ไม่กี่วินาทีหลังจากกดโทรออก สายก็ถูกเชื่อมต่อ เสียงหวานของมะขิงดังขึ้นพร้อมภาพเธอบนจอที่กำลังนอนอยู่บนเตียง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความดีใจจนเผลอยิ้มกว้างให้ผมทันที
“พี่…ทำไมไม่ค่อยตอบไลน์หนูเลยล่ะ” เธอทำแก้มป่องเล็กน้อย เหมือนกำลังงอนเบา ๆ
ผมหัวเราะในลำคอ ยกยิ้มตอบกลับไปพลางเอ่ยเสียงอ่อน
“พี่ติดงานน่ะสิ…บางทีก็แทบไม่มีเวลาเปิดโทรศัพท์เลย แต่ตอนนี้พี่ว่าง เลยโทรหาได้”
“...พี่ทำอะไรอยู่น่ะ…เหมือนไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยนะ” มะขิงยกคิ้วขึ้น พลางทำหน้าเจ้าเล่ห์ใส่ผมผ่านกล้องราวกับจะหยอกล้อ
ผมชะงักไปนิด ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “หืม…ตาดีเกินไปแล้ว” ผมเอนตัวลงกับขอบอ่าง น้ำอุ่นฟองฟู่คลออยู่รอบตัว
“โอ้...” มะขิงร้องเบาๆ แววตาเป็นประกายเหมือนจงใจแกล้งให้ผมเขิน “อย่าบอกนะว่าพี่กำลังอาบน้ำอยู่…”
ผมยกโทรศัพท์ขึ้นพลางหัวเราะ “ก็…ประมาณนั้นแหละ”
มะขิงยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยเสียงหวานเจือหยอก “ขอดูหน่อยสิ~”
ผมยักคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมหมุนกล้องค่อย ๆ เลื่อนลงให้เห็นทั้งตัวที่กำลังเอนกายอยู่ในอ่างจากุซซี ฟองน้ำขาวลอยคลอรอบ ๆ ร่างกายจนแทบจะปกปิดทุกอย่าง
“ว้าว…พี่แช่อ่างจากุซซี งานพี่นี่...สบายจังเลยนะ ขนาดหนูยังไม่เคยได้แช่เลย”
มะขิงหยุดพูดดูผมผ่านจอแล้วพูดเสริม “หนูอยากลงไปด้วยเลยนะเนี่ย” เสียงของเธอนุ่มหวานขึ้นจนผมใจสั่น
ผมเอนศีรษะพิงขอบอ่างที่เต็มไปด้วยฟองนุ่ม ๆ ยกยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นท่าทางของเธอผ่านหน้าจอ “เสียดายจัง มะขิงไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย”
มะขิงกัดริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาของเธอยังคงจ้องผมไม่วาง ทันใดนั้นเธอก็กระซิบเบา ๆ ว่า “พี่คะ... ชักให้ดูอีกหน่อย”
“ไม่ดีมั้ง” ผมหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย
“นะคะพี่...” เธออ้อนวอน “หนูก็จะให้พี่ดูของหนูเหมือนกัน” มะขิงใบหน้าแดงระเรื่อเหมือนกำลังเขินจนห้ามไม่อยู่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกล้าบ้าบิ่นที่ต้องการจะยั่วเย้า
ผมจ้องมองใบหน้าที่แดงก่ำของเธอครู่หนึ่ง ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างแม้จะแช่อยู่ในน้ำอุ่น
"จะให้พี่ดูจริง ๆ เหรอ..." ผมหยุดยิ้ม "ไหนล่ะ ว่าจะให้ดูอะไร" มะขิงกัดริมฝีปากอีกครั้ง ก่อนจะถกเสื้อยืดสีขาวตัวบางขึ้น พร้อมกับดันบราจนเผยให้เห็น ทรวงอกที่อวบอิ่ม
ผมเลียริมฝีปากก่อนจะ ลุกขึ้นนั่งที่ขอบอ่าง แล้ว รูดซักแก่นกายของผมผ่านกล้องให้มะขิงดู เธอนวดคลึงหน้าอกตัวเองเบา ๆ พลาง เขี่ยยอดดอก
ทว่า ขณะที่มะขิงกำลังจะวางโทรศัพท์ไว้ที่หัวเตียงและ เริ่มถอดกางเกง เสียงคุณเอมก็ดังขึ้นมาว่า "มะขิง ลงมาทานข้าวได้แล้ว แม่รอนานแล้วนะคะ"
มะขิง ชะงักการกระทำพลางถอนหายใจ จากนั้นจึงตอบกลับไปว่า "แม่ทานก่อนเลยค่ะ หนูจะไปทานทีหลัง"
"ลงมาทานเดี๋ยวนี้เลยลูก! เดี๋ยวพอเย็นก็จะหาว่าไม่อร่อยอีก" คุณเอมตอบกลับมะขิงทันที ผมที่ได้ยินก็แอบหัวเราะกับท่าทีของเธอผ่านจอมือถือ
จากนั้นมะขิงก็สวมกางเกงกลับ ก่อนจะบอกผมว่า "พี่คะ...ถ้าพี่ว่างโทรหาหนูอีกหน่อยนะคะ หรือไม่ก็ส่งข้อความมาก็ได้ค่ะ"
ผมนั่งลงในอ่างตามเดิม แล้วตอบกลับไปว่า "โอเค ไปกินข้าวเถอะครั้งหน้าแล้วกันนะ" จากนั้นมะขิงก็วางสายไป
สิบนาทีต่อมา ผมก็แต่งตัวในลุคสบาย ๆ แต่ดูดี ผมสวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนสั้นที่ปลดกระดุมสองเม็ดแรก เผยให้เห็นแผงอกเล็กน้อย กับกางเกงสีน้ำตาลอ่อน เดินออกจากห้อง แล้วลงลิฟต์ไปยังชั้นล่าง
จุดหมายแรกของผมคือโซนอาหารและบาร์ของโรงแรม ซึ่งตอนนี้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อเดินไปถึง สายตาผมก็กวาดมองผู้คนที่จับจองพื้นที่จนเกือบเต็มทุกโต๊ะ แต่โชคยังดีที่ผมเหลือบไปเห็นโต๊ะว่างอยู่มุมหนึ่ง ผมจึงรีบเดินตรงเข้าไปนั่งทันที
ผมเพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน พนักงานก็เดินเข้ามาหาผมที่โต๊ะ ในมือถือรายการเมนูขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม
“สวัสดีค่ะ” พนักงานยิ้มอย่างเป็นมิตร “รับอะไรดีคะ?”
