กลางดึก
ช่วงไม่นานมานี้ เมืองฉางอันเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมากเหลือเกิน
เริ่มจากดาวหมาป่าปรากฏขึ้น เซี่ยโหวยวนนักรบแห่งดาราจักรเจ้าของฉายามารคลั่งที่หายตัวไปนานก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ถัดมา องค์ชายห้าถูกขังให้อยู่แต่ในตำหนักบูรพาด้วยโทษกบฏและวันนี้ ว่ากันว่าจางจื่อวู่ อินซานโจ๋วและหม่าอันเยี่ยนได้รับคำสั่งจากอัครมหาเสนาบดีให้เดินทางไปจับซูฉางอันที่สำนักเทียนหลานแต่สุดท้าย นอกจากจะจับซูฉางอันไม่ได้ ทั้งสามยังถูกสังหารในสำนักเทียนหลานอีกว่ากันว่าสำนักเทียนหลานบัดนี้เต็มไปด้วยศพมนุษย์ โลหิตไหลเป็นสายธาร กลิ่นคาวเลือดที่แสบจมูกลอยคละคลุ้งไปทั่วขนาดอยู่ห่างออกไปหลายถนนยังได้กลิ่นเลย
ทันทีที่เกิดเรื่อง เมืองทั้งเมืองก็จมเข้าสู่ความวุ่นวายทันตา
ต่อให้มองข้ามเรื่องฐานะของอินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยน ลำพังแต่จางจื่อวู่ก็เป็นถึงขุนนางใหญ่ผู้เป็นหนึ่งในมหาอำนาจของพระราชสำนักแล้วแต่คนเช่นนี้กลับต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมที่สำนักเทียนหลาน แล้วเช่นนี้จะให้ขุนนางทั้งหลายยอมจบเรื่องง่ายๆ ได้เช่นไร
เพียงพริบตาเดียว ฎีการ้องเรียนให้ลงโทษซูฉางอันแห่งสำนักเทียนหลานก็ถูกส่งเข้าไปในพระราชวังไม่หยุดหย่อนราวกับดอกเห็ดในหน้าฝน
ทว่าองค์จักรพรรดิกลับมีท่าทีประหลาดเหลือทน
ประหลาดเหมือนครั้งที่องค์ชายห้าเกิดเรื่องไม่มีผิด
เขาข่มเสียงประท้วงทั้งหมดลง สั่งให้เทพนักรบพยัคฆ์สังหาร ถงจิงอี้ ที่ยังอยู่ในเมืองฉางอันนำกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬเข้าปิดล้อมสำนักเทียนหลานแม้จะบอกว่าเพื่อควบคุมและจับตามอง แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไร ก็เหมือนเป็นการปกป้องเสียมากกว่ายิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังสั่งให้คนเข้าไปนำศพออกจากสำนักเทียนหลาน จากนั้นส่งกลับไปให้สำนักต่างๆอีก
แน่นอนว่าเรื่องนี้ ทำให้อำนาจฝ่ายขององค์รัชทายาทไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เหตุนี้ อัครมหาเสนาบดี ซือหม่าสวี่ กับอิงอ๋อง เซี่ยโหวยวนจึงเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิในเวลาไฮ่ของคืนนั้น
“ฝ่าบาท”
ภายในตำหนักไท่เหออันแสนยิ่งใหญ่ ซือหม่าสวี่หรี่ตาเล็ก แล้วโค้งตัวคารวะชายผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง
ที่เบื้องหลังของเขา ชายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กับที่พร้อมกับดาบขนาดใหญ่
พกอาวุธเข้ามาในพระราชวัง ทั้งยังไม่คุกเข่าเพื่อทำความเคารพต่อองค์จักรพรรดิอีก
ในโลกใบนี้ มีคนสองประเภทเท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้
ประเภทที่หนึ่งก็คืออ๋อง หรือชนชั้นสูงที่มีอำนาจสูงส่ง และสองคือนักรบแห่งดาราจักรระดับสูง
ซึ่งบังเอิญเหลือเกิน เพราะชายผู้นี้เป็นทั้งสองอย่าง
ดังนั้น ต่อให้เขาจะมีท่าทีหยิ่งผยองถึงเพียงใด ก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าหรือตำหนิใดๆ อยู่ดี
