ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านกำแพงเมืองหินเทาอย่างเงียบงัน แสงจันทร์สาดส่องลงบนถนนที่ว่างเปล่า ผู้คนต่างปิดประตูบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด ความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้เปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความระแวง
ข่าวการตายของหน่วยล่าหลายทีมไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณของพายุที่กำลังก่อตัว ทุกคนรู้ดีว่า “หอเนตรโลหิต” ไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดท้าทายอำนาจของพวกมันโดยไม่มีการตอบโต้ และเมื่อผู้ควบคุมหน่วยอย่างหยางจื้อเฟิงเดินทางมาถึง เมืองทั้งเมืองก็เหมือนถูกเงามืดปกคลุม
บนหลังคาอาคารสูงแห่งหนึ่ง หลัวอวิ๋นยืนอยู่ในความมืด สายตาทอดมองไปยังคฤหาสน์ของเจ้าเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล แสงไฟภายในยังคงสว่างแม้จะเป็นยามดึก แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจภายในยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลที่เขาได้รับจากเอกสารของหน่วยล่า หลัวอวิ๋นเริ่มเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างหอเนตรโลหิตกับเจ้าเมือง เมืองหินเทาไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้กับภูเขาอสูร ซึ่งซ่อนทรัพยากรล้ำค่าที่สามารถยกระดับพลังของผู้ฝึกตนได้
เจ้าเมืองเฉินกว่างเหยาได้ร่วมมือกับหอเนตรโลหิตเพื่อควบคุมทรัพยากรเหล่านี้ พวกเขาใช้หน่วยล่าในการกำจัดผู้ที่ล่วงรู้ความลับหรือผู้ที่อาจเป็นภัยต่อแผนการ ผู้คนจำนวนไม่น้อยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และเรื่องทั้งหมดถูกปิดบังภายใต้ความเงียบของอำนาจ
หลัวอวิ๋นไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งนี้ตั้งแต่แรก จุดประสงค์ของเขาหลังออกจากภูเขาอสูรมีเพียงการเดินทางและพัฒนาพลังของตนเอง แต่เมื่อได้เห็นความอยุติธรรมและการสังหารผู้บริสุทธิ์ เขาก็ไม่อาจเพิกเฉยได้
“หากปล่อยไว้ จะมีคนต้องตายอีกมาก” เขาพึมพำเบาๆ
การตัดสินใจของเขาชัดเจนแล้ว การทำลายหน่วยล่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากต้องการยุติความวุ่นวาย เขาจำเป็นต้องตัดรากของปัญหา นั่นคือความร่วมมือระหว่างหอเนตรโลหิตและเจ้าเมือง
หลัวอวิ๋นแตะแหวนมิติที่นิ้วมือ ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมืออย่างเงียบงัน แสงจันทร์สะท้อนบนพื้นผิวของมันเป็นประกายเย็นเยียบ ก่อนที่เขาจะเก็บมันกลับเข้าไปอีกครั้ง เพราะภารกิจในคืนนี้ไม่ใช่การต่อสู้แบบเปิดเผย แต่เป็นการแทรกซึม
“โอมจังงัง กำบังกาย”
ร่างของเขาพร่าเลือนและกลืนหายไปกับความมืด หลัวอวิ๋นเคลื่อนตัวลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของเจ้าเมือง
การรักษาความปลอดภัยรอบคฤหาสน์เข้มงวดกว่าที่คาด ยามหลายคนลาดตระเวนอย่างเป็นระบบ แต่สำหรับหลัวอวิ๋น การหลบเลี่ยงพวกเขาไม่ใช่เรื่องยาก เขาอาศัยเงามืดและจังหวะการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ ลัดเลาะผ่านกำแพงและสวนภายในจนสามารถเข้าสู่อาคารหลักได้สำเร็จ
ภายในคฤหาสน์ตกแต่งอย่างหรูหรา แตกต่างจากความเงียบงันภายนอกอย่างสิ้นเชิง เสียงสนทนาแผ่วเบาลอยมาจากห้องโถงด้านใน หลัวอวิ๋นหยุดนิ่งเพื่อฟัง
“การสูญเสียหน่วยล่าหลายทีม ส่งผลกระทบต่อแผนของเราอย่างมาก” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ
หลัวอวิ๋นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ และมองผ่านช่องว่างของประตู เขาเห็นชายวัยกลางคนในชุดหรูหรานั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล บุคคลผู้นั้นคือเจ้าเมืองเฉินกว่างเหยา
ตรงข้ามกับเขา คือหยางจื้อเฟิง ชายผู้มีท่าทางสงบนิ่งและแผ่แรงกดดันออกมาอย่างชัดเจน
“ผู้ที่ลงมือไม่ใช่คนธรรมดา” หยางจื้อเฟิงกล่าว “มันมีพลังระดับรวมปราณขั้นต้น แต่ความสามารถในการต่อสู้เหนือกว่านั้นมาก และยังใช้วิชาที่ประหลาด”
เฉินกว่างเหยาขมวดคิ้ว “เจ้าคิดว่ามันรู้เรื่องเส้นแร่ปราณหรือไม่”
“ยังไม่อาจยืนยันได้” หยางจื้อเฟิงตอบ “แต่การที่มันออกมาจากภูเขาอสูรและเริ่มกำจัดหน่วยล่าของเรา ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าเมันอาจล่วงรู้ความลับบางอย่าง”
หลัวอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที เหตุผลที่เขาถูกไล่ล่าไม่ได้เป็นเพียงการแก้แค้น แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายหวาดกลัวว่าเขาจะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับทรัพยากรใต้ภูเขาอสูร
