สวรรค์นิรันดร์กาล

    มาถึงสุสานกระบี่

            ถันโจวตอนนี้โกรธมากเพราะตอนนี้ผู้คนมากมายกำลังมองมาที่เขาอยู่และหลายคนก็รู้ว่าเขาเป็นใครเขาคือบุตรของระดับพระเจ้าตลอดมาผู้คนต้องเคารพและหวาดกลัวเขา ต่อให้อีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิเทพแล้วไงเขาก็สามารถทำให้อีกฝ่ายยอมสยบได้แต่ตอนนี้ผู้ติดตามกลับบอกให้เขาล้มเลิกหาเรื่องพวกฉางเฟิงแล้วถอยออกไปนี่ไม่เท่ากับว่าเขาจะเสียหน้างั้นหรือ

            “พวกเจ้าคิดจะขัดคำสั่งของข้างั้นเหรอ”ถันโจวคำราม

            “ดูเหมือนนายน้อยจะเข้าใจอะไรผิดไปพวกเราคือคนของนายท่านคำสั่งสูงสุดมีเพียงนายท่านที่สั่งพวกเราได้นายน้อยยังไม่มีสิทธิ์นั้นแล้วอีกอย่างหน้าที่ของพวกเราคือปกป้องท่านและตอนนี้พวกเราก็ยังทำหน้าที่นั้นอยู่แต่ถ้าพวกเราเคลื่อนไหวตามคำสั่งของท่านโอกาสที่ท่านจะตายมีมากเลยทีเดียว” เสียงดังขึ้นมา

            “ไอ้พวกไร้ประโยชน์พวกเจ้าระวังตัวเอาไว้ให้ดี ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่” ถันโจวคำรามและชี้ไปทางฉางเฟิง

            “ในเมื่อเจ้าประกาศออกมาซะขนาดนี้ถ้างั้นข้าก็คงไม่จำเป็นต้องทำอาหารให้กับพวกเจ้าหอสมบัติแล้วมั้ง” ฉางเฟิงกล่าว

            “นั่นไม่เกี่ยวกันเขาก็คือเขา พวกข้าก็คือพวกข้า เจ้าแค่ไม่ต้องสนใจและทำอาหารให้กับพวกข้าก็พอ”หญิงสาวที่สวมผ้าปิดหน้ากล่าว

            “แล้วเขาไม่ใช่คนของหอสมบัติงั้นเหรอ”ฉางเฟิงเอียงคอ

            “ถ้าเป็นบิดาของเขาก็ใช่แต่ตัวเขายังไม่มีคุณสมบัตินั้นอย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังไม่มีตำแหน่งอะไรในหอสมบัติ” หญิงสาวกล่าว

            “โอ้วแต่ทำไมข้ารู้สึกว่าเขาเหมือนกับเป็นเจ้าของหอสมบัติเลย” ฉางเฟิงกล่าว

            “ไอ้สวะถ้าเจ้ายังไม่หยุดพูดข้าจะสังหารเจ้า” ถันโจวกล่าว

            “ถ้าเจ้ากล้าก็รองดูได้”ซีรั่วหยานกล่าว

            “ใสหัวไปได้แล้วถันโจวอารมณ์ของข้าเองก็มีขีดจำกัดถ้าเจ้าล้ำเส้นมากเกินไปละก็ ต่อให้บิดาของเจ้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้เจ้าจะต้องถูกหอสมบัติลงทัณฑ์อย่างแน่นอน”หญิงสาวกล่าว

            “ดีมากพวกเจ้าทำดีจริงๆ คอยดูเถอะ ข้าไม่จบแค่นี้แน่” ถันโจวคำรามเสร็จก็จากไป

            “เขาสติยังดีหรือเปล่าถ้ายังทำแบบนั้นเขาได้ตายในสักวันแน่ๆ” ฉางเฟิงส่ายหัว

            “ก็แค่คนที่หลงในอำนาจของครอบครัวที่สร้างมาเท่านั้นไม่ต้องสนใจหรอกแต่ว่าเจ้าเองก็ระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดีเพราะเจ้านั่นมันเป็นหมาบ้าที่กัดไม่ปล่อย”หญิงสาวกล่าว

            "พอดีเลย ข้าเองก็เป็นพวกแค้นฝังลึกเช่นกัน ถ้าเขาคิดจะสังหารข้าข้าก็ขอบอกพวกท่านตรงนี้เลยว่าพวกข้าจะไม่ปราณีต่อให้เขามีพระเจ้าหนุนหลังข้าก็ไม่กลัวอ้อ แล้วฝากบอกเขาด้วยว่าไม่ได้มีแค่เขานะที่มีบิดาเป็นระดับพระเจ้า" ฉางเฟิงกล่าวเสร็จก็กลับเข้าห้องไป

            “นี่!!!!!!”เจ้าเมืองถึงกับตกใจตอนนี้เขาค่อนข้างเชื่อคำกล่าวของฉางเฟิงว่าเป็นความจริงเพราะหญิงสาวของฉางเฟิงเองก็แข็งแกร่งมากแถมฉางเฟิงไม่มีความเกรงกลัวถันโจวเลยนั่นหมายความว่าฉางเฟิงต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่แน่

            “เห้อเจอแต่ปัญหาไม่เลิก” หญิงสาวกล่าว

            “เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ส่งเขาออกจากโลกกระบี่ตั้งแต่แรกไม่งั้นพวกเราคงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้”เจ้าเมืองกล่าว

            เวลาผ่านไปถันโจวก็ไม่ได้มาหาเรื่องฉางเฟิงอีกเห็นได้ชัดว่าเพราะทำอะไรไม่ได้เพราะคนคุ้มกันไม่ช่วยเหลือถันโจวก็หมดปัญญาและในวันนี้ฉางเฟิงก็ทะลวงระดับอีกครั้ง กลายเป็นเซียนขั้นที่ 8 แล้ว

            “อืมในที่สุดเต๋าโกลาหลของข้าก็พัฒนาขึ้นมาบ้าง” ฉางเฟิงพึงพอใจมาก

            “พวกเรามาถึงแล้ว”ในตอนนั้นเองเสียงเจ้าเมืองก็ดังขึ้น

            สุสานกระบี่นั้นปรากฎออกมาเมื่อเดือนก่อนแต่เพราะยังไม่มีใครทำลายค่ายกลไปได้ทำให้ตอนนี้ผู้คนพากันเฝ้าอยู่รอบๆสุสานกระบี่และรอขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ร่วมมือกันทำลายค่ายกล

            “นี่หนะเหรอสุสานกระบี่”ฉางเฟิงมองไปยังภูเขาลูกหนึ่งซึ่งภูเขาทั้งหมดถูกสร้างเป็นสุสานกระบี่และมีกระบี่ขนาดใหญ่ปักลงมาที่กลางเขาและตั้งแต่ด้านล่างจนถึงด้านบนก็มีบันไดหินและตำหนักมากมายถูกสร้างเอาไว้เห็นได้ชัดว่าเป็นบททดสอบ

            “นั่นคือบททดสอบที่เทพกระบี่คนนั้นสร้างเอาไว้”เจ้าเมืองกล่าว

            “เขาถึงกับสร้างบททดสอบเอาไว้แบบนี้แสดงว่าต้องมีของล้ำค่าบางอย่างที่เขาอยากให้คนที่เหมะสมไปสืบทอดงั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว

            “ว่ากันว่าก่อนสิ้นใจเขาสร้างกระบี่เล่มหนึ่งออกมาซึ่งกระบี่เล่มนี้เป็นอาวุธที่ดีที่สุดของเขาและใกล้เคียงกับระดับพระเจ้าเลยก็ว่าได้”เจ้าเมืองกล่าว

            “พอดีเลยตอนนี้ข้าใช้ของเหลวศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ไม่งั้นตัวตนจะถูกเปิดเผยถ้าข้าได้กระบี่เทพสักเล่มก็น่าจะช่วยให้ข้ามีอาวุธต่อสู้ได้” ฉางเฟิงคิด

            ด้านล่างสามขุมอำนาจได้มารวมตัวกันแล้วพวกเขาต่างกำลังวางแผนทำลายค่ายกลที่ปิดล้อมเอาไว้อยู่

            “ไม่คิดเลยว่าหอสมบัติก็เข้าร่วมด้วย”ผู้อาวุโสของนิกายเทพกระบี่คนหนึ่งกล่าว

            “ฮ่าฮ่า ในเมื่อเป็นการล่าสมบัติแน่นอนว่าพวกข้าต้องสนใจอยู่แล้ว” เจ้าเมืองกล่าว

            “แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายค่ายกลปกป้องนี่มีเพียงตัวตนระดับผู้นำนิกายร่วมมือกันถึงจะพอเปิดทางเข้าได้ซึ่งพวกเราทำไม่ได้”ผู้อาวุโสของนิกายเทพกระบี่ นิกายพิษและสมาคมผู้ใช้พลังจิตกล่าวขึ้น

            “เป็นแบบนี้นี่เองแต่จากที่ข้าดูไม่ใช่ว่ามันต้องมีเงื่อนไขในการเข้าไปงั้นเหรอไม่งั้นสุสานจะปรากฎทำไม”เจ้าเมืองกล่าว

            “พวกเจ้าลองให้คนเข้าไปทดสอบหรือยัง”หญิงสาวกล่าว

            “แน่นอนว่ายังเพราะว่าถ้าเกิดอันตรายขึ้นมามันจะไม่คุ้ม” ผู้อาวุโสนิกายเทพกระบี่กล่าว

            “น่าขันพวกเจ้าก็แค่กลัวว่าคนอื่นจะได้ประโยชน์ส่วนตัวเองจะไม่ได้อะไรเลยเท่านั้นเอง”ซีรั่วหยานกล่าว

            “เจ้าเป็นใครกล้าพูดแบบนี้กับข้าอยากตายหรือยังไง”ผู้อาวุโสนิกายเทพกระบี่กล่าว

            “เจ้าต่างหากที่ยากตายหรือยังไง”ซีรั่วหยานจ้องมองออกไปคลื่นพลังสายหนึ่งปะทะกับร่างผู้อาวุโสของนิกายเทพกระบี่จนกระเด็นออกไปปะทะกับค่ายกล

            “เปรี้ยง!!!!!!!!!”

            “อ๊ากกกกกกกกก”

            สายฟ้าสายหนึ่งฟาดลงมายังร่างของผู้อาวุโสนิกายเทพกระบี่จนได้รับบาดเจ็บทันที

            “ผู้อาวุโส”

            “นี่เจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับนิกายเทพกระบี่หรือยังไง”ผู้อาวุโสและเหล่าศิษย์ของนิกายเทพกระบี่พากันมองซีรั่วหยานด้วยความโกรธแค้น

            “ก็แค่มีระดับพระเจ้าขั้นต่ำปกป้องแล้วคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่งั้นเหรอน่าขัน” ซีรั่วหยานเย้ยหยัน

            ถันโจวตกใจกับพลังของซีรั่วหยานต้องรู้ก่อนว่าผู้อาวุโสนิกายเทพกระบี่ที่ถูกโจมตีเป็นจักรพรรดิเทพขั้นที่ 8เลยนะแต่ถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บโดยไม่ขยับตัวนี่ออกจะน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน