บารอนเอเดรียนพุ่งอย่างรวดเร็วด้วยเวทย์ลมขณะที่เขากำลังภาวนาให้เจ้าชายไม่เป็นอะไรอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากข้างหน้า ทันทีที่เห็นมันบารอนก็ยิ่งรู้สึกว่าวิตกกังวลเข้าไปใหญ่เขารีบพุ่งไปที่ทางนั้นอย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับมีเพียงหลุมขนาดใหญ่มองไม่เห็นก้นข้างๆ หลุมมีผู้หญิงที่ดูคุ้นตาเป็นอย่างดีนั่งอยู่ เขากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณก็ไม่พบเห็นใครอีกเหงื่อก็ชุ่มไปทั่วแผ่นหลังทันที เขารีบพุ่งลงไปข้างๆ เธอ รีบถามทันทีว่า
“คุณหนูเรเวนเจ้าชายไม่ทราบว่าเจ้าชายตอนนี้อยู่ไหนครับเจ้าชายยังปลอดภัยดีใช่ไหมครับ”
เรเวนหันมามองเขาเธอกลืนน้ำลายลงคอแล้วชี้ไปที่หลุมตรงหน้าเธอก่อนจะตอบว่า
“เจ้าชายหล่นลงไปข้างล่างกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นค่ะท่านบารอน”
บารอนเอเดรียนตัวแข่งทื่อเป็นรูปปั้นพึมพำออกมาว่า
“เจ้าชายหล่นลงไปข้างล่าง”
เรเวนพยักหน้ายืนยัน
“ใช่ค่ะเจ้าชายหล่นลงไป”
บารอนเอเดรียนก็พึมพำด้วยท่าทีที่เหม่อลอยราวกับไร้วิญญาณว่า
“ชวยแล้ว”
ทางด้านพวกเจคตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเขาได้แจ้งไลลาแล้วว่าเจ้าชายได้กำชับว่าเขาจะจัดการพวกโจรลักพาตัวด้วยตัวเอง ไลลาก็พยักหน้ารับทราบทั้งยังช่วยขนพวกโจรไปไว้ที่คฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลิด์ โดยทำอย่างลับๆและยังไม่ลืมที่จะตัดเอ็นข้อมือข้อเท้าของพวกเขาเพื่อให้มันใจว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น ขึ้นก่อนหน้านั้นย่อมต้องให้พวกเขาดื่มโพชั่นในสภาพที่ถูกจับมันเพื่อไม่ให้เสียชีวิตจากแผลที่ถูกยิง
ลิลลี่เดิมทีเธอเป็นหนึ่งในอัศวินฝึกหัดที่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนตามล่าพวกโจรลักพาตัว ซึ่งความจริงการทำภารกิจนอกเมืองสำหรับพวกอัศวินฝึกหัดนี้ไม่บ่อยนัก บารอนเอเดรียนจึงได้ถือโอกาสนี้ให้พวกเขาลองทำงานภาคสนามนอกเมืองดู แต่ยังไม่ทันได้เริ่มงานทุกอย่างก็จบลงเสียก่อน เพราะอัศวินและทหารต่างพากันไปร้องประกาศว่าคนที่ถูกลักพาตัวไปนั้นได้ถูกช่วยกลับมาแล้วให้ผู้ปกครองพ่อแม่มารับบุตรของตนโดยด่วน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกหลานของคนที่อยู่ในสลัมทั้งสิ้น