ทว่า มีสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ขันทีที่ยืนอยู่ข้างกายองค์จักรพรรดิไม่พอใจเป็นอย่างมาก
นักรบแห่งดาราจักรเจ้าของฉายามารคลั่ง ผู้เป็นอิงอ๋อง เซี่ยโหวยวนแห่งแผ่นดินต้าเว่ยกลับยืนอยู่เบื้องหลังชายชรา แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขายกย่องชายชราผู้นั้นในฐานะเจ้านาย
แน่นอน ช่างเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี อ๋องแห่งแผ่นดินต้าเว่ยยิ่งใหญ่ถึงเพียงใดเรียกได้ว่า อยู่ใต้คนเพียงคนเดียว ทว่าเหนือกว่าคนนับล้านในแผ่นดินด้วยฐานะเช่นนี้ ต่อให้ไม่ทำความเคารพต่อองค์จักรพรรดิก็ยังมิใช่เรื่องผิดเสียด้วยซ้ำทว่าคนที่มีฐานะเช่นนี้กลับยกให้อัครมหาเสนาบดีเป็นเจ้านายตน แล้วองค์จักรพรรดิเล่าอยู่ในฐานะใดในสายตาเขา? เช่นนี้ไม่เท่ากับว่า องค์จักรพรรดิมีตำแหน่งพอๆกับชายชราหรือ?
ทว่าดูเหมือนชายบนบัลลังก์มังกรจะไม่สนใจเรื่องนี้สักเท่าไรนัก
เขาไม่แม้แต่จะมองอิงอ๋องท่านนั้นเสียด้วยซ้ำ
“ท่านมหาเสนาบดี ลุกขึ้นเถอะ มาหาข้าในยามวิกาลเช่นนี้ มีเรื่องอันใดหรือ?”ชายผู้นั้นแสดงสีหน้าสงสัย ราวไม่รู้เลยสักนิดว่าชายชรามาหากลางดึกด้วยเรื่องใดกันแน่
แต่ชายชราที่เคยดวลเล่ห์กับชายผู้นั้นมานานหลายปีย่อมคุ้นเคยกับแผนการและท่าทางเช่นนี้ของเขาดี
เหตุนี้ เขาจึงโค้งตัวลงอีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ“ทายาทแห่งสำนักเทียนหลาน ซูฉางอัน สมคบกับเผ่าปีศาจ ทำร้ายขุนนางบ้านเมือง ทำให้ศิษย์หลายร้อยจากสำนักต่างๆในเมืองฉางอันต้องจบชีวิตลง เสนาบดีจาง ผู้อาวุโสอินและผู้อาวุโสหม่าต่างก็ตายเพื่อบ้านเมือง กระหม่อมจึงบังอาจขอให้พระองค์ออกคำสั่งให้จับกุมเจ้าคนชั่วช้าเพื่อคลายความโกรธเกรี้ยวของประชาราษฎร์และปลอบประโลมดวงวิญญาณของพลเมืองผู้แสนภักดีที่ตายไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“หืม?” ชายบนบัลลังก์ตบหน้าผากตัวเองเบาๆราวกับเพิ่งกระจ่างแจ้ง “ที่แท้ ท่านมหาเสนาบดีก็มาเพื่อเรื่องนี้นั่นเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้ ท่านมหาเสนาบดีอย่างได้กังวลไปเลย ข้ารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”ชายผู้นั้นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเรื่องที่พวกเขากำลังพูดถึง เป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่สำคัญอะไร
ฟึ่บ!
ทว่าในตอนนั้น เสียงคุกเข่าหนักๆ ดังขึ้น
ชายชราคุกเข่าลงบนพื้นดิน และหมอบกราบจนร่างติดพื้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด “ฝ่าบาท โปรดพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะบัดนี้ ประชาชนในเมืองล้วนจมอยู่ในความหวาดกลัวขุนนางในพระราชสำนักล้วนไม่พอใจในเรื่องนี้ ต่างบอกว่าฝ่าบาทเข้าข้างโจรชั่วทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อชาติต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม ดวงวิญญาณไม่เป็นสุข!หากฝ่าบาทไม่ให้คำอธิบายกับคนในแผ่นดินกระหม่อมเกรงว่าแผ่นดินจะวุ่นวาย กฎหมายบ้านเมืองจะสั่นคลอนความสงบสุขนับร้อยปีของแผ่นดินจะมลายลงได้พ่ะย่ะค่ะ!!!”
เขามีท่าทีเคารพนอบน้อม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความวิงวอนอย่างจริงใจคล้ายเป็นขุนนางผู้แสนซื่อตรงที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อกราบทูลความจริงต่อพระมหากษัตริย์เช่นนั้น
ทว่าสิ่งที่เขาพูดออกมา กลับเป็นคำต้องห้ามที่ผิดมหันต์ต่อแผ่นดิน
คำพูดที่ว่า บ้านเมืองจะสั่นคลอน แผ่นดินจะล่มสลาย ถือเป็นคำต้องห้ามของราชันทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบันก็ตามเพราะคำกล่าวเช่นนี้ ไม่ต่างไปจากการด่าว่าราชันแห่งแผ่นดินไร้ประโยชน์เป็นราชาชั่วช้าละเลยบ้านเมือง
แน่นอน ชายผู้นั้นรู้ดีว่าแม้คำพูดเหล่านี้จะคล้ายเป็นการตักเตือนทว่าแท้จริง ชายชรากำลังข่มขู่อยู่ต่างหาก
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ใบหน้าเย็นยะเยือกมือใหญ่ถูกยกขึ้นมาเคาะลงบนโต๊ะเบื้องหน้าเบาๆทำให้เสียงเคาะดังก้องไปทั่วตำหนักที่เงียบสงัดอย่างต่อเนื่อง
นานหลายอึดใจ กว่าเขาจะเผยประกายรอยยิ้มออกมาในที่สุด “มหาเสนาบดีท่านพูดเกินไป ข้าบอกไปแล้วอย่างไร ว่าจะให้คำตอบกับขุนนางทุกท่านในเร็ววันนี้”เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทว่าชายชรากลับไม่ยอมโอนอ่อนกับคำพูดของคนตรงหน้า ยังคงหมอบกราบอยู่บนพื้นดินเอาแต่นิ่งเงียบอยู่แบบนั้น
ในที่สุด ชายบนบัลลังก์ก็มีสีหน้าบูดบึ้งลงเล็กน้อยแต่เขาก็ยังเก็บกลั้นความโกรธในใจเอาไว้จนสำเร็จ จากนั้นกล่าวขึ้นด้วยเสียงเย็นยะเยือกหลังนิ่งเงียบไปนาน“อีกสามวัน”
“ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก!” ชายชราลุกขึ้นยืนอย่างว่องไวจากนั้นประสานมือเข้าด้วยกันเพื่อคารวะอีกครั้ง
เมื่อคนทั้งสองจากไป
ในที่สุด ความโกรธที่ชายบนบัลลังก์มังกรพยายามเก็บกลั้นอยู่นานก็สลายไปจนหมดเขามองไปที่ขันทีผู้มีเส้นผมขาวโพลนซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไปเรียกนักพรตไท่ไป๋มาพบข้า”
ร่างของขันทีผู้นั้นหายไปอย่างช้าๆ เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ขันทีคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว
ชายผู้นั้นนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ภายในตำหนักแสนว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความมืดมนมีเพียงดวงตาของเขา ที่ยังคงประกายแสงสว่างไสวดั่งดวงดาราออกมา
ประมาณสิบนาทีต่อมา
ร่างของขันทีคนเดิมปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของชายบนบัลลังก์อีกครั้งจากนั้น ร่างของใครอีกคนก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่โถงด้านล่างในเวลาต่อมา
เจ้าของร่างเป็นคนชราผู้มีดวงตาเปล่งประกายราวกับดวงดารา เส้นผมขาวดั่งขนนกกระเรียนทว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ เขาอยู่ในชุดนักพรตเจ็ดดารา และถือแส้หางม้าสีขาวเอาไว้ในมือ
“ฝ่าบาท” เขาก้มหน้าพลางกล่าวกับชายบนบัลลังก์สูง
“อืม ไท่ไป๋ ที่ข้าให้เจ้าทำนายให้ ได้คำตอบแล้วหรือยัง?” ชายบนบัลลังก์หรี่ตาถาม
“กระหม่อมเคยคำนวณตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คนผู้นั้นตอบ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ในตอนนั้น ชะตาของเขาถูกเปลี่ยนแปลง บ่วงแห่งเหตุและผลขาดสมดุลกระหม่อมจึงยังไม่แน่ใจนัก กระทั่งเมื่อหลายวันก่อน เมื่อฝ่าบาทตรัสเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งกระหม่อมจึงลองคำนวณดูอีกที”
“หืม? ชะตาชีวิตถูกเปลี่ยนแปลง? บ่วงแห่งเหตุและผลขาดความสมดุลอย่างนั้นหรือ?” ชายผู้นั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยทันใดนั้น สายตาที่มองไปยังชายผมขาวก็เผยประกายรังสีแห่งความสนอกสนใจขึ้นทันที
“พ่ะย่ะค่ะ” นักพรตผมขาวก้มหน้ากล่าว
“แล้วหลายวันก่อน เจ้าคำนวณสิ่งใดได้?” ชายบนบัลลังก์มีสีหน้ารีบร้อนอย่างยากจะได้เห็น
“กระหม่อมคำนวณได้ดังนี้...”
“มังกรใหญ่กลับต้องมาติดอยู่ในบึงแล้ง หงส์มรกตปกปักดาวแร้นแค้นดาวหายนะมาเยือน ความวินาศบังเกิด แต่...” เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้นักพรตผมขาวก็ชะงักไปเล็กน้อย ราวนึกลังเลอะไรบางอย่างแต่ในที่สุดเขาก็ส่งเสียงครางออกมาเบาๆ แล้วกล่าวต่อไปจนได้ “แต่กลับ...มีชะตาดาราจักรคอยปกปักอยู่”
“มังกรใหญ่กลับต้องมาติดอยู่ในบึงแล้ง หงส์มรกตปกปักดาวแร้นแค้นดาวหายนะมาเยือน ความวินาศบังเกิด แต่กลับมีชะตาดาราจักรคอยปกปักงั้นรึ?” ชายบนบัลลังก์ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางเอ่ยซ้ำคำที่เพิ่งได้ฟังราวเจอเรื่องที่น่าสนใจเข้าแล้ว เป็นเวลานาน กว่าเขาจะได้สติกลับมาอีกครั้งแล้วถามออกไป “ช่วงนี้ หลินเอ๋อร์ฝึกพลังราบรื่นดีไหม?”
“หึๆ องค์ชายน้อยเฉลียวฉลาดนัก เรื่องการฝึกพลัง ฝ่าบาทวางพระทัยได้”ดูเหมือนนักพรตผมขาวจะชอบ ‘หลินเอ๋อร์’ที่ชายผู้นั้นเอ่ยถึงมาก เพราะทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ ใบหน้าที่นิ่งเฉยมาโดยตลอดก็เผยประกายรอยยิ้มขึ้นทันที
“เช่นนั้น ข้าก็วางใจ ลำบากท่านนักพรตแล้ว”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา”
“อืม” ชายผู้นั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย
เมื่อร่างของนักพรตผมขาวหายไปอย่างสิ้นเชิง ชายบนบัลลังก์ก็ปรากฏประกายความเย็นยะเยือกขึ้นทางแววตาแล้วมองไปที่ท้องนภาด้านนอก
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบ
“พวกเจ้าให้ความสงบร่มเย็นกับแผ่นดินต้าเว่ยเพียงแปดร้อยปีเท่านั้น!”
“แต่ข้าจะทำให้มันยืนยาวตลอดไป!”
เสียงสายฟ้าระเบิดขึ้นในพริบตา
ราวเป็นคำเตือนจากท้องนภาเช่นนั้น
ทว่าชายคนเดิมกลับเพียงมองดูสายฟ้าที่สว่างวาบขึ้นด้วยสายตาเยือกเย็นไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เจ้ากำลังกลัวอยู่รึ? เพราะในที่สุดข้าก็หากุญแจดอกนั้นจนเจอได้สินะ?”