“ผมขอเป็น...” ผมกวาดสายตาดูเมนูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจเลือกอาหารง่าย ๆ ที่ดูน่าสนใจ
“เอา สปาเกตตีคาโบนารา ที่หนึ่งครับ แล้วก็ขอสั่งเครื่องดื่มเป็น ค็อกเทลลองไอส์แลนด์ แก้วหนึ่ง”
พนักงานจดรายการลงในสมุดอย่างคล่องแคล่ว
“รับประทานอาหารค่ำคนเดียวหรือคะ? ต้องการของทานเล่นเพิ่มเติมอีกไหมคะ วันนี้ทางร้านมีโปรโมชั่นพิเศษค่ะ?” เธอถามอย่างสุภาพ
“ใช่ครับคนเดียว...เอาแค่ที่สั่งก่อนครับ” ผมตอบ
“รับทราบค่ะ คาโบนาราจะใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีนะคะ” พนักงานยิ้มและเดินออกไป ผมจึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้สายตาสำรวจผู้คนและบรรยากาศยามเย็นของบาร์โรงแรม
กริ๊ง...!
ขณะที่ผมกำลังปล่อยใจให้สำรวจบรรยากาศรอบตัวนั่นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้ผมยกยิ้มเล็กน้อยชื่อของ "ดาริน"
ผมกดรับสายทันที “สวัสดีครับพี่”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ผมไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงหายใจเบา ๆ ก่อนที่เสียงหวาน ๆ นั้นจะเอ่ยออกมาอย่างเย้ายวน
“ทำอะไรอยู่เอ่ย...”
“พอดีพาน้องกับเพื่อน ๆ มาเที่ยวที่พัทยาครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “แล้ว...พี่มีอะไรเหรอครับถึงโทรมา”
“ก็ถึงว่าละ...” ปลายสายลากเสียงยาวอย่างเข้าใจ “ได้ยินเสียงเพลง... งั้นก็แปลว่าไม่ว่างแล้วสิ”
“ก็ไม่เชิงไม่ว่างหรอกครับ แต่ถ้าเรื่องงาน... ก็คงต้องรอจนจบทริป” ผมหยุดเล็กน้อยแล้วจึงพูดต่อ “ผมลางานจนถึงวันจันทร์ครับ เสร็จจากเที่ยวทางบริษัทก็น่าจะส่งงานใหม่มาให้เลย”
“อ้อ...งั้นก็ไม่เป็นไร” ดารินลากเสียงแผ่ว “ตอนแรกพี่ว่าจะให้น้องมารับพี่ไปส่งสนามบินพรุ่งนี้ตอนเช้า เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่เรียกแท็กซี่ก็ได้”
“ครับผม” ผมตอบรับแล้วเสริมขึ้นอีก “พี่สบายดีไหมครับ?”
ดารินหลุดหัวเราะออกมาอย่างสดใส “ทำไมพี่จะไม่สบายดีล่ะ...วันนั้นแค่ดื่มเยอะไปหน่อยแหละ มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น งั้นพี่ไม่กวนแล้ว เที่ยวให้สนุกนะคะ”
“พี่ครับ” ผมรีบเรียกก่อนที่เธอจะทันได้วางสายไป
“มีอะไรเหรอ...” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความรื่นเริงลงเล็กน้อย
“วันเสาร์หน้าผมว่าน่าจะว่าง ถ้าพี่ว่างก็เจอกันได้นะครับ” ผมพูดพลางยิ้มกว้าง ทั้งที่รู้ว่าเธอคงมองไม่เห็นรอยยิ้มนี้
“หื้ม...” ดารินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมรู้สึกสนใจทันที “พี่จะบอกอีกทีนะ ไม่รู้ตารางงานจะเลื่อนไหม แต่... วันเสาร์พี่ว่างนะ”
หลังจากบทสนทนาจบลง ผมก็กล่าวลาดาริน แล้วเธอก็วางสายไป
ผมวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
หลังจากนั้นพนักงานเสิร์ฟก็นำเครื่องดื่มมาวางตรงหน้าผม ลองไอส์แลนด์สีเข้ม พร้อมน้ำแข็งและมะนาวฝาน ผมยกแก้วขึ้นจิบ พลางเอนหลังรออาหาร
ผ่านไปราวๆ 15 นาที พนักงานก็กลับมาพร้อมกับจานอาหารหลัก
“ขอโทษที่ให้รอนะคะ สปาเกตตีคาโบนารา ได้แล้วค่ะ” พนักงานวางจานคาโบนารา ที่มีกลิ่นหอมกรุ่นของชีสและเบคอนย่างกรอบ ไว้ตรงหน้าผม
ผมกล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนจะเริ่มลงมือทานทันที เส้นสปาเกตตีถูกคลุกเคล้ากับซอสครีมเข้มข้นอย่างลงตัว รสชาติดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก ผมดื่มด่ำกับอาหารและเครื่องดื่มอย่างใจเย็น