ลิลลี่ในที่สุดก็ได้กลับมาพบเพื่อนสนิทของเธออีกครั้ง ทันทีที่ได้พบกลับมีเรียลิลลี่ก็โผล่เข้าไปกอดเธอทันที
“มีเรียไม่เป็นอะไรใช่ไหมฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่”
มีเรียที่ถูกเพื่อนสนิทก่อนก็ยิ้มแล้วตอบว่า
“ไม่เป็นไรเจ้าชายมาช่วยพวกเราไว้น่ะ”
ลิลลี่คลายอ้อมกอดมองมีเรียด้วยความสงสัย
“เจ้าชาย? เจ้าชายโรคจิตน่ะเหรอ”
มีเรียไม่รู้จะเอาอะไรกับเพื่อนคนนี้ดีที่ไม่ว่าจะถูกต่อว่าหรือถูกลงโทษยังไงก็ยังเอาแต่เรียกเจ้าชายว่าเจ้าชายโรคจิตอยู่ เธอก็ได้แต่ยิ้มแล้วก็พูดว่า
“อื้ม! เป็นเจ้าชายคนนั้นแหละ เขาเก่งมากเลยนะ”
ลิลลี่ทำหน้างงพร้อมกับทวนคำว่า
“เก่ง? เจ้าชายโรคจิตน่ะเหรอ”
มีเรียพยักหน้า
“แหงล่ะเจ้าชายโรคจิตเก่งอยู่แล้วไม่มีอาหารไหนที่เจ้าชายโรคจิตทำแล้วไม่อร่อยหรอก”
มีเรียรีบพูดทันที
“ไม่ใช่ฉันหมายถึงการต่อสู้ต่างหากฉันหมายความว่าเจ้าชายเก่งมาก…”
มีเรียพูดยังไม่ทันจบลิลลี่ก็ทำจมูกฟุดฟิด
“กลิ่นนี้มัน…” แล้วเธอก็หันไปมองทางหนึ่งก็พบกับเด็กผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีฟ้าที่กำลังผู้หญิงคนหนึ่งกอดเธออยู่ ข้างๆ ผู้หญิงที่กอดเธอก็มีผู้หญิงหน้าตาคมขำคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ
“เนียสวรรค์ทรงโปรดพระเจ้าทรงเมตตาในที่สุดเธอก็กลับมาได้อย่างปลอดภัย”
เนียที่ถูกกอดก็พูดขึ้นว่า
“สวรรค์ทรงโปรดพระเจ้าทรงเมตตาอะไรกันคะพี่อันนาคนที่ช่วยหนูออกมาเป็นไอ้ปีศาจต่างหากล่ะคะ ไม่ใช่พระเจ้าสวรรค์อะไรซะหน่อย”
อันนาที่ได้ยินดังนั้นก็รีบคลายกอดแล้วเอานิ้วแตะริมฝีปาก
“ชู่ว! เรื่องแบบนี้จะพูดพล่อยๆ ไม่ได้นะเนียถ้าพวกศาสนจักรได้ยินเดี๋ยวก็ถูกจับตัวไปลงโทษหรอก” พูดจบเธอก็เหลียวซ้ายแลขวาเมื่อมั่นใจว่า 2 คนที่อยู่กับคาทาริน่าไม่ได้อยู่แถวนี้เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แล้วก็มีเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาพูดว่า
“นี่เธอน่ะเป็นเพื่อนกับเจ้าชายโรคจิตสินะ”
เนียกับอันนาและจูนที่ยืนดูอยู่หันมามองเธอพบว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่อายุพอๆ กับเนีย แต่ว่ามีหูและหางสุนัขแบบเดียวกับเดซี่ ทว่าที่รับรู้ได้นั้นกับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เดซี่ให้อารมณ์เหมือนเด็กเรียบร้อยว่าง่าย ในขณะที่เด็กผู้หญิงคนนี้เธอให้ความรู้สึกก๋ากั่นมีชีวิตชีวาเสียมากกว่า
เนียมองอีกฝ่ายแล้วก็นึกถึงเรื่องที่เคยคุยกับมีเรียตอนที่อยู่ในกรงได้ทันทีจึงถามว่า
“เธอคือพี่สาวของเดซี่ใช่ไหมฉันชื่อเนียเป็นเพื่อนกับเดซี่นะ”
ลิลลี่มองอีกฝ่ายแล้วพูดว่า
“โอ๊ะนี่เธอเป็นเพื่อนกับเดซี่หรอกเหรอไม่เห็นเดซี่ที่บอกเรื่องนี้เลย”
มีเรียที่อยู่ข้างหลังก็พูดขึ้นว่า
“ถึงน้องสาวเธอพูดไปเธอก็คงไม่สนใจฟังอยู่ดีมากกว่า”
ลิลลี่ไม่สนใจคำพูดของมีเรียแต่กลับทำจมูกฟุดฟิดใส่เนียแล้วพูดว่า
“มีกลิ่นของเจ้าชายโรคจิตอยู่จริงๆ ด้วย ถ้าดมดีๆ แล้วก็ได้กลิ่นของเดซี่ด้วยนี่นะ”
เนียรู้สึกแปลกๆ ที่อยู่ๆ ก็มีคนมาดมกลิ่นเธอแบบนี้ทั้งยังบอกว่าเธอเกี่ยวข้องอะไรกับใครยังไง แต่เธอก็ตอบไปว่า
“เนียไม่รู้จักต้องใช้โรคจิตอะไรนั่นหรอก”
ลิลลี่ทำหน้าแปลกใจจนต้องเป็นมีเรียที่เข้ามาพูดว่า
“คือว่าเจ้าชายโรคจิตที่ลิลลี่พูดถึงก็คือเจ้าชายเออร์วินน่ะค่ะหรือที่เธอเรียกว่าไอ้ปีศาจนั่นแหละ”
เนียทำหน้าแปลกใจ
“ไอ้ปีศาจคือเจ้าชายโรคจิต?” ความจริงแล้วเธอก็รู้เรื่องที่ไอ้ปีศาจของเธอเป็นเจ้าชายของเมืองนี้ดี จากคำพูดของพวกเจคที่เคยเรียกเขาคนนี้ว่าเจ้าชาย แต่จากกิริยาท่าทางที่นั่งกับพื้นดินกินอาหารกับพื้น แถมยังยิ้มให้เธอทุกครั้งที่ถูกเรียกว่าไอ้ปีศาจ มันเลยพลอยทำให้เนียไม่รู้สึกประมาทและสนิทสนมกับเขาไปโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าภายนอกเธอจะเอาแต่เรียกเขาว่าไอ้ปีศาจและทำเหมือนเขาเป็นโรคระบาดที่ไม่ยอมเข้าใกล้ แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เธอในนั้นก็ไม่รู้สึกรังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อยเธอยังคงเรียกเขาแบบเดิมปฏิบัติกับเขาแบบเดิม บางครั้งยังออกคำสั่งกับเขาด้วยเช่นวันนี้ที่อยู่ๆ ก็สั่งให้เขาไปสอนพวกเจคเรื่องวิธีผสมแป้งทำเครป เหมือนกับว่าสำนึกของเธอไม่ได้สนใจฐานะเจ้าชายของเขาเลยสักนิด
ลิลลี่ทำน่าสงสัย
“เจ้าชายโรคจิตก็คือไอ้ปีศาจเหรอ”
เนียพยักหน้าหงึกๆ ส่วนมีเรียนั้นเธอรู้สึกว่าไม่ถูกต้องที่ทั้งสองคนกำลังพากันตั้งฉายาไอ้เจ้าชายกันจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ ขณะที่เธอกำลังจะร้องห้ามก็ได้ยินเสียงร้องออกมา
“หนูมีเรีย!!!”
มีเรียรู้สึกขนลุกทันทีหันไปมองก็พบกับแม่ของเธอที่กำลังวิ่งนำพวกสาวใช้อะไรทางนี้
“คุณแม่!!!”
เธอพูดยังไม่ทันจบแม่ของเธอก็เข้ามาสวมกอด
“ฮือ แม่นึกว่าจะไม่ได้เจอลูกแล้วซะอีกขอบคุณพระเจ้าขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยให้ลูกได้กลับมา”
มีเรียที่อยู่ๆ ก็โดนกอดแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ถูกสายตาของเธอเหลือบมองไปทางด้านข้าง สำหรับพวกเนียกับลิลลี่ที่เห็นภาพเหล่านี้ยังไม่เท่าไหร่ แต่พวกทหารและอัศวินน่ะสิที่ไม่รู้ว่าจะมองเธอยังไงพอหางตาเธอเหลือบมองไปเห็นว่ามีทหารกับพวกอัศวินบางคนมองมาที่เธอแล้วก็พากันยิ้ม มีเรียก็เลยคิดว่าไม่ได้การจึงพยายามดิ้นแต่แม่ของเธอก็กอดแน่นมาก
“คุณแม่ปล่อยก่อนหนูเป็นอัศวินนะ”
“จ๊ะๆ ลูกแม่เป็นสุดยอดอัศวินอยู่แล้วจ้ะ”
“ไม่ใช่หนูเป็นอัศวินนะแม่ถึงหนูจะเป็นแค่อัศวินฝึกหัดก็เถอะจะให้แม่มากอดต่อหน้าคนอื่นแบบนี้มัน…”
“อะไรกันแค่นี้ลูกก็อายแล้วเหรอถ้าอย่างนั้นจะแม่จะเล่าเรื่องตอนเด็กของลูกให้คนอื่นฟังดีไหม”
มีเรียรู้สึกขนลุกไปทั่วร่างรีบพูดทันทีว่า
“อย่าเชียวนะคะคุณแม่ได้โปรด”
แม่ของเธอหัวเราะเบาๆ
“ฮิฮิ นี่ลูกแม่นี่ลูกแม่อายกันเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ยนี่ลูกแม่อายกันเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย”
เนียมองภาพเหตุการณ์ที่ชวนให้อบอุ่นของมีเรียกับแม่แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา อันนามองเนียด้วยความกังวลก่อนจะถามว่า
“เนียเป็นอะไรหรือเปล่า”
เนียส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า
“หนูแค่คิดนะคะว่าเป็นแม่ที่รักลูกจังเลยนะคะ”
คำพูดง่ายๆ แต่มันเป็นอะไรที่บีบหัวใจอันนาเป็นอย่างมากเพราะทั้งเธอและเนียต่างก็เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากผู้ให้กำเนิดเช่นเดียวกัน
คุณนายบรูคที่เป็นแม่ของมีเรียคลายอ้อมกอดลูกสาวแล้วหันมามองลิลลี่ ที่ทำให้เธอนึกถึงเพื่อนที่ลูกสาวเล่าให้ฟังซึ่งก็สังเกตได้ไม่ยากจากหูและหางของเธอ
“เธอสินะที่เป็นเพื่อนของมีเรีย” แล้วก็หันไปพูดกับเนียด้วยว่า “เธอเองก็ด้วยสินะเพราะเมื่อกี้เห็นคุยกันนี่”
เนียยังไม่ทันตอบอะไรลิลลี่ก็พูดว่า
“ใช่แล้วค่ะพวกหนูเป็นเพื่อนของมีเรีย”
เนียหันว่ามองเพราะเธอจำไม่ได้ว่าเธอไปเป็นเพื่อนกับมีเรียตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่ของมีเรียก็พูดขึ้นว่า
“อย่างนั้นเหรอจ๊ะถ้าอย่างนั้นคืนนี้มานอนที่บ้านป้าไหมดูท่าเพราะหนูมีเรียไม่เคยพาเพื่อนมาบ้านเลย ป้าล่ะกลุ๊มกลุ้มไม่รู้ทำไมกันนะ”
ลิลลี่เอียงคอถามว่า
“คืนนี้หนูไปนอนที่บ้านป้าได้เหรอคะจะได้นอนกับมีเรียด้วยหรือเปล่า”
ไม่รอให้ลูกสาวได้ปฏิเสธแม่ของเธอก็พูดทันทีว่า
“แน่นอนสิจ๊ะเตียงของมีเรียนั้นใหญ่มากเลยนะพวกหนูขึ้นไปนอนตอนบนเตียงได้สบายเลยจ้ะ”
เนียเริ่มรู้สึกมึนงงเพราะเธอจำไม่ได้ว่าตกลงจะไปนอนค้างคืนที่บ้านเขามีเรียตั้งแต่เมื่อไหร่ ลิลลี่ก็พูดขึ้นว่า
“จะมีของอร่อยกินด้วยหรือเปล่า”
“มีสิจ๊ะมีให้กินจนพุงกางเลยล่ะ”
ลิลลี่ก็ลองเย่ออกมาเธอเข้าไปคว้าข้อมือของมีเรียส่วนอีกมือข้างหนึ่งก็คว้าข้อมือของเนียพูดขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกินของอร่อย เอ๊ย เราไปค้างคืนที่บ้านของมีเรียกันดีกว่า”
“ “ฮะ?” ” เนียกับมีเรียอุทานออกมาพร้อมกัน คนหนึ่งรู้สึกสับสนที่อยู่ๆ ก็จะมีเพื่อนมาค้างที่บ้าน ส่วนอีกคนไม่เพียงแต่ยังงงๆ ว่าไปเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ และตกลงว่าจะไปบ้านอีกฝ่ายตอนไหน
เนียหันไปมองอันนาเพื่อขอความช่วยเหลือ
“พี่อันนา”
และคำตอบที่ได้ก็คือ
“เนียไปเที่ยวบ้านเพื่อนทำตัวดีๆ น่ารักๆ นะ อย่าดื้อเชียวล่ะ”
“เอ๊ะ” เนียอุทานออกมา
ด้านมีเรียก็รีบบอกกับเพื่อนเธอว่า
“ไม่ได้นะลิลลี่พวกเราเป็นอัศวินนะตอนนี้เรายังมีงานต้องทำ”
ทันทีที่เธอพูดจบก็ได้ยินเสียงไลลาพูดว่า
“อ๋อ ถ้าตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะในเมื่อทุกคนก็ถูกช่วยกันเสร็จแล้วนี่ออกกะแล้วไปพักผ่อนได้เลยนะไม่ต้องห่วงไปหรอก”
มีเรียหันไปมองก็พบว่าไลลามายืนอยู่ข้างๆ เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทั้งยังยิ้มให้เธอด้วย
“คุณไลลา!”
“ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วไปพักผ่อนให้สบายนะคะ ‘คุณหนูมีเรีย’ ”
มีเรียไม่ทันได้ตอบอะไรก็ถูกลิลลี่ที่จับข้อมือเธอถามแม่เธอว่า
“อย่างที่ได้ยินและคุณป้าตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วพาพวกหนูไปที่บ้านคุณป้าโลด”
แม่เขามีเรียก็ยิ้มและตอบว่าได้สิจ๊ะตามมาเลยจ้ะ” พูดจบเธอก็เดินนำพวกสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังมุ่งตรงไปยังเขตขุนนาง มีเรียที่ตามไปอย่างช่วยไม่ได้เพราะข้อมือถูกลิลลี่จับไว้อยู่ส่วนเนียนั้นก็ยังมึนงงและไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอไปเป็นเพื่อนกับทั้งสองคนตั้งแต่เมื่อไหร่
อันนาตะโกนหลังว่า
“ทำตัวดีๆ อย่าดื้อนะเนีย”
จูนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้นก็เข้ามาถามอันนาว่า
“นี่เป็นแบบนี้จะดีเหรอ”
อันนาพยักหน้าให้เธอ
“ดีสิเนียจะได้มีเพื่อนเยอะๆ ไง”
“แต่เธอคนนั้นเป็นลูกหลานขุนนางนะ”
อันนาทำหน้าแปลกใจก่อนจะถามว่า
“ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่ขนาดเจ้าชายตอนนี้ยังมาเป็นเพื่อนของเนียเลย”
จูนพูดไม่ออกเพราะเธอไม่อยากเอามาตรฐานของเจ้าชายมารวมกับคนอื่นเท่าไหร่ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเป็นเพื่อนกับเนียที่ไม่ว่าจะเจอหน้ากันอีกครั้งก็เอาแต่ถูกเรียกว่าไอ้ปีศาจอยู่เสมอ
ภายในห้องนอนของเออร์วิน
ตอนนี้ท่ามกลางความมืดมิดนั้นมีเพียงแค่ลิลิธที่นอนอยู่บนเตียงน้องชายเพียงลำพัง ขณะที่นอนอยู่เธอก็พยายามสัมผัสถึงล่องลอยที่เขาได้ทิ้งเอาไว้อย่างพวกกลิ่น ความจริงแล้วตั้งแต่มื้อเย็นมานี้เธออารมณ์ไม่ดีมาโดยตลอด เพราะอยู่ๆ น้องชายของเธอก็ไม่มาทานมื้อเย็นด้วยกันเสียอย่างนั้น และเหมือนว่าจะมีแค่เรเชลที่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่พอเธอลองถามดู อีกฝ่ายก็ทำหน้าอวดดีและไม่ยอมพูดอะไรนอกจากคำพูดที่ว่า ‘เป็นความลับของทันทีดิฉันไม่สามารถบอกใครได้ค่ะ’ ซึ่งนั่นมันยิ่งทำให้เธอรู้สึกโมโหยิ่งกว่าเก่า เมื่อเธอมาที่ห้องของน้องชายก็ยังคงไม่พบร่างของเขาบ่งบอกว่าเขายังไม่กลับ
ความจริงแล้วเธอควรจะคุ้นชินเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้เพราะเมื่อก่อนเออร์วินก็มักแอบออกไปกลางคืนคนเดียวอยู่เสมอ และกลายเป็นเธอที่เป็นฝ่ายนอนรอเขากลับมาเพียงแต่พักนี้ไม่ได้มีเหตุการณ์ทำนองนั้นอีก พอกลับมาเป็นแบบเดิมเธอก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งและรู้สึกนอนไม่หลับที่ไม่ได้จับน้องชายเป็นหมอนข้าง และยิ่งไม่พอใจมากกว่าเก่าเมื่อเธอพบว่าทุกวันนี้เขายังไปเล่นกับผู้หญิงคนนั้นคนที่น้องชายตัวดีของเธอเคยชมว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์
ขณะที่ลิลิธกำลังเอาหน้าซุกกับที่นอนและพยายามสูดดมกลิ่นเข้าเต็มปอดเธอก็เหมือนรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง แล้วสายตาของเธอก็มองไปที่หน้าต่างซึ่งตอนนี้ยังปิดอยู่
“เออร์วิน…” ลิลิธพึมพำออกมาด้วยความรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวเปิดหน้าต่างออกไปทว่าสิ่งที่รอเธออยู่กับเป็นเถาวัลย์หนามสีทองปิดกั้นไว้ ทันทีที่ได้เห็นมันเธอก็ขมวดคิ้ว เธอรู้ได้ทันทีว่ามีคนไม่ต้องการให้เธอออกไปข้างนอก ก่อนจะแบมือขึ้นพร้อมกับสร้างลูกบอลสายฟ้าออกมาลูกหนึ่ง เธอขว้างลูกบอลสายฟ้าไปที่เถาวัลย์หนามสีทองเหล่านั้น ลูกบอลสายฟ้าของเธอปะทะเข้ากับเถาวัลย์หนามสีทองจนวันแรกเป็นชิ้นๆ
“เปล่าประโยชน์” ลิลิธพึมพำออกมาก่อนที่ทั้งล่างของเธอจะห่อหุ้มด้วยสายฟ้าแต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พุ่งออกไปนอกหน้าต่าง ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยจากทางด้านหลัง
“จุ๊ จุ๊ เป็นเด็กไม่ดีเอาเสียเลยนะลิลิธเนี่ย”
ลิลิธหันกลับไปมองก็พบว่าห้องนอนของน้องชายที่ควรจะมีเธออยู่แค่คนเดียวในตอนนี้กลับมีร่างของราชินีเอลิเซียที่ตอนนี้อยู่ในชุดนอนตัวหลวมกำลังนั่งบนขอบเตียงหันหลังให้เธอ
“ท่านแม่…” ลิลิธพูดขึ้นเธอไม่เข้าใจว่าแม่ของเธอเข้ามาในห้องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่และเข้ามาได้ยังไงโดยที่เธอไม่รู้ตัว เพราะตั้งแต่ที่เออร์วินสอนให้เธอรับรู้ถึงกระแสไฟฟ้าในตัวมนุษย์มันก็แทบไม่มีใครหรืออะไรเลยที่จะรอดพ้นจากประสาทสัมผัสของเธอไปได้ ทว่าแม่ของเธอคนนี้อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวในห้องโดยที่เธอไม่ตัว
ราชินีเอลิเซียหันมายิ้มให้กับลูกสาวของเธอแล้วพูดว่า
“ลูกตั้งใจจะไปหาน้องชายของลูกสินะจ๊ะแหมลิลิธนี่ล่ะก็ห่วงน้องชายจังเลยนะ แต่ว่าไม่ได้หรอกนะจ๊ะยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกจ้ะ”