บทที่ 15
กลับมาปัจจุบัน
ดูเหมือนอาหารที่อามีน่าทำออกมาจะอร่อยมากๆ พวกพ่อค้ากินกันจนหมดจานแล้ว
“อร่อยมากครับท่านเอริก รสชาติดีกว่าเมื่อวานที่ทานในเทศกาลอีกนะครับ” อลันบอกส่วนไคลน์พยักหน้าเห็นด้วย
“เครื่องปรุงพวกนี้ถ้ามันอยู่ในมือพ่อครัว แม่ครัวชั้นยอดมันก็เหมือนดาบชั้นดีในมือทหารนั่นล่ะครับ” เอริกยิ้มบอก
“ถ้าอย่างงั้นผมขอถาม คุณมีเครื่องปรุงกี่ชนิดที่ผลิตออกมาขายในตอนนี้ครับ” อลันถามเข้าเรื่อง
“มัลโก้ ไปเอาเครื่องปรุงมาให้ที” เอริกบอกมัลโก้ ที่ยืนอยู่นอกห้อง
“ครับ” มัลโก้ที่เตรียมไว้ก่อนแล้วเอาเดินเข้ามาให้ทันที
“นี่ครับนายท่าน” มัลโก้วางเครื่องปรุงต่างๆบนโต๊ะทันที
“นี่มันหลายชนิดมากเลยนะครับ” อลันถามขึ้นหลังจากเห็นเครื่องปรุงต่างๆเต็มโต๊ะ
“ครับไล่จากทางนี้นะครับ นี่เรียกว่าน้ำตาลมะพร้าว เกลือ พริก ขมิ้น น้ำปลาและซีอิ้วครับ”
“ท่านอลันผมไม่รู้จักซักอย่างยกเว้ยขมิ้นครับ” ไคลน์กระซิบบอกอลัน
“นายรู้จักได้ยังไง” อลันถาม
“ตอนผมยังเด็กๆ บ้านผมอยู่ติดกับโรงย้อมผ้าครับ ผมชอบแอบเข้าไปเล่นที่นั่นบ่อยๆ ขมิ้นมันใช้ในการย้อมผ้าครับ ถ้าขายเป็นกิโลจริงๆ มันถูกมากครับ ขมิ้นเค้าขายกันหัวละ 10 เหรียญเงินเลยนะครับท่านอลันเพราะไม่ค่อยมีคนปลูกมันเท่าไรนัก เพราะมันใช้ได้แค่เพียงย้อมผ้าคนเก็บจึงเอามาขายตรงที่โรงย้อมผ้า ผมพึ่งรู้นะเนี่ยว่ามันเอามาทำอาหารได้” ไคลน์บอก
“อืม ผมก็พึ่งรู้เหมือนกัน” อลันตอบ
“อามีน่าเข้ามาหน่อย” เอริกเรียกอามีน่า
“ค่ะนายท่าน” อามีน่าเข้ามาทันที
“เธอช่วยอธิบายถึงเครื่องปรุงต่างๆให้คุณอลันทีสิ” เอริกมอบหมายหน้าที่ให้
“เครื่องปรุงตัวแรกน้ำตาลมะพร้าว มันให้รสหวาน ถ้าเป็นที่นี่จะใช้ในการปรุงรสชาติต่างๆในการทำอาหาร หรือใช้ทำขนมก็ได้ค่ะ ส่วนเกลือเราจะใช้ในการทาหมูหรือเนื้อก่อนนำไปย่าง พริกเราจะใช้ในการทำน้ำจิ้มสำหรับทานคู่กับอาหารหรือถ้าอยากได้อาหารรสชาติเผ็ดเราก็จะใส่ลงไปด้วย ส่วนขมิ้นทุกท่านน่าจะได้ทานในงานเทศกาลเมื่อวานแล้ว นั่นคือเอาไปใช้หมักหมูสะเต๊ะค่ะ น้ำปลาและซีอิ้ว เราจะใช้ในการหมักหรือผัดอาหารต่างๆ ทั้งนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนทำอาหารค่ะ” อามีน่าอธิบายแบบกว้างๆ เพราะสูตรอาหารของพ่อครัว แม่ครัวแต่ละคนมักจะหวง
“ผมเข้าใจแล้วครับ” อลันพยักหน้าเข้าใจ
“งั้นท่านเอริก ถ้าท่านขายให้พวกผมได้แค่ 500 กิโลกรัม เรามาคุยกันถึงราคาดีกว่า
“ครับผมสามารถขายได้ที่ กิโลกรัมละ 1 เหรียญทองครับส่วนน้ำปลาและซีอิ้ว 2 เหรียญทอง” เอริกบอก
“ว่ายังไงนะ/ว่ายังไงนะ” อลันและไคลน์ตะโกนออกมาพร้อมกัน
“ขออภัยครับ แต่ท่านเอริกครับ มันไม่แพงเกินไปหรอครับ” อลันถาม
“คุณอลันครับ สมมุติคุณซื้อเกลือไป 1 กิโลกรัม ในอาหารแต่ละมื้อมันใช้เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ถ้าครอบครัวนึงอยู่กันแค่ 3-5 คนมันสามารถใช้ได้เกือบปีครับ ถ้าประหยัดๆ หน่อยเกินปีแน่นอน นี่เฉพาะอาหารที่ใช้เกลือในการปรุงนะครับ แต่คงไม่มีใครกินมันทุกมื้อแน่ๆ” เอริกอธิบาย
“แต่ถึงอย่างนั้นมันก็แพงนะครับ ถ้า 1 เหรียญทองต่อกิโลกรัม” อลันบอกกับเอริก
“เชื่อผมเถอะครับ คุณอลันลองนึกถึงอาหารที่ทั้งทวีปเราทานสิ ผมมั่นใจเมื่อคุณนำกลับไปเมืองหลวงมันจะต้องมีราคาขึ้นอีกหลายเท่าแน่นอน แถมคุณสามารถแบ่งขายเพื่อให้มันได้กำไรเยอะขึ้นอีกด้วย” เอริกยังโน่มน้าวต่อไป
“ผมขอเวลาปรึกษาสักครู่นะครับ” อลันบอกและหันไปคุยกับไคลน์สองคน
“เชิญครับ” เอริกเอนหลังจิบชาเพื่อให้เวลาพวกอลันได้ตัดสินใจ เอริกมั่นใจว่าพวกเค้าจะต้องตกลง
“นายคิดว่ายังไงไคลน์” อลันถาม
“ผมคิดว่าเราได้กำไรต่อแน่นอนครับ ขอเพียงพวกขุนนางได้ชิมอาหารจากการใช้เครื่องปรุงพวกนี้สักครั้งผมมั่นใจ ว่าอาหารที่เคยทานมาทั้งชีวิต มันเป็นอาหารหมูไปทันที” ไคลน์บอก
“ผมก็คิดงั้นเหมือนกันนะ แต่ท่านเอริกขายให้กลุ่มละ 500 กิโลกรัมเท่านั้น เรามีคู่แข่งแน่นอน มันทำให้เราขึ้นราคาสูงไม่ได้” อลันพอจะมองแผนออกเหมือนกัน
“ผมว่าท่านเอริกคงจะอยากให้ชาวบ้านที่ยากจนหน่อยได้มีโอกาสซื้อกันครับ เพราะว่าถ้าแบ่งขาย ถึงราคาจะแพงกว่าซื้อเยอะๆหน่อย แต่มันก็ราคาไม่กี่เหรียญเงินเท่านั้น พวกชาวบ้านถ้าให้จ่ายเป็นเหรียญทองก็คงลำบากเหมือนกัน” ไคลน์บอกเหตุผลที่ตัวเองเข้าใจในเจตนาของเอริกเช่นกัน
“นั่นสินะ เป็นแผนการที่ล้ำลึกมาก ผมคิดถึงเพียงแต่ขายให้มันราคาสูงให้พวกขุนนางเท่านั้น เพราะมันได้กำไรมากกว่า ผมตัดสินใจแล้ว ผมเอาทั้งหมด แต่ขมิ้นผมจะซื้อสัก 200 กิโลเอาเยอะหน่อย เพราะจะนำไปขายให้พวกโรงย้อมผ้าก่อน ที่พวกเค้าจะรู้ข่าวจะได้ฟันกำไรเยอะๆหน่อย ดีนะเราเป็นพ่อค้ากลุ่มเดียวที่มายังเมืองบาร็อคนี่ นึกไม่ถึงเมืองที่ไม่มีอะไรเลย เมื่อ 5 ปีก่อนจะเป็นขุมทรัพย์ใหม่สำหรับเรา โชคดีจริงๆ” อลันบอกกับไคลน์
“ครับผมเห็นด้วย” เมื่อทั้งคู่ตกลงกันได้แล้วก็หันกลับไปหาเอริกทันที
“ผมตัดสินใจซื้อครับท่านเอริก ผมจะซื้อขมิ้น 200 กิโล เกลือ 100 กิโล น้ำตาล 100 กิโล ส่วนน้ำปลากับซีอิ้วผมเอาอย่างละ 45 กิโล พริกผมเอา 10 กิโลครับ พริกผมว่ารสชาติมันออกจะทานยากนิดหน่อย” อลันสั่งสินค้าทันที
“ตกลงครับ ผมบอกความลับให้อีกอย่าง พริกถ้าตากให้แห้งมันจะลดความเผ็ดลงและสามารถเก็บได้นานขึ้นด้วยครับ” เอริกบอก
“ขอบคุณมากครับเป็นข้อมูลที่มีมูลค่ามากเลย ถ้ามันแห้งจะเบาลงด้วยทำให้ง่ายต่อการขนส่ง” อลันขอบคุณ
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ผมจะไปบอกพวกลูกน้องที่โรงแรม” อลันเอ่ยขอตัว
“ครับเดี๋ยวผมจะฝากเรื่องการค้าไว้ที่มัลโก้สามารถติดต่อได้เลยครับ” เอริกบอก หลังจากนั้นต่างคนก็แยกย้ายกันไป เฮ้อเหนื่อยจริงๆคุยกับพวกพ่อค้าไม่ได้คลาวด์วางแผนไว้ให้คงจะลำบากน่าดู
ทางด้านคลาวด์และฟีน่า
ผมและฟีน่าเดินทางขึ้นเขามาตลอดทาง ตอนนี้เราเริ่มได้ยินเสียงน้ำตกแล้ว
“คลาวด์นั่นเสียงอะไรน่ะ” ฟีน่าถาม
“เสียงน้ำตกน่ะอีกนิดเดียวเราจะถึงแล้ว ทนอีกหน่อยนะ” คลาวด์บอกกับฟีน่า จากนั้น 10 นาที
“ว้าวนี่มัน สวยมากๆเลยคลาวด์ อากาศเย็นดีด้วย ดูสิๆ มีปลาเต็มไปหมดเลย” ฟีน่าชี้ให้ผมดูเหมือนเด็กๆ ขณะที่กำลังขี่หลังผมอยู่
“ยินดีต้องรับสู่น้ำตกบาร็อคนะฟีน่า ผมจะว่างเธอลงตรงหินก้อนนั้นนะ ผมชี้ลงไปตรงหินที่อยู่ริมน้ำตก” ผมค่อยๆวางฟีน่าลงบนก้อนหิน
“ขอบคุณนะ คลาวด์คงเหนื่อยแย่เลยแบกเรามาตลอดทาง” ฟีน่าเอ่ยขอบคุณ อ๊ะพอเราลงจากหลังคลาวด์ หัวใจเราก็เป็นปกติไม่เต้นแรงแล้ว แถมหน้าเราก็ไม่ร้อนแล้ว สรุปนี่เราเป็นอะไร ป่วย?? ฟีน่าสงสัยในสิ่งที่ตัวเองพึ่งเคยเป็น
“เย็นจังเลย” ฟีน่าอุทาน
“เรามาทานอาหารกันเถอะ” ผมหยิบอาหารที่คุณอามีน่าเตรียมไว้ให้ออกมาทานกับฟีน่าทันที เพราะใช้พลังงานไปเยอะ
ผมกับฟีน่าเริ่มลงมือทานกันทันที เมื่อเราทานเสร็จผมก็ให้ฟีน่าได้พักผ่อนนั่งเล่นในน้ำตกไป ส่วนผมว่าจะไปหาสมุนไพรแถวนี้ซักหน่อยเผื่อเอาไปปลูกที่บ้านได้
“ฟีน่า ผมว่าจะไปสำรวจแถวๆนี้หน่อย อยู่คนเดียวได้มั้ย” ผมหันไปถามฟีน่า
“ได้ค่ะคลาวด์ เราอยู่คนเดียวได้ไม่เป็นอะไรหรอก” ฟีน่ายิ้มบอกเพื่อไม่ให้ผมเป็นห่วง
“งั้นเดี๋ยวผมมานะไปไม่นานแค่แถวๆนี้ล่ะ” ผมบอกและเดินออกสำรวจรอบๆทันที
ฟีน่านั่งเล่นน้ำตกและคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ ถ้าเราบอกคลาวด์ว่าเราเป็นเจ้าหญิง คลาวด์จะเปลี่ยนไปมั้ยนะ เราไม่เคยมีเพื่อนเลย เด็กคนอื่นๆส่วนใหญ่ที่เข้ามาทำความรู้จักเรา เรามองออกว่าพวกนั้นอยากรู้จักเราเพราะเราเป็นเจ้าหญิงเพียงเท่านั้น ที่ผ่านมาเราเลยไม่เคยมีเพื่อนเลย แต่กับคลาวด์ นั้นไม่เหมือนกันเพราะคลาวด์เห็นเราเป็นเพื่อนจริงๆ เรากลัวจริงๆ ว่าถ้าคลาวด์รู้ว่าเราเป็นเจ้าหญิง คลาวด์จะเปลี่ยนไป ฟีน่าคิดถึงเรื่องที่กังวลอยู่ ผ่านไปเกือบชั่วโมง จู่พุ่มไม้ด้านหลังฟีน่าก็เกิดเสียงขึ้น
แซ่กๆๆๆ !!!
“นั่นคลาวด์หรอ” ฟีน่าหันไปตะโกนถาม
“คลาวด์ เราไม่เล่นแบบนี้นะเรากลัว” ฟีน่าเริ่มกังวล
“คลาวด์” ฟีน่าตะโกนเรียกอีกครั้ง และเริ่มร่ายเวทย์ศรน้ำแข็งในมือเผื่อไว้
ฟุ่บ !! มีตัวประหลาดสีเขียวโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ฟีน่าดูแล้วไม่น่าจะใช่คลาวด์
“กรี๊ด !!!!!!!!” ฟีน่ากรีดร้องเสียงดังก่อนจะปล่อยศรน้ำแข็งออกไปแทงทะลุเจ้าตัวประหลาดที่โผล่ออกมา
ฉึก !! ศรน้ำแข็งแทงทะลุหัวตัวประหลาด ฟีน่าค่อยๆลุกขึ้นยืนเดินกะเผลกๆ ไปดูตัวประหลาดที่พึ่งสังหารไป
“นี่มัน ก๊อบลิน” ฟีน่าอุทานเมื่อเห็นตัวประหลาดชัดๆ ทำไมมันมาอยู่ที่นี่ได้ ปกติมันน่าจะอยู่ใกล้ๆ เหมืองสิเขตเมืองบาร็อคไม่มีเหมืองนี่น่า ฟีน่าพลางคิด
“ฟีน่าเป็นอะไรมั้ย ผมได้ยินเสียงกรี๊ด” คลาวด์โผล่มาถามถึงฟีน่าด้วยน้ำเสียงตกใจ ดูจากคลาวด์แล้วเนื้อตัวมอมแมม เสียงหอบหายใจที่ค่อนข้างถี่ น่าจะรีบวิ่งมาหาฟีน่าทันทีที่ได้ยินเสียง
“เราไม่เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยแต่ดูนี่สิคลาวด์” ฟีน่าชี้ให้ดูศพก๊อบลิน
“นี่มัน ก๊อบลิน เป็นอย่างที่คิด เราต้องรีบกลับไปที่เมืองแล้วฟีน่า ยังเจ็บขาอยู่ใช่มั้ย ขึ้นหลังผมเร็ว” คลาวด์เอ่ยด้วยความร้อนรน
ก่อนหน้านี้
หลังจากผมเดินออกมาสำรวจ ผมเจอสมุนไพร มากมาย ครั้งนี้โชคดีจริงๆ เจอสมุนไพรหลายอย่างเลยทั้งหัวกระเทียม ข่า ตะไคร้ แถมยังเจอต้นมะนาวด้วย อ่าคิดแล้วเปรี้ยวปาก โอ้ยอยากกินต้มยำ เครื่องปรุงครบแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ คราวนี้ล่ะ เอาสมุนไพรพวกนี้ ไปทำอาหารได้อีกหลายอย่างเลย หลังจากกลับเมืองไปต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อหาไปปลูกเยอะๆ
ผมเดินสำรวจต่อไปอย่างอารมณ์ดี พลางร้องเพลงไปด้วย
วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า.....ฉันเจอตะไคร้ต้นใหญ่....มันถามฉันว่าอยากเก็บไหม....ฉันจึงตอบ อยากเก็บให้หมด...เก็บให้มากกว่าฉันเคยเจอ.....♩♪♫♬♩♪♫♬
ผมเดินสำรวจเกือบๆ ชั่วโมงขณะนั้นเอง ผมเจอรอยเท้าบางอย่าง
“นี่มันอะไรกัน” ผมมองไปที่รอยเท้าพลางค่อยเอามือแตะลงไป
“มันยังอุ่น นี่มันรอยเล็กมาก น่าจะเป็นก๊อบลิน” ผมสังเกตดูจากรอยจากนั้นผมเดินดูรอบๆทันที
“บ้าน่า” ผมเจอรอยเท้าจำนวนมาก มองดูคร่าวๆ น่าจะเป็นร้อยมันมุ่งหน้าไปที่เมืองจังหวะนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงกรีดร้อง
กรี๊ด !!!