“เราลงทุนกับแผนนี้มาหลายปี” เฉินกว่างเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เส้นแร่ปราณจะทำให้เรามีพลังเพียงพอที่จะควบคุมภูมิภาคนี้ หากความลับรั่วไหล ทุกอย่างจะพังทลาย”
หยางจื้อเฟิงพยักหน้า “ดังนั้น ข้าจึงสั่งให้จับเป็นมัน หากไม่สามารถทำได้ ก็จำเป็นต้องกำจัดทิ้ง”
หลัวอวิ๋นยืนฟังอย่างเงียบงัน ข้อมูลที่ได้รับในคืนนี้มีค่ามหาศาล ไม่เพียงแต่ช่วยให้เขาเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของศัตรู แต่ยังทำให้เขาเห็นภาพรวมของแผนการทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขากำลังจะถอยออกไป เสียงของหยางจื้อเฟิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่ดูเหมือนว่าจะมีหนูสกปรกอยู่ในนี้”
หัวใจของหลัวอวิ๋นเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของหยางจื้อเฟิงหันมาทางประตูอย่างแม่นยำ ราวกับสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้
“ออกมาเถอะ” หยางจื้อเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
หลัวอวิ๋นรู้ว่าการซ่อนตัวต่อไปไม่มีประโยชน์ เขาผลักประตูเปิดออกและก้าวเข้าไปในห้องอย่างสงบ สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขาในทันที
“ดูเหมือนว่าเราจะไม่ต้องเสียเวลาตามหาเจ้าอีกต่อไป” เฉินกว่างเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เพียงมองทั้งสองคนอย่างนิ่งสงบ “พวกเจ้าคือผู้บงการเบื้องหลังการล่าผู้บริสุทธิ์”
หยางจื้อเฟิงยิ้มบางๆ “ในโลกนี้ ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งและผู้ที่อ่อนแอ”
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้หลัวอวิ๋นหวั่นไหว เขาแตะแหวนมิติ ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมือ แรงกดดันภายในห้องเพิ่มสูงขึ้นทันที
“ถ้าเช่นนั้น” หลัวอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะยุติทุกอย่างเอง”
การต่อสู้ปะทุขึ้นในเสี้ยววินาที หยางจื้อเฟิงพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง กระบี่ในมือเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นรับ แรงปะทะทำให้พื้นหินแตกร้าว
ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว เสียงโลหะปะทะกันดังก้องไปทั่วห้องโถง ยามของคฤหาสน์พยายามเข้ามาช่วย แต่ถูกแรงกระแทกจากการต่อสู้ผลักกระเด็นออกไป
แม้หลัวอวิ๋นจะสามารถต่อกรกับหยางจื้อเฟิงได้ แต่เขาก็รู้ดีว่าการต่อสู้ในสถานที่เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อเขา เป้าหมายของเขาในคืนนี้คือการเปิดเผยความจริง ไม่ใช่การตัดสินแพ้ชนะ
“อาคมแมลง จงกลายเป็นต่อแตน”
ฝูงแมลงพุ่งกระจายไปทั่วห้อง ทำให้ทุกคนต้องถอยหนีชั่วขณะ หลัวอวิ๋นใช้จังหวะนั้นทำลายเสาหลักบางส่วนของอาคาร เกิดความโกลาหลขึ้นทันที ก่อนจะจากไป เขามองไปยังเฉินกว่างเหยาและกล่าวว่า
“ความลับของพวกเจ้าจะไม่ถูกปิดบังอีกต่อไป”
จากนั้นร่างของเขาก็พร่าเลือน
“โอมจังงัง กำบังกาย”
หลัวอวิ๋นหายไปจากคฤหาสน์ ทิ้งไว้เพียงความโกลาหลและความหวาดกลัว
หยางจื้อเฟิงยืนมองพื้นที่ว่างเปล่าด้วยสายตาเย็นเฉียบ แม้จะไม่สามารถหยุดเขาได้ในคืนนี้ แต่การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้เขาเข้าใจว่า ศัตรูคนนี้ไม่ใช่เพียงภัยคุกคามธรรมดา
“น่าสนใจ” เขาพึมพำ “ยิ่งเป็นเช่นนี้ ข้ายิ่งต้องสังหารเจ้าให้ได้”
ในขณะเดียวกัน หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนหลังคาอาคารที่ห่างออกไป มองกลับไปยังคฤหาสน์ที่เริ่มวุ่นวาย เป้าหมายของเขาในคืนนี้สำเร็จแล้ว เขาได้รับข้อมูลสำคัญและส่งสัญญาณเตือนไปยังศัตรู
เกมแห่งการล่าได้ก้าวเข้าสู่ขั้นใหม่ จากนี้ไป ไม่ใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างบุคคล แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างอุดมการณ์ ระหว่างผู้ที่ต้องการควบคุมอำนาจ และผู้ที่ต้องการทำลายความอยุติธรรม
หลัวอวิ๋นกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น เส้นทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาไม่คิดจะหันหลังกลับเพราะเขารู้ดีว่า การต่อสู้ครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และเมื่อความจริงถูกเปิดเผย เมืองหินเทาจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป