

            เขากล่าวว่า "เรื่องก่อนหน้านี้พวกเราตระกูลหานต้องขอโทษเจ้าด้วยเจ้าวางใจได้ว่าต่อแต่นี้ไปมันจะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอนเจ้าคือคุณหนูเจ็ดตระกูลหาน เรื่องนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"

            ทันใดนั้นเองหานซินก็ระเบิดออกมาทันที นางลุกขึ้นยืนอย่างรววดเร็วและเป็นเพราะการเคลื่อนไหวที่กะทันหันมากเกินไปของที่อยู่บนโต๊ะจึงพากันตกแตกจนกระจัดกระจายเต็มพื้น "ท่านพ่อ! เหตุใดท่านถึงพูดเช่นนี้เล่าเจ้าคะหานโม่มีอะไรดีงั้นหรือ? มันเป็นเพียงแค่คนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้นเอง!"

            หานเฉินต้งเหลือบตามองหานซินเป็นเชิงปราม ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไร หานโม่ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อนว่า "หากท่านว่าเช่นนั้น ข้าจะรอดูก็แล้วกัน"

          ในขณะเดียวกันนั้นหานซินก็ถูกหานเทียนดึงให้นั่งลง

            ในตระกูลหาน คำพูดของหานเฉินต้งคือคำประกาศิตที่พวกเขาไม่สามารถฝ่าฝืนได้

            แม้ว่าพวกเขาจะมีความเกลียดชังหานโม่อยู่ในใจแต่ก็ไม่อาจแสดงมันออกมาต่อหน้าบิดาได้เลย

            นี่เป็นครั้งแรกที่เว่ยซื่อได้เห็นฮูหยินใหญ่ถูกบีบให้พ่ายแพ้จึงมีรอยยิ้มฉายชัดอยู่ในดวงตาและเอ่ยด้วยเสียงดังกังวานว่า "เป็นตามที่นายท่านพูดเลยเจ้าค่ะถึงแม้ว่าคุณหนูเจ็ดจะน้อยใจเรื่องราวเมื่อครั้งก่อน แต่เพราะพ่อบ้านจัดการดูแลได้ไม่ดีนักจนทำให้เจ้าต้องรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมตอนนี้เจ้าก็ขมสิ้นหวานตามแล้ว [2] ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เจ้าดูนายท่านสิยังคงรักและเอ็นดูเจ้าที่เป็นบุตรสาวอยู่ไม่ใช่หรือ? ไม่มีตระกูลไหนไม่เคยบาดหมางกัน เมื่อก่อนนายท่านมีภารกิจมากมายเสียจนละเลยไม่ได้ใส่ใจเจ้า มาตอนนี้ไม่ใช่ว่ากำลังชดเชยให้แก่เจ้าอยู่หรอกหรือ? "

            สิ่งที่เว่ยซื่อพูดนั้นช่างรื่นหูและเป็นการตบหน้าใครบางคนเสียจริงๆ

            ที่ฟังรื่นหูเพราะมันไหลผ่านหูของหานเฉินต้งส่วนการตบหน้านั้นก็คือการตบไปที่ใบหน้าขาวๆ ของอู๋ซื่อ

            แล้วนางยังถือโอกาสดึงหานโม่มาเป็นพวกของตนเองอีกด้วยการฆ่านกสามตัวด้วยหินก้อนเดียว [2] ช่างเป็น "คำที่เหมาะสม" จริงๆ

           ใบหน้าของหานโม่เรียบนิ่งไม่ปรากฏร่องรอยใดๆด้วยนางไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งจากการเว่อซื่อกู้หน้าให้ ปากบางยิ้มเย้ยหยันและหานโม่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

            หากเป็นคนทั่วไปคงจะมีความรู้สึกเคอะเขินอยู่บ้างแต่เว่ยซื่อกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นนางยังหันไปเอ่ยชมหานโม่ให้กับหานเฉินต้งอีกด้วย

           บรรยากาศในงานเลี้ยงที่เดิมทีนั้นน่าอึดอัดดูคล้ายกับว่าเริ่มมีบรรยากาศที่ดีขึ้นมาแล้ว

            หานเยว่เองเป็นคนที่ค่อนข้างเก่งในเรื่องเอาใจคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้นางถือว่าตนเองเป็นบุตรสาวที่โตที่สุดจึงมักจะแสร้งทำตัวเป็นพี่สาวที่แสนดีเสมอมาเมื่อเห็นว่าอี๋เหนียง [3] ของตนเองกำลังโน้มน้าวใจท่านพ่ออยู่จึงเริ่มหันมาพูดคุยกับเหล่าน้องๆ บ้าง

           ทว่าหานซินกำลังโกรธจัดเมื่อนางเห็นว่ามารดาของตนเองนั้นเศร้าเสียใจจนนิ่งเงียบไป แต่ตัวนางเองก็ไม่อาจโกรธจนทำอะไรบ้าๆออกไปได้ ทำได้เพียงแค่ข่มความโกรธอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ยอมพูดคุยกับใครทั้งสิ้น

            หานเซียงเองก็เป็นคนช่างสังเกตเช่นกัน ในไม่ช้านางก็เริ่มหันไปพูดคุยกับหานเยว่

            ทั้งสองคนหันมาพูดคุยกับหานโม่อยู่หลายคำ ถึงแม้ว่าหานโม่จะไม่ได้สนใจพวกนางแต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้รู้สึกเขินอายเลย ยังคงแสดงภาพลักษณ์ของพี่สาวผู้ใจดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

            หลังจากบรรยากาศในห้องโถงดีขึ้นแล้ว ไม่นานอาหารก็ได้ถูกลำเลียงออกมาวางบนโต๊ะและต่อจากนี้คือการแสดงละครของบิดาที่มีเมตตาและบุตรที่กตัญญู           

            หานโม่นั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะอาหาร นางทำตัวราวกับตนเองเป็นเพียงคนนอกตั้งแต่ต้นจนจบ

            ตั้งแต่เริ่มงานเลี้ยงมา หานโม่สนใจแค่อาหารตรงหน้าของตัวเองเท่านั้น หลังจากที่กินจนอิ่มแล้วก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า"ข้าอิ่มแล้ว" จากนั้นก็เดินจากไปพร้อมกับเสี่ยวเยว่ทันที

            หลังจากที่หานโม่ออกไปแล้ว บรรยากาศในงานเลี้ยงที่กำลังครึกครื้นก็ค่อยๆ เงียบลง

            หานเฉินต้งเป็นคนแรกที่วางตะเกียบ แม้ว่าบนใบหน้าของเขาจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา แต่กระแสความกดดันที่แผ่ออกมานั้นชัดเจนมาก

            จากนั้นคนที่เดินออกไปก็คือ อู๋ซื่อ

            นางกับบุตรสาวเดินไปพลางด่าหานโม่ไปด้วยความคับแค้นใจ แม้ว่าจะเดินออกไปไกลแล้วแต่ทุกคนในห้องโถงก็ยังได้ยินเสียงของอู๋ซื่อที่ด่าหานโม่ว่าเป็นคนไร้ค่าอยู่เลย

            เว่ยซื่อและจางซื่อเองก็ไม่ได้สนใจที่จะมาคอยเล่นเล่ห์ใส่กันแล้ว ทั้งคู่พาบุตรสาวของตนเดินออกไปเช่นกัน

          ในระหว่างทางกลับเรือนหานเซียงเหลือบมองไปที่อี๋เหนียงของนางแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงอันเบาว่า "อี๋เหนียง ท่านพ่อตามใจหานโม่ขนาดนี้เป็นเพราะผลึกวิญญาณของนางหรือเจ้าคะ?"

            เรื่องราวในงานประมูลเดิมทีก็ไม่ได้ถูกปิดบังจากผู้นำตระกูลหานอยู่แล้ว ของดีเช่นนี้ต่างเป็นที่ต้องการของทุกคนทั้งสิ้น

            จางซื่อพยักหน้า “แน่นอน ท่านพ่อของเจ้าเป็นคนเช่นไรเจ้าไม่รู้เลยงั้นหรือ? ปกติเขามักจะลำเอียงเข้าข้างบรรดาลูกๆ ของฮูหยินใหญ่อยู่แล้ว มาวันนี้เขาไม่รักษาหน้านางถึงเพียงนั้นแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะอยู่ๆ เขาเพิ่งจะพบว่าหานโม่นั้นดีกว่าคนอื่นเพียงอย่างเดียวแน่”

            หานเซียงยิ้ม "ถ้าพูดถึงเรื่องนี้หานโม่เองก็มีความสามารถยิ่งนักนะเจ้าคะ ไม่คิดเลยว่านางจะสามารถเอาเซียนหลิงเฉ่าไปแลกเปลี่ยนเป็นผลึกวิญญาณจำนวนมากมาได้"

            ใบหน้าของจางซื่อยังคงงดงามและน่าหลงใหล ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้าด้านข้างของนางนั้นขับให้ยิ่งงดงามมากขึ้นจนไม่น่าเชื่อ

            อย่างไรก็ตามในเวลานี้หากมีใครได้สบกับดวงตาของจางซื่อแล้วล่ะก็จะต้องเห็นอย่างแน่นอนว่าภายใต้แสงจันทร์แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความร้ายกาจที่ล้ำลึกยิ่งนัก

            “หากนางมีความสามารถเช่นนั้นก็ต้องมีความสามารถในการรักษามันไว้เช่นกันลูกเอ๋ย จำคำของอี๋เหนียงไว้ ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง [4] จงอย่าเป็นคนแรกที่ล้มเลิก"

            หานเซียงพยักหน้า "เจ้าค่ะ ลูกจะจำไว้"

            อีกด้านหนึ่ง เว่ยซื่อและบุตรสาวก็กำลังพูดคุยถึงเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

            หานเยว่ไม่เข้าใจว่าทำไมเว่ยซื่อถึงได้ยื่นมือออกมาช่วยพูดแทนหานโม่เมื่อเห็นว่ารอบตัวมีแต่ผู้ที่วางใจได้แล้วนางก็เอ่ยถามออกมาตรงๆ ทันที

            เมื่อเว่ยซื่อได้ยินคำถามของบุตรสาว นางก็หัวเราะออกมา "เหตุใดข้าถึงช่วยพูดแทนหานโม่งั้นหรือ? ประการแรกข้าต้องการทำให้อู๋ซื่อต้องอับอาย อย่างที่สองแน่นอนว่าเป็นเพราะนางมีของดีอยู่ในมืออย่างไรเล่า"

            หานเยว่เลิกคิ้ว "อี๋เหนียงกำลังพูดถึงผลึกวิญญาณที่นางครอบครองอยู่งั้นหรือเจ้าคะ?"

            เว่ยซื่อพยักหน้า

            หานเยว่สงสัยอยู่เล็กน้อย "ตระกูลหานเองก็ไม่ได้ขาดแคลนผลึกวิญญาณนี่เจ้าคะ เหตุใดทุกคนถึงพากันจับจ้องสิ่งที่นางถือครองอยู่กัน?"

            เว่ยซื่อยิ้มพลางตบแขนหานเยว่เบาๆ "นี่ก็คือสิ่งที่เจ้ายังไม่เข้าใจ ตระกูลหานก็เป็นเช่นนี้ พวกเขาจะยอมรับคนไร้ค่าที่อยู่ๆ ก็นำสิ่งของมาแล้วโผบินขึ้นเหนือท้องนภา [5] ได้หรือ? ท่านพ่อของเจ้าเป็นคนโง่หรือ? เหตุใดถึงต้องตามใจหานโม่ขนาดนั้นกันเล่า? สิ่งที่นางพูดในวันนี้เจ้าก็ได้ยินแล้ว แต่ละสิ่งนั้นล้วนกล่าวหาว่าในอดีตตระกูลหานปฏิบัติต่อนางไม่ดีและการที่นางเกลียดชังตระกูลหานมากเช่นนี้ท่านพ่อของเจ้าจะไม่รับรู้เลยเชียวหรือ? "

            ........................................................................

     

     

            เชิงอรรถ

            [1] เงียบเหมือนไก่ หมายถึง หุบปากเมื่อควร และพูดให้น้อยลงเมื่อไม่ควร

            [2] ฆ่านกสามตัวด้วยหินก้อนเดียว หมายถึง ลงทุนครั้งเดียวได้ผลกำไรหลายทาง

            [3] อี๋เหนียง หมายถึงเป็นคำที่ลูกหลานใช้เรียกอนุภรรยาของพ่อ

            [4] ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง อุปมาว่า มองเห็นแต่สิ่งที่จะได้อยู่ข้างหน้าแต่หารู้ไม่ว่ายังมีภัยมหันต์กำลังจะตามมา

            [5] โผบินขึ้นเหนือท้องนภา หมายถึง ช่วงเวลาปกติไม่มีอะไรพิเศษ แต่อยู่ๆก็ได้บรรลุผลสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ในคราวเดียว

     

    คล้ายกับเรื่องยอดชายาหัตถาโลหิต [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577