ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 4 ตอนที่ 13 ลานประลองที่หก 1/2

            หลังจากที่สามารถชนะการประลองได้แล้ว จงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ และ เสวี่ยหานเอ๋อร์ ได้จึงได้กลับมายังอัฒจันทร์ส่องนภาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เมื่อพวกเขากลับมาแล้ว ได้มีสายตาหลากหลายคู่ที่มองมาจากลูกศิษย์ของสถาบันราชันศาสตรา

            “ไม่อยากจะเชื่อว่าสามอันดับแรกของสถาบัน จะพ่ายแพ้ให้แก่คนพวกนี้ คนพวกนี้ไม่ใช่ตระกูลระดับสูงเลยด้วยซ้ำ” ลูกศิษย์ของสถาบันเมืองศาสตราที่มาจากตระกูลระดับสูงกล่าวขึ้น หลังจากที่เขาดูข้อมูลของทั้งสามคนพบว่าแม้อีกฝ่ายจะเป็นลูกศิษย์ของปราชญ์ภายในทวีปของตนเอง แต่ว่าแต่ละคนไม่ได้มีพื้นฐานจากตระกูลระดับสูงเลยแม้แต่น้อย จงหมิ่น มาจากตระกูลที่ล่มสลาย เสวี่ยหานเอ๋อร์มาจากตระกูลไร้ระดับ มีเพียงเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่มีพื้นเพมาจากตระกูลที่แข็งแกร่งอย่างตระกูลเซี่ยตระกูลระดับพิเศษ แม้จะไม่ได้มีจำนวนผู้ฝึกยุทธ์ตรงตามเกณฑ์ แต่ก็มีความแข็งแกร่งโดยรวมของตระกูลที่แข็งแกร่ง

            แต่ว่าสามอันดับแรกของสถาบันเทพราชันต่างมาจากตระกูลระดับมหาตระกูลทั้งหมด ความแข็งแกร่งที่ทุกคนในสถาบันต่างยอมรับ แต่กลับพ่ายแพ้ต่ออีกฝ่ายโดยที่ไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่คนเดียว

            จงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ และ เสวี่ยหานเอ๋อร์ ทั้งสาม ต่างไม่ได้สนใจลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันเลยแม้แต่น้อย จงหมิ่นหันไปหาอูหลินเฟิงที่กำลังนอนหนุนตักกู่ซือเอินและดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะนำขนมมากินอย่างสบายใจ

            “ลานประลองอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง” จงหมิ่นถาม

            “ลานประลองที่สิบของหลางจวิน อันดับที่หนึ่งของร้อยมังกรทะยาน จบลงภายในหนึ่งกระบวนท่า โอวหยางไป๋หลงกับมู่หรงเสวี่ย ยังไม่ทันได้แสดงฝีมือที่แท้จริงก็พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย เป็นลานประลองแรกที่เสร็จสิ้นการประลอง ส่วนเจ้าเป็นการประลองที่จบเป็นลานประลองที่สอง ลานประลองที่น่าสนใจเหลือเพียง ลานประลองที่สาม ลานประลองที่ห้าและลานประลองที่หก” อูหลินเฟิงตอบ ลานประลองที่น่าสนใจตอนนี้คือ

            ลานประลองที่สาม ไป๋หลันฮวา/ ตงฟางจิ๋ว ปะทะ มุราคามิ มิซากิ / ฟู่อู /กวนซ่างซี

            ลานประลองที่ห้า เนี่ยหลุน/เฟิ่งหวงหยางชุน ปะทะ เรย์อิน มาโกะ/เรย์อิน มากิ/หลางหลินหลิน/หนานกงอวี้

            ลานประลองที่หก ลี่เจียง ถงต้าเหวย ถิงถิง ปะทะ อูหมินจิง/ หวังชุน/ เยว่ฟง

            “โอวหยางไป๋หลงกับมู่หรงเสวี่ย?? น้องชายของโอวหยางชิงหลง กับ สตรีที่เคยเกือบเป็นคู่หมั้นของเจ้าสินะ” จงหมิ่น กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่กลับยกยิ้มออกมา

            “เห้ยๆๆ คู่หมั้นอะไร ข้าไม่เคยตอบรับคำของประมุขตระกูลมู่หรง อย่าได้กล่าวอะไรที่จะทำให้ข้ากับซือเอินผิดใจกันเชียว” อูหลินเฟิงรีบตอบอย่างลนลานพร้อมกับมองไปยังกู่ซือเอิน ขอแทบจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ากู่ซือเอินไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรกับคำพูดของจงหมิ่น

    จงหมิ่นเองก็มองสิ่งนั้นอย่างเสียดายเช่นกัน เขานึกว่าจะเห็นท่าทีลนลานของอูหลินเฟิงมากกว่านี้ และหวังว่ากู่ซือเอินจะเล่นงานอูหลินเฟิงเสียอีก

            “แล้วตอนนี้เจ้าสนใจลานประลองไหนมากที่สุด” จงหมิ่นถามอีกครั้ง

    การต่อสู้ของตระกูลเนี่ยคนอื่น ข้าอยากสังเกตถึงรูปแบบการใช้วิชาอาคมของเขา แต่จริงๆ แล้วข้าก็มองการต่อสู้ทั้งหมดอยู่” อูหลินเฟิงตอบ ด้วยความที่เขาใช้ชิกิงามิระดับต่ำขึ้นเพื่อช่วยสังเกต การประลองทั้งหมดจนทำให้สามารถกสามารถมองลานประลองทั้งหมดได้พร้อมๆ กัน 

    จากนั้นแต่ละคนต่างมองไปยังหน้าจอที่ตนเองสนใจ เซี่ยชิงเอ๋อร์ย่อมต้องมองไปอย่างลานประลองที่สามที่ไป๋หลันฮวาสหายสนิทของตนเองประลองอยู่

            “หือ?? ลี่เจียงเป็นระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงแล้วงั้นหรือ??” จงหมิ่นที่มองไปยังลานประลองที่หก ถามขึ้นมาอย่างตกใจพร้อมมองไปอูหลินเฟิง

            “ใช่ จริงๆ ความแข็งแกร่งของลี่เจียงในตอนนี้อาจจะไม่แพ้เจ้ากับเซี่ยชิงเอ๋อร์เลยก็ได้"อูหลินเฟิงตอบพร้อมกับยิ้มไปด้วย เขาชอบที่จะเห็นสีหน้าตกใจของสหายแต่ละคนที่เพิ่งรับรู้ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของลี่เจียง

            ..

            ลานประลองที่หก ลี่เจียง ถงต้าเหวย ถิงถิง ปะทะ อูหมินจิง/ หวังชุน/ เยว่ฟง ช่วงเวลาเริ่มการประลอง

            “ลานประลองแบบสามต่อสามสินะ” ลี่เจียงกล่าว เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีจำนวนเท่ากัน

            “แย่ละสิ!! อีกฝ่ายมีทั้งเยว่ฟงและหวังชุน” ถิงถิงกล่าว เยว่ฟงคือลูกศิษย์ที่มีความเร็วเป็นอันดับหนึ่งของสถาบันแห่งนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง และ หวังชุน คือชายจากตระกูลหวังหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ของหอคอยวิญญาณ และยังเป็นถึงอันดับที่หกของร้อยมังกรทะยาน เป็นผู้มีที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับที่สองลองจากเนี่ยหลุนจากแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณ อีกฝ่ายมีหวังชุนที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นสูง เยว่ฟงจอมยุทธ์ขั้นสูง อูหมินจิงระดับหกขึ้นสูง แต่ฝั่งของถิงถิง นางเป็นเพียงแค่จอมยุทธ์ขั้นกลาง ลี่เจียงระดับหกขั้นสูง ถงต้าเหวยระดับหกขั้นสูง เพียงแค่มองนางก็แทบอยากจะยอมแพ้แล้ว

            ..

            “ลี่เจียง ถงต้าเหวย ศิษย์พี่ถิงถิง” เยว่ฟงกล่าวมาเขาเองก็นึกไม่ถึงว่าคนที่จะต้องประลองด้วยกลับเป็นคนรู้จักของตนเอง

            “คุณชายเยว่ โจมตีศิษย์พี่ลี่เป็นคนแรก และต้องชนะให้ได้ภายในกระบวนท่าเดียว” อูหมินจิงกล่าวจ้องมองไปยังลี่เจียง อูหมินจิงเป็นเพียงคนเดียวที่รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของลี่เจียง

            “หือ??” เยว่ฟงส่งเสียงด้วยความแปลกใจพร้อมหันไปมองอูหมินจิง สิ่งนี้หวังชุนเองก็แปลกใจเช่นกัน แต่ว่าเมื่อเห็นว่าทั้งอูหมินจิงและลี่เจียงสวมชุดจากสถาบันเดียวกันก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายรู้จักกัน เป็นไปได้ว่าคุณชายน้อยผู้นี้จะรับรู้ความลับอะไรบางอย่างของอีกฝั่งถึงให้รีบจัดการคนที่มีระดับหกขั้นสูง แทนที่จะเป็นสตรีที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นกลาง

            “เขาสะกดพลังตัวเองอยู่ จริงๆ แล้วตอนนี้เขาคือจอมยุทธ์ขั้นสูง” อูหมินจิงกล่าว ไม่ว่ายังไงในการประลองครั้งนี้ลี่เจียงจะต้องแสดงพลังของชนชั้นจอมยุทธขั้นสูงออกมาแน่ๆ แต่คงจะปิดบังเรื่องของเพลงหมัดพยัคฆ์คชสารเอาไว้อย่างแน่นอน แต่ถึงจะไม่ใช้เพลงหมัดพยัคฆ์คชสารอาศัยพลังของจอมยุทธขั้นสูงและร่างยักษ์ศิลาที่มีพลังป้องกันสูงส่งย่อมต้องรับมือได้ยากอย่างแน่นอน

            “งั้นหรือ ก็ได้ถ้าเป็นแบบนั้น จะเอาให้จบอย่างรวดเร็ว” เยว่ฟงกล่าว พร้อมกับโคจรลมปราณของตนเองผนึกลมปราณลงไปทั่วร่างกาย

             ปราณแสงวายุอัสนี ปีกวายุอัสนี / ปราณแสงวายุอัสนี กรงเล็บแสงวายุอัสนี

            ปีกที่มีการประสานกันถึงสามธาตุและยังเป็นพลังธาตุที่สามารถแสดงพลังแห่งความเร็วออกมาได้ ประสานกันจนเป็นปีก บริเวณนิ้วมือของเยว่ฟงก็มีพลังทั้งสามสายผนึกรวมกันจนกลายเป็นกรงเล็บที่มีความสามารถในการฉีกกระชาก เยว่ฟงพุ่งตรงเข้าหาลี่เจียงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นเพียงแต่เส้นแสงสีทองที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเพียงพริบตากรงเล็บของเยว่ฟงก็แทบจะมาถึงร่างของลี่เจียงแล้ว อีกเพียงไม่กี่เซนติเมตรกรงเล็บของเยว่ฟงก็จะสามารถผลักให้ลี่เจียงออกไปนอกสนามได้ แต่ว่าในตอนนั้นเอง

            ปราณเหมันต์ อาณาเขตพายุหิมะเยือกแข็ง

    ถิงถิงทันทีที่นางเห็นเยว่ฟง ก็ได้เตรียมใช้วิชาอาณาเขตของตนเองเอาไว้แล้ว นั่นก็เพราะว่านางรู้จักพลังของศิษย์น้องตัวเองเป็นอย่างดี เยว่ฟงมีความสามารถในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนไม่ว่าจะอย่างไร ย่อมไม่อาจสามารถตามทันได้ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะต้องใช้อีกวิธีคือการลดความเร็วของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถต่อสู้กับอีกฝ่ายได้ อาณาเขตของนางจึงมีพลังในการทำให้ลมปราณเยือกแข็งและลดความเร็วของอีกฝ่ายได้อย่างดี แต่หากมีเพียงเท่านี้ย่อมไม่สามารถลดความเร็วของอีกฝ่ายได้มากนักความเร็วของเยว่ฟงลดลงเพียงสามส่วนเท่านั้น

            ปราณปฐพี อาณาเขตถ่วงศิลา

            ความคิดของถิงถิง มีความคล้ายคลึงกับลี่เจียง ลี่เจียงเคยเห็นทั้งพลังของเยว่ฟงและอูหมินจิง จึงรับรู้ว่าอีกฝ่ายมีคนที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วถึงสองคนจึงคิดที่จะสร้างอาณาเขตแรงโน้มถ่วงจากลมปราณธาตุปฐพีเพื่อทำให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหวได้อย่างยากลำบาก แล้วทันทีที่เขาปลดปล่อยพลังของอาณาเขตนี้ออกมาพลังของจอมยุทธ์ขั้นสูงก็ถูกปลดปล่อยออกมาเช่นเดียวกัน

            แต่ว่าเมื่ออาณาเขตสอง อาณาเขตที่มีความสามารถหลักในการชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรูปรากฏขึ้นพร้อมกัน ความเชื่องช้าจากพายุหิมะที่ค่อยๆ กัดกินในร่างกายของผู้ที่เข้ามาภายในอาณาเขต และ ความหนักหน่วงของพื้นดินและร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความเร็วของเยว่ฟงตกลงไปอย่างมหาศาล แทนที่เขาจะสามารถปิดฉากได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ทุกคนภายในการลานประลองและที่มองจากภาพหน้าจอในตอนนี้สามารถมองเห็นความเร็วของเขาได้อย่างชัดเจน

            “อะไรกัน! อาณาเขตประสานงั้นหรือ” เยว่ฟงกล่าว ความเร็วของเขาตกลงอย่างมหาศาล ไม่น่าเชื่อว่าเพียงพริบตาที่เขาเคลื่อนไหวอีกฝ่ายจะใช้อาณาเขตที่สามารถส่งเสริมกันได้อย่างลงตัว ขัดขวางการเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่เขาเกือบจะสามารถจัดการได้หนึ่งคนแล้วแท้ๆ

            ปราณเพลิงหลอมละลาย เพลิงหินหนืด ถงต้าเหวยหายใจเข้าไปเต็มปอดจากนั้นพ่นสิ่งของที่คล้ายกับลาวาออกมา หินหนืดที่ออกมานั้นมีความร้อนที่แฝงภายในอย่างสูง

            ‘แย่ละ!! อยู่ใกล้กับผู้ใช้อาณาเขตมากเกินไป หลบไม่ทัน’ เยว่ฟง ในตอนนี้ยืนอยู่ใกล้กับลี่เจียงและถิงถิงเป็นอย่างมาก ทำให้ผลกระทบที่ได้รับจากพลังของอาณาเขตนั้นรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างใจหวัง ลาวาที่กำลังพุ่งตรงมาแม้จะเห็นอย่างชัดเจน แต่กลับไม่สามารถที่จะลบออกไปได้ดั่งใจ

            อาคมประสานศาสตรา ค้อนสงคราม

            ในตอนนั้นเองได้มีค้อนที่ปลายด้ามจับผูกไว้ด้วยโซ่ ตรงเข้ามาทำลาย ลาวาที่ถูกพ่นเข้ามาของถงต้าเหวย สามารถช่วยเยว่ฟงได้อย่างทันท่วงที และค้อนนั้นยังโจมตีไปยังถิงถิงด้วย  แต่ลี่เจียงกลับสามารถเข้ามาขว้างทางได้ทัน ค้อนเข้าปะทะกับร่างกายของลี่เจียงอย่างรุนแรง  ลี่เจียงสามารถปกป้องถิงถิงจากค้อนไปได้ แต่จากการที่ต้องปกป้องค้อนที่โจมตีมาอย่างรุนแรงด้วยร่างกายนั้นทำให้ อาณาเขตถ่วงศิลาอ่อนแรงลงไปเล็กน้อย แต่การที่อาณาเขตอ่อนแรงลงย่อมสามารถทำให้เยว่ฟงเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น เยว่ฟงจึงรีบถอยหลังกลับไปรวมกลุ่มของตนเองอีกครั้ง

            “ขอบใจมาก คุณชายหวัง” เยว่ฟงกล่าวขอบคุณคนที่ช่วยชีวิตของตน

            “ไม่เป็นไร หากเสียเจ้าไปในการต่อสู้นี้คงยากยิ่งนัก อาณาเขตของอีกฝ่ายสามารถลดทอนกำลังของฝ่ายเราได้ดียิ่ง” หวังชุนกล่าว ในตอนนี้ชายร่างกายใหญ่โตได้นำอาวุธของตนเองออกมา เขาถือค้อนมือเดียวในมือซ้าย และ ขวานมือเดียวในมือขวา แม้จะสามารถถือได้ด้วยมือเดียวแต่ว่าทั้งหัวของขวานและค้อนกลับมีขนาดใหญ่ยิ่งนัก และที่ปลายด้ามจับยังมีโซ่คล้องไว้ คล่องขวานและค้อนเข้าด้วยกัน

    การที่เขานำขวานและค้อนออกมาหมายความว่าเขายอมรับความสามารถของอีกฝั่งหนึ่ง หวังชุนเป็นชายที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ความสามารถของศัตรู เพียงแค่เห็นพลังที่ปลดปล่อยออกมาของลี่เจียงเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าตัวเขาจะต้องเอาจริงเท่านั้นเพื่อที่จะชนะอีกฝ่าย จึงได้นำศาสตราวุธของตัวเองออกมาทันที

            “เป็นอาณาเขตที่ยุ่งยากยิ่งนัก สามารถจำกัดความเร็วของข้าได้อย่างดี หากไม่สามารถทำลายอาณาเขตนั้นได้ข้าอาจจะไม่มีประโยชน์ในการต่อสู้ครั้งนี้” เยว่ฟงกล่าว หากมีเพียงอาณาเขตของถิงถิงเขาย่อมต้องไม่กลัวเพราะว่ารู้จักพลังของนางดี แต่ว่าเมื่อมีพลังอาณาเขตของลี่เจียงรวมเข้ามาด้วย กลายเป็นเรื่องยากในการต่อสู้ยิ่งนัก เยว่ฟงจ้องมองไปยังลี่เจียงอย่างแปลกใจ ตอนที่เจอกันครั้งแรกเขาได้ช่วยชีวิตอีกฝ่ายจากอสุรกายไร้ผิว แม้ตอนนั้นพลังของอีกฝ่ายไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ในตอนนี้กลับสามารถกดดันเขาได้แล้ว ส่วนถงต้าเหวยที่มีพลังระดับหกขั้นสูงแต่อีกฝ่ายกลับมีสายเลือดของถง เปลวเพลิงหลอมละลาย ไม่ได้มีพลังโจมตีมากมายแต่ว่ามีความสามารถในการหลอมละลายขั้นสูงที่สามารถหลอมละลายเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย แม้จะมีระดับพลังต่ำแต่ก็ไม่สามารถประมาทพลังของถงต้าเหวยได้

            “น้องชาย แล้วเจ้าใช้พลังอะไร” หวังชุนหันไปถามอูหมินจิง เขาจำเป็นจะต้องรู้ข้อมูลของฝ่ายเดียวกันซะก่อนจะได้หาทางรับมืออีกฝ่ายได้

            “พลังอัสนีขอรับ” อูหมินจิงถางตอบ

            “ผู้ใช้ความเร็วสองคนงั้นหรือ...ถ้าแบบนี้ก็” หวังชุนโคจรวิชาอาคมของตนเอง ประสานเข้าร่างกายของตนเองและร่างกายของพวกเดียวกัน

            อาคมประสานร่างกาย ภาวะไร้น้ำหนัก อาคมของหวังชุนคืออาคมประสานที่จะใช้พลังประสานเข้ากับศาสตราวุธหรือร่างกายของตนเอง สามารถใช้ได้ทั้งการเสริมพลัง การเปลี่ยนแปลงธาตุในศาสตรา ประสานอาคมให้เข้ากับรูปแบบการต่อสู้ของศัตรู

    เมื่ออาคมของหวังชุนเข้าสู่ร่างกายของอูหมินจิงและเยว่ฟงร่างกายของทั้งสองก็เบาขึ้นอย่างมาก

            “อาคมนี้จะทำให้เจ้าได้รับผลกระทบจากอาณาเขตถ่วงศิลาน้อยลง แต่ว่าผลกระทบจากอาณาเขตพายุหิมะเยือกแข็งจะยังคงได้รับอยู่ แม้ว่าข้าจะมีอาคมที่ทำให้เจ้าได้รับผลกระทบจากอาณาเขตพายุหิมะเยือกแข็งน้อยลง แต่ร่างกายของพวกเจ้าจะสามารถรองรับได้เพียงแค่ครั้งละหนึ่งอาคมเท่านั้น” หวังชุนกล่าว หากผู้ที่ไม่เคยได้รับการประสานอาคมเข้าสู่ร่างกาย มักจะไม่สามารถทนต่อการประสานอาคมเข้าสู่ร่างกายได้ ทำได้เพียงแค่ประสานอาคมทีละอาคมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน