หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    แต่งงานอีกครั้งและการจากลา

    ณ แดนสวรรค์ ในที่สุดกองทัพของเทพสงครามไร้พ่ายเซียนมู่หรงก็ได้กลับมาถึงตระกูลเสียที หากถามว่าทำไมถึงใช้เวลาเดินทางนานนัก นั่นก็เพราะว่าพวกเขานำศพของทหารกล้ากลับมาด้วย อีกทั้งในดินแดนสวรรค์อำนาจมิติแกร่งกล้าเกินไป พวกเขาไม่อาจจะเปิดมิติแล้วให้ทหารนับล้านกลับมาพร้อมกันได้จึงเลือกที่จะเดินทางโดยใช้การบินทะยานตามปกติแทนและด้วยระยะทางระหว่างดินแดนรกร้างและแดนสวรรค์มันห่างไกลกันเกินไป ระยะเวลาสองปีนี้จะเป็นเวลาที่เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว

     

    เมื่อกองทัพกลับมายังตระกูล เซียนมู่หรงต่างได้รับการต้อนรับจากผู้อาวุโสรวมไปถึงสมาชิกคนอื่นมากมาย ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปที่กลุ่มคนเหล่านั้นปรากฏว่าไม่มีวี่แววแม้แต่เงาของภรรยาของเขาจึงนึกสงสัย

     

    "ภรรยาข้า ลั่วหนิงซินไปไหน"เขาเอ่ยปากถามในทันทีแต่ทว่าเหล่าผู้อาวุโสพลันก้มหน้าก้มตาราวกับกลื่นไม่เข้าคลายไม่ออก การกระทำเช่นนี้ทำให้เซียนมู่หรงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ

     

    "นางอยู่ที่ตำหนักบุปผาจันทรา ตอนนี้ยังไม่อาจวางมือจากเรื่องที่ทำแล้วมารับเจ้าได้ หากเจ้าอยากไปหานางก็ไปเถอะ"เซียนเยว่อิงผู้เป็นพี่สาวของชายหนุ่มและเป็นตัวแทนผุ้นำตระกูลกล่าวขึ้น เซียนมู่หรงที่ได้ยินก็ผสานมือคาราวะพี่สาวไปหนึ่งครั้งและเดินจากไป

     

    "พวกเราจะทำอย่างไรดี หากท่านชายรู้ถึงตัวตนนั้นขึ้นมา"

     

    "เหอะ จะทำอะไรได้อีกนอกจาก หาเหตุผลมากล่าวอ้าง"

     

    "พูดน่ะมันง่าย แต่คุณชายจะยอมรับฟังหรือไม่ละ หากพวกเขาเห็นด้วยกับแนวคิดพวกเราก็ดีไปแต่หากไม่มีหวังได้โดนพิพากษาเป็นแน่แท้"

     

    "พวกเจ้าคิดมากเกินไป ถึงอย่างไรคุณชายก็ไม่กล้าใช้กฏพิพากษากับผู้อาวุโสทุกคนได้ พวกเราทำไปก็เพื่อตระกูลจะไปมีความผิดได้อย่างไรจริงไหม"

     

    "ใช่ๆๆท่านผู้อาวุโสห้ากล่าวได้ถูกต้อง"

     

    เสียงปรึกษากันของเหล่าผู้อาวุโสดังขึ้นมาไม่ขาดสาย เซียนเยว่อิงได้แต่ยกยิ้มและมองพวกคนแก่หัวทึบพวกนี้พร้อมท่าทีเย้ยหยันในทันใด นางย่อมรู้จักน้องชายของตนเองดี หากเขาต้องการจะพาเด็กคนนั้นกลับมาย่อมไม่สนใครหน้าไหน และไม่มีทางที่ผู้อาวุโสเหล่านี้จะขัดได้

     

    เซียนมู่หรงทะยานเข้ามาด้านในตำหนักบุปผาจันทราทันทีสถานที่แห่งนี้จะกล่าวให้ถูกก็คือที่พักของเขาเอง เมื่อมาถึงสิ่งที่เห็นคือหญิงงามที่หน้าตาคล้ายกันมากหนึ่งกำลังที่จะทะลวงระดับจักรพรรดิส่วนอีกหนึ่งกำลังเฝ้าระวังไม่ห่างกาย สองคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากแม่ลูกลั่วหนิงซินกับเซียนหนิงซี

     

    "บูม!!"

     

    เมื่อชายหนุ่มเข้ามานี้เป็นเวลาเดียวกันกับที่เซียนหนิงซีกลายเป็นระดับจักรพรรดิขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จ พร้อมด้วยวงเวทย์เทียนจินสีทองที่มีประกายสายฟ้าไหลเวียนไปมาอยู่รอบวงเวทย์นั้น ในขณะที่เซียนหนิงซีกำลังเข้าสู่การปรับรากฐานพลังเซียนมู่หรงพลันวิ่งเข้ามาแล้วกอดลั่วหนิงซินเอาไว้แน่น

     

    "ซินซินข้ากลับมาแล้ว"

     

    "ยินดีต้อนรับกลับ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปรับท่าน พอดีลูกของเรากำลังบรรลุระดับจักรพรรดิข้าจึงต้องอยู่ดูแล"นางยกยิ้มและหันไปกอดชายหนุ่มก่อนจะกล่าวออกไป

     

    "ลูก??"

     

    "ใช่ นางคือลูกของเรา ข้าพึ่งรู้ตัวว่าท้องหลังจากที่ท่านกำลังเดินทางไปสนามรบแรก"นางชี้นิ้วอันเรียวงามไปที่หญิงงามที่กำลังนั่งปรับพลังเมื่อได้ยินคำว่าลูกจากปากของภรรยา ใจที่มั่นคงของเทพสงครามไร้พ่ายก็อดไม่ได้ที่จะสั่นเทา นี่เขามือลูกแล้วงั้นหรือ เรื่องนี่ช่างน่าตกตะลึงเกินไป

     

    ต้องบอกก่อนว่าขอบเขตเทพสวรรค์นั้นมีลูกยากเอามากๆยิ่งเป็นระดับเทพสงครามอย่างเซียนมู่หลิงยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อรู้เช่นนี้จะไม่ให้เขาดีใจได้อย่างไร แต่เมื่อมองไปยังวงเวทย์เทียนจินของบุตรสาวมันก็ทำให้เขาอดตาโตไม่ได้ เพราะสายฟ้าที่ปรากฏให้เห็นมันคือสีทอง

     

    "ราชามังกรอัสนีบาตสวรรค์ นั่นก็หมายความว่า??"เซียนมู่หรงตอนนี้หัวใจพลันจมดิ่งขึ้นมาทันตา เขาหันไปหาผู้เป็นภรรยาก็ได้คำตอบที่ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว

     

    "ใช่ นางมีน้องฝาแฝดเป็นเด็กผู้ชาย แต่ด้วยตาแก่ผู้อาวุโสบ้านท่านเอาแต่จะหาทางกำจัดเขา ข้าเลยเอาบุตรอีกคนไปซ่อน ยังดีที่ท่านพี่เยว่อิงกันไว้ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงคาดคั้นข้าจนบ้าตายก่อนแน่ๆ"

     

    "ตลอดสิบกว่ามีมานี้ข้าพลาดอะไรไปบ้างกัน ข้าจะชดเชยอะไรให้พวกเขาได้บ้าง"เซียนมู่หรงเผยสีหน้าที่เศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด

     

    "หากอยากชดเชยให้พวกข้า แค่พาน้อง พาหลินหลิน กลับมาให้ข้าก็เพียงพอแล้ว"เซียนหนิงซีกล่าวขึ้นมา ในขณะปรับพลังนางรู้แล้วว่านี่คือบิดาของตนดังนั้นเมื่อลืมตาขึ้นจึงวางท่าเคร่งขรึมใส่ในทันที ชายคนนี้แม้จะเป็นคนที่ได้ฉายาว่าไร้พ่ายในสงครามแต่สำหรับนางผู้เป็นลูกที่ไม่เคยเห็นหน้าบิดาสักครั้งจะให้ไม่โกรธเคืองเลยก็เป็นเรื่องที่แปลกเกินไป

     

    "ซีซี อย่าเสียมารยาทสิ ท่านพ่อเจ้าพึ่งกลับมาถึงเองนะ"ลั่วหนิงซินดุลูกสาวเล็กน้อย แต่ทว่าเจ้าหญิงน้อยแห่งตระกูลราชามังกรอัสนีบาตคนนี้กลับเบือนหน้าหนีในทันใด

     

    "ได้! พวกเราจะไปรับเขากัน ดีหรือไม่"เมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่พอใจตนเซียนมู่หรงจึงกล่าวออกไปเช่นนั้น

     

    เซียนหนิงซีหลี่ตามองผู้เป็นบิดา จากนั้นนางจึงได้กล่าวถามแบบสั้นๆ "จริงหรือ??"

     

    "แน่นอน แต่ตอนนี้ให้พ่อกอดเจ้าเสียหน่อยได้หรือไม่"หลังจากเผยท่าทีลังเลอยู่ครู่ใหญ่ นางก็ค่อยๆขยับเข้าไปให้ผู้เป็นพ่อกอด ลั่วหนิงซินเมื่อได้ท่าทางโอนอ่อนผ่อนตามของบุตรสาวก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม แท้จริงแล้วลูกสาวคนนี้ไม่ได้โกรธอะไรนักหนาก็แค่หาเรื่องให้บิดาไปรับน้องชายของตนเท่านั้น

     

    "ไปกันเลยไหม"เมื่อกอดบุตรสาวจนพอใจ เซียนมู่หรงกล่าวถามนางในทันที เซียนหนิงซียกยิ้มและพยักหน้าให้ พ่อ แม่ ลูก พากันเดินออกไปหมายจะไปรับบุตรชายคนเล็กของตน โดยหารู้ไม่ว่าถึงไปตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีทางพบเจอบุตรชายในทวีประดับต่ำอีกแล้ว

     

    ย้อนไปหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ณ ดินแดนระดับต่ำ ทั่วทั้งเมืองลั่วเต็มไปด้วยโคมแดงมากมาย เสียงฮือฮาดังจากทั่วทั้งเมืองไม่ขาดสาย ด้านในวังตอนเช้าคือพิธีสืบทอดบัลลังก์ของจักรพรรดิองค์ใหม่ลั่วหยุนซาน ส่วนในช่วงค่ำคือพิธีแต่งงานของลั่วอู่หลิน ไป่หลี่เอ่อร์ และเมิ่งอี้หราน งานเทศกาลแห่งความสุขได้กลับมาครั้ง ก่อนที่ลั่วไห่เฟิงจะลงจากตำแห่งได้ประกาศละเว้นภาษีและจัดงานเทศกาลหนึ่งปีตามที่เขาเคยกล่าวไว้

     

    ยามค่ำคืนด้านในห้องโถงเมื่อเสร็จสิ้นพิธีการก็มาถึงงานเลี้ยงใหญ่ เวลานี้ทุกขุมกำลังยกเว้นอาณาจักรอัสนีมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ลั่วอู่หลินและเหล่าภรรยาตอนนี้นั่งในอยู่ในงานแตกต่างจากพิธีครั้งก่อนที่ได้เข้าหอเพราะต้องการจะซึมซับความทรงจำที่ดีเหล่านี้เอาไว้นานๆ

     

    ชายหนุ่มหลังจากที่ชายตามองอยู่นาน สิ่งที่ทำให้เขาอดแปลกใจไม่ได้คือพี่หญิงห้าของเขาลั่วหนิงเหยียนที่ไปสนิทกับเมิ่งจินเหอเมื่อไรก็ไม่รู้อีกทั้งความสัมพันธ์ยังไปในแนวทางที่ดีไม่ติดขัดอะไร

     

    ส่วนอีกหนึ่งคือหลันฮ่าวมือขวาของเขาที่ตอนนี้ราวกับถูกลั่วหลินหลงตามเกี้ยวอย่างไรอย่างนั้นเพราะเขามาเป็นตัวแทนของหอการค้าเฮยเสวียพร้อมกับน้องสาวอย่างหลันเหมยอิง

     

    แน่นอนหากทั้งสองชอบพอกันเขาเองก็ไม่คิดห้ามแต่อย่างใด ด้วยตบะของหลันฮ่าวเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขามีคุณสมบัติพอที่จะคว้าใจเจ้าหญิงลั่วหลินหลงเอาไว้

     

    อีกทั้งเมื่อไม่กี่วันก่อนชายหนุ่มยังให้ทักษะที่ดีกว่าให้กับสองพี่น้องไปรับรองได้ว่าอนาคตทั้งหลันฮ่าวและหลันเหม่ยอิงคงจะรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน

     

    "ที่รักถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะต้องไป"ชายหนุ่มกล่าวแล้วหันไปหาภรรยาทั้งสี่ที่ตอนนี้ยกยิ้มให้ ทั้งห้าคนลุกขึ้นในทันใดและเดินไปยังเบื้องหน้าของบัลลังก์คาราวะญาติผู้ใหญ่ของตนอย่างนอบน้อม ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ทั้งห้าคนด้วยความฉงนสงสัย

     

    "ถึงเวลาแล้วหรือ เช่นนั้นก็ขอให้พวกเจ้าเดินทางปลอดภัย"ทั้งหลินอี้เฟยและลั่วไห่เฟิงต่างอวยพรไปในทิศทางเดียวกัน

     

    "บูม!!!"

     

    ตบะของชายหนุ่มพุ่งเสียดฟ้า ไอปราณหยินที่หนาแน่นทำให้ทั่วทั้งโถงค่อยๆหนาวเย็นลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง วงเวทย์เทียนจินเก้าวงของเขาปรากฏขึ้นมาก่อนที่มันจะกลายเป็นวงแหวนเซียนเทียนสีขาวลวดลายเกล็ดหิมะ ภาพนี้ทำให้ทุกคนพากันตกตะลึงจนตาค้างมิอาจแม้จะละสายตาจากภาพที่เห็นได้อีกต่อไป

     

    "หลันฮ่าว หลันเหม่ยอิง รับคำสั่ง"เขาหันไปกล่าวทำให้ทั้งสองพี่น้องพากันพุ่งมาและคุกเข่าให้ บัดนี้ทุกคนต่างรู้สึกกระจ่างแจ้งในใจ แท้จริงแล้วจักรพรรดิน้ำแข็งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือเจ้าชายองค์นี้นี่เอง

     

    "กองกำลังหิมะสวรรค์หลันฮ่าวเจ้าเป็นคนดูแล ส่วนหลันเหม่ยอิงดูแลหอการค้าเฮยเสวีย"

     

    "รับคำสั่งขอรับ"ทั้งสองตอบรับแต่โดยดีทำให้ลั่วอู่หลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันกลับไปหาผู้เป็นท่านตาและท่านยายของตน

     

    "เช่นนั้นหลานขอตัวลาขอรับ"ลั่วอู่หลินผสานมือคาราวะอีกครั้งทั้งเขาและภรรยาต่างลอยขึ้นไปยังฟากฟ้าท่ามกลางสายตาของทุกคน ก่อนที่ลั่วอู่หลินจะนำหอคอยมหาสมบัติออกมาและส่งให้ภรรยาทั้งสี่เขาของเข้าไปอยู่ด้านใน เสาแห่งแสงสีขาวบัดนี้ทอลงมาเป็นประกาย ลั่วอู่หลินยกยิ้มให้ทุกคนในงานก่อนที่ตัวเขาจะกลายเป็นเเสงพุ่งทะยานขึ้นไปยังเบื้องบน

     

    "จะ จักรพรรดิน้ำแข็งคือน้องเล็กงั้นหรือ"ลั่วหนิงเหยียนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็อุทานออกมา ที่แท้น้องชายที่ตนชอบแกล้งหยอกเย้ามาตั้งแต่เด็กคือคนที่ช่วยนางเอาไว้ ส่วนราชวงศ์คนอื่นๆนั้นตอนนี้นึ่งอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก โดยเฉพาะองค์ชายสอง องค์ชายสาม และลูกของเขาทั้งสองคนที่หน้าซีดขาวเพราะว่าพวกตนทำไม่ดีกับชายหนุ่มเอาไว้มาก

     

    ทางด้านโต๊ะรับรองของหอประมูล ฮั่วฟางหรงมองไปยังท้องฟ้าด้วยความสนใจ ชายคนนี้ถึงกลับพัฒนาตนเองจากจักรพรรดิขั้นที่หนึ่งไปถึงระดับบรรพชนได้ด้วยระยะเวลาแค่สามปีเท่านั้น เรื่องนี้มันน่าทึ่งเกินไป และยิ่งทำให้นางอยากจะได้เขาไว้ในครอบครองมากขึ้นไปอีก

     

    "ผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้มิน่าถึงได้มาขอเป็นพันธมิตรกับหอประมูล ที่แท้ก็กำลังเตรียมการออกไปจากดินแดนแห่งนี้แน่เอง ข้าจะปล่อยให้ท่านเที่ยวเล่นไปก่อนก็แล้วกัน ฮิฮิ"ฮั่วฟางหรงกล่าวก็พลันพุ่งทะยานไปบนฟากฟ้าในทันที ก่อนที่ตัวตนระดับเซียนที่เป็นผู้ติดตามของนางจะกระชากมิติและพานางออกไปจากดินแดน

     

    นี่คือทักษะที่ระดับเซียนทุกคนต่างทำได้หากบรรลุกฏเกณฑ์ของมิติมากพอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเข้าทางประตูแต่อย่างใดในการเดินทางไปยังดินแดนต่างๆที่มีกฏเกณฑ์มิติอยู่ในระดับต่ำกว่าที่เขาบรรลุ