นี่มันเสียงฟีน่าไม่ได้การเกิดเรื่องแล้ว ผมรีบทิ้งสมุนไพรที่เก็บมาระหว่างทางและวิ่งกลับไปที่น้ำตกทันที ผมวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร แค่คิดว่าฟีน่า กำลังตกอยู่ในอันตรายที่อกผมก็ปวดหนึบเหมือนมีคนเอามือมากำหัวใจเอาไว้ ผมวิ่งไปโดยไม่สนกิ่งไม้ ว่ามันจะมาเกี่ยวเสื้อผ้าผมขาด อีกนิดเดียวจะถึงแล้วขอให้ปลอดภัยนะฟีน่า
“ฟีน่าเป็นอะไรมั้ย ผมได้ยินเสียงกรี๊ด” ผมถามฟีน่าออกไปทันที ผมเห็นเธอยืนอยู่ข้างๆศพตัวอะไรสักอย่าง
“เราไม่เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อยแต่ดูนี่สิคลาวด์” ฟีน่าชี้ให้ดูศพนั่น
นี่มันก๊อบลินแย่แล้วต้องรีบกลับไปที่เมืองให้เร็วที่สุด
“นี่มัน ก๊อบลิน เป็นอย่างที่คิด เราต้องรีบกลับไปที่เมืองแล้วฟีน่า ยังเจ็บขาอยู่ใช่มั้ย ขึ้นหลังผมเร็ว” ผมเอ่ยด้วยความร้อนใจ เพราะเมื่อครู่ผมพึ่งพบ ร้อยเท้าก๊อบลินเป็นร้อยมุ่งหน้าไปที่เมือง ต้องมีคนไปเตือนไม่งั้นแย่แน่ๆ เพราะถ้ามีชาวบ้านเข้ามาหาของป่า คงจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ
ฟีน่ารู้สึกได้ถึงความผิดปกติจากผม เธอรีบขึ้นขีหลังผมทันที ผมรับเดินทางเพื่อที่จะไปถึงเมืองให้เร็วทีสุด
“คลาวด์ดูนั่นสิ” ฟีน่าชี้ให้ผมดูอะไรสักอย่างผมมองตามไปนี่มันรอยเท้า
“นี่มันรอยเท้าก๊อบลินนี่คลาวด์จำนวนมากด้วย” ฟีน่าสังเกตดูจากขนาด
“ใช่ แถมมันกำลังมุ่งไปที่เมือง” ผมบอกฟีน่า
“วางเราลงก่อนคลาวด์ เราขอให้เวทย์มนต์ตรวจดูหน่อยว่ามันผ่านไปนานหรือยัง” ฟีน่าบอกแบบนั้น ผมถึงวางเธอลงทันที เธอเอามือทาบลงไปที่รอยเท้าและค่อยๆน่ายเวทย์น้ำแข็งออกมาทันที ไอเย็นค่อยๆกระจายออกมา
“อืม..” ฟีน่าหลับตาใช้สมาธิ
“จากความร้อนที่ทำให้เวทย์เราเปลี่ยนอุณหภูมิได้พื้นดินได้ช้า เราสามารถบอกได้ว่า พึ่งเกิดรอยนี้ได้ไม่ถึง 5 นาทีเลยคลาวด์” ฟีน่าบอกกับผมด้วยท่าทางกังวล
“ฟีน่าเธออยู่ที่นี่ล่ะ ไปซ่อนตรงนั้นเดี๋ยวผมมารับ ผมขอไปดูก่อน” ผมสังเกตุเห็นโพรงไม้ขนาดใหญ่น่าจะพอซ่อนตัวได้ ผมอุ้มเธอไปตรงนั้นทันที
“ไม่คลาวด์ปล่อยเรา เราจะไปด้วย” ฟีน่าดิ้นใหญ่เมื่อผมวางลงเธอทำท่าจะลุกขึ้นยืนตามผมไป
โอ๊ย !! เธอล้มลงทันที ดูท่าอาการที่ขาเธอจะบาดเจ็บหนักกว่าที่คิด
“ขอโทษนะ” ผมเอ่ยขอโทษก่อนจะอ้อมไปที่ด้านหลังเธอฟันมือเข้าที่หลังคอด้วยความระวังทันที เธอค่อยๆล้มลงในอ้อมแขนผม
ผมอุ้มเธอเข้าไปซ่อนไว้ในโพรงไม้และหาเศษต้นไม้ใบไม้ มาปิดไว้ทันที แถมก้อนหินก้อนใหญ่บังไว้ลวกๆอีกก้อน ก่อนทีจะเอาหินแถวนั้นมาขีดทำสัญลักษณ์ไว้ เผื่อตอนกลับมารับจะได้หาง่ายๆ ที่ผมต้องทำแบบนี้เพราะถ้าแบกเธอไปด้วยแล้วเกิดจ๊ะเอ๋ไอ้พวกตัวเขียวนั่นขึ้นมา เราทั้งคู่จะตายเอา ด้วยจำนวนที่มากขนาดนั้น ถ้าต้องสู้ไปปกป้องเธอไปด้วย ผมคงแย่เหมือนกัน ถ้าเธอไม่ได้บาดเจ็บผมคงจะให้เธอไปด้วย เพราะเธอน่าจะเป็นหน่วยซุ่มยิงหรือสนับสนุนจากด้านหลังด้วยเวทย์ของเธอได้สบายๆ
ผมเช็คตัวเองดูอีกรอบ นี่เรามือเปล่าสินะ ดาบก็ยังไม่มี ทุกวันนี้ใช้แต่ดาบไม้สำหรับซ้อม สงสัยกลับไปต้องให้ท่านพ่อช่วยหาให้สักสองเล่มแล้วล่ะ ผมวิ่งไปทันทีไม่นานผมก็ได้ยินเสียงพวกมัน
กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !! กี้ๆ !!
เสียงพวกมันร้องกี้ๆไปตลอดทางมีเป็นร้อยจริงๆด้วย ผมโคจรลมปราณทันที ก็นะตัวปล่าวแถมยังคล้ายมนุษย์ สูงไม่ถึงเมตรน่าจะใช้มวยสู้ไหวอยู่ ผมหยิบหินแถวๆนั้นปาออกไปสุดแรงทันที
โผละ !! เยสอย่างแม่น ตายไปแล้วหนึ่ง พวกมันเป็นร้อยหันกลับมาที่ผมทันที
“เข้ามาเลยไอพวกตัวเขียว ย๊ากกกก!!” ผมตะโกนลั่นก่อนตั้งท่าที่เรียนมาทันที ป้อง ปัด ปิด เปิด ผมท่องในใจนี่เป็นครั้งแรกหลังจากเรียนมาเป็นสิบๆปีนอกจากซ้อมจริงกับหลวงพี่ นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้มันต่อสู้
แต่เดี๋ยวก่อนไอ้พวกตัวเขียวพวกเอ็งอย่าถือมีดนั่นเข้ามาด้วยสิเว้ย ถึงดูแล้วจะไม่ค่อยคมแต่สนิมเพียบเลยเว้ยเฮ้ย โดนแทงไม่น่าจะเข้า แต่เป็นแผลติดเชื้อ ขึ้นมาจะยุ่งนะเว้ย ตั้งแต่เกิดมาโลกนี้ไม่เคยฉีดยากันบาดทะยักด้วย เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ ผมหลับมีดหลายสิบเล่มที่แทงเข้ามาพร้อมๆกัน
จบ....