“นางไม่มีไข้แล้วล่ะกวานเอ๋อร์ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนเ้าจะทำรุนแรงเกินไปหน่อยกระมัง อย่างไรนางก็เป็สตรีนะเ้าจะรังแกนางไปถึงไหนกัน” เยี่ยนฟางซินวนเวียนมาถามไถ่อาการป่วยของจ้าวซือหยางอยู่ 4 วัน พอเห็นว่าหญิงสาวลุกขึ้นกินข้าวได้ก็เบาใจ รีบดึงมือบุตรชายออกมาตักเตือนหวังจะโน้มน้าวให้ิกวานใจเย็นลงอีกหน่อย
“ที่ข้าทำเช่นนั้นก็เพราะมีเหตุผลนะขอรับท่านแม่”
“เหตุผลของเ้าก็เป็เพียงความไม่เชื่อ เ้าดูสิเวลานี้แม้ว่าเ้าจะพยายามบอกกับทุกคนว่านางไม่ใช่บุตรีแห่งสุ่ยซี แต่คนทั้งแคว้นรวมทั้งแม่เองก็ยังยินยอมที่จะเชื่อเช่นนั้น มีประโยชน์อะไรที่เ้าจะบังคับเอาความกับนางกัน นางจะเป็ตัวจริงหรือไม่เวลานี้ก็ไม่ใช่ว่าเ้าได้ทำลายชื่อเสียงนางไปแล้วหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่รู้จักพูดคุยกันให้ดีๆ บ้าง” เยี่ยนฟางซินส่ายหน้าอย่างระอาใจกับความดื้อดึงของบุตรชาย
เห็นบุตรชายไม่ยอมตอบคำ แต่เยี่ยนฟางซินก็ยังรู้สึกเบาใจลงไปบ้างเพราะตลอดสี่วันที่ผ่านมาิกวานไม่ได้ยับยั้งการรักษาของท่านหมอ ซ้ำยังคอยวนเวียนมาถามไถ่อาการของจ้าวซือหยางกับหลี่มามาอยู่บ่อยๆ ไม่ได้ส่งนางกลับไปพักฟื้นที่หอจี้อินแต่อย่างใด
“เ้าพานางเข้ามาอยู่ในจวนสองครั้งสองครามีผู้คนรู้เห็นมากมาย เ้าไม่คิดจะจัดการเื่นางให้ชัดเจนบ้างหรือ จะปล่อยให้นางออกไปอยู่ที่หอจี้อินให้ผู้อื่นดูแคลนอยู่ได้อย่างไรกัน”
“ยังไม่ถึงเวลาที่เราต้องมาคุยกันเื่นี้ขอรับท่านแม่ อย่างที่ท่านกล่าวนั่นล่ะ นางเป็สตรีของข้าท่านยังคิดว่าจะมีผู้ใดกล้าแตะต้องนางอยู่อีกหรือขอรับ อีกอย่างตัวนางเองก็ใช่ว่าอยากอยู่กับข้าเสียเมื่อไร ท่านแม่กับหลี่มามากลับไปก่อนเถิดขอรับ นางหายแล้วไม่จำเป็ต้องให้ผู้ใดมาคอยเฝ้า”
เยี่ยนฟางซินไม่รู้จะทำเช่นไรกับบุตรหัวแข็งผู้นี้เช่นกัน หากยิ่งพยายามทัดทานไม่แน่ว่าิกวานอาจจะอารมณ์เสียพาลไปถึงจ้าวซือหยางที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นมาไปเปล่าๆ นางได้แต่หันมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวนอนพักอยู่ แล้วก็พยักหน้าเรียกหลี่มามากับสาวใช้สองคนออกจากเรือนไป
ยืนส่งมารดากลับออกไปเรียบร้อย ิกวานก็ปิดประตูใส่สลักจนแ่าตั้งใจไม่ให้มีผู้ใดเข้ามารบกวนได้อีกก่อนจะเดินไปที่เตียงนอน
ร่างเล็กรู้สึกตัวลุกขึ้นไปซุกกายอยู่มุมด้านในสุดท่าทางระแวดระวังภัย จ้องมองบุรุษหยาบคายด้วยดวงตาแดงก่ำไร้ทางสู้
“เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเ้าทำอะไรบ้างขณะที่อยู่บนเรือ”
“ข้าอธิบายเื่ขั้นตอนการจัดการตะกอนดินเ้าค่ะ” หญิงสาวพยายามข่มกลั้นความหวาดหวั่นในใจ ตอบคำถามด้วยเสียงสั่น
“ไม่ใช่เื่นั้น หลังจากที่เ้าเข้าไปพักในห้องแล้วเ้ากำลังทำอะไร คิดอะไรอยู่คิดให้ดีแล้วเล่าออกมาให้ข้าฟัง”
ิกวานเชื่อว่าเวลานั้นหญิงสาวกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดบางอย่าง สายตาของนางเหม่อลอยคล้ายไม่รู้สึกตัว ยามที่เขาเดินเข้ามานางก็ยังไม่รู้ จนเมื่อตนร้องทักนางถึงได้ใและดวงตาสีฟ้าที่เขาเห็นก็พลันเปลี่ยนกลับเป็สีดำดังเดิม
“เวลานั้นข้ามองเห็นคนจมน้ำ ข้ารู้สึกหวาดกลัว หายใจไม่ออก..จากนั้นท่านก็เข้ามาแล้วก็จับข้าโยนลงน้ำ ข้าไม่ได้ลุกเดินเพ่นพ่านหรือจับต้องสิ่งของในห้องแม้แต่น้อยเลยเ้าค่ะ"
ิกวานคิดไม่ผิด นางไม่รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตน ยามนั้นเขาจึงตัดสินใจจับนางโยนลงน้ำ เพื่อให้หญิงสาวใและนางอาจจะแสดงบางสิ่งบางอย่างออกมาให้เห็น แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่ได้เห็นในสิ่งที่ตนเอง้า
“ออกมานี่!” ร่างสูงโน้มตัวเอื้อมคว้าข้อมือเล็กของหญิงสาวฉุดรั้งให้จ้าวซือหยางก้าวลงมาจากเตียงใหญ่
“ท่านจะทำอะไร ข้าไม่ได้ทำผิดคิดร้ายต่อท่านเลยนะเ้าคะ” หญิงสาวร่ำร้องขอความเมตตา สองมือก็พยายามขัดขืนดิ้นรน
ิกวานรวบร่างเล็กไว้ในอ้อมกอดอุ้มนางเดินตรงไปทางสระน้ำ หัวใจของชายไหวสะท้านไปวูบหนึ่งเมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่หายไปไม่น้อยของจ้าวซือหยาง ร่างเล็กที่กำลังดิ้นรนอยู่ในอ้อมกอดตนแลดูเปราะบางไร้เรี่ยวแรงกว่าเดิมไปไม่น้อย แต่เขาก็ยังฝืนใจก้าวเดินต่อไปเพราะ้าพิสูจน์ข้อสันนิษฐานบางประการ
ครั้งนี้ิกวานไม่ได้โยนร่างจ้าวซือหยางลงสระไป แต่เขาก้าวลงบันไดหินโดยที่อุ้มร่างของนางเอาไว้ แต่เมื่อไปถึงบริเวณน้ำลึกก็ไม่สนใจเสียงร่ำไห้วิงวอนของนาง จับไหล่เล็กทั้งสองข้างให้จมลึกลงสู่เบื้องล่างทันที
จ้าวซือหยางทุบมือทั้งสองข้างไปที่หน้าอกของยมทูตหนุ่มผู้โหดร้าย นางลืมตาจ้องมองดวงตาสีดำสนิทที่จ้องมองตนอยู่ตลอดเวลาด้วยความไม่เข้าใจ ครั้งนี้ยมทูตกวานมุดดำลงมาอยู่ใต้น้ำกับนางพร้อมกับฉุดรั้งนางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
นานจนหญิงสาวเริ่มแตกตื่นลนลานอีกครั้ง เพราะเวลานี้ตนกำลังจะหมดลมหายใจอยู่แล้ว คราวก่อนท่านมหาอุปราชยังเปิดโอกาสให้นางได้ขึ้นไปสูดอากาศเป็ระยะ แต่ครั้งนี้เขากลับจับร่างนางไว้แน่นไม่คิดจะขยับไปไหน ทั้งตัวเองก็ยังดำอยู่ใต้น้ำตลอดเวลาเช่นเดียวกับนางด้วย
รอจนร่างเล็กมือไม้อ่อนตกลงไปข้างตัวหยุดดิ้นรนขัดขืน ใบหน้าของิกวานก็ขยายใหญ่เข้ามาใกล้ดวงหน้างามประทับริมฝีปากส่งลมหายใจให้จ้าวซือหยาง
หญิงสาวเบิกตาโพลงที่พร่ามัวลงไปเมื่อครู่ขึ้นมาอย่างแตกตื่น แต่นางก็ไขว่คว้าหาโอกาสยื้อลมหายใจของตนเอง เผยอปากรับริมฝีปากหนาเอาไว้อย่างโหยหา เส้นผมยาวสลวยของคนทั้งคู่แผ่กระจายอยู่เบื้องล่างวนเวียนอยู่รอบกายดูคล้ายเป็ม่านหมอกดำที่ทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายโดดเด่นชัดท่ามกลางความมืดมิด
ชายหนุ่มตัดใจผละออกจากความนุ่มนวลของริมฝีปากบาง กลับมาจ้องมองดวงตาของหญิงสาวอีกครั้ง รอจนแน่ใจแล้วว่าสีของดวงตาคู่งามไม่ได้เปลี่ยนแปรไป เขาจึงยอมดึงร่างเล็กขึ้นมาสู่เบื้องบน
จ้าวซือหยางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดของคนหยาบคายเนื้อตัวสั่นเทาไร้เรี่ยวแรง ปล่อยให้อีกฝ่ายอุ้มนางขึ้นมาวางไว้ริมขอบสระก่อนจะนอนมองตามรอยเท้าที่เดินจากไปเงียบๆ ทิ้งตนให้นอนคุดคู้ร้องไห้สะอึกสะอื้นแ่เบาอยู่เพียงลำพังด้วยความอดสู
……….
“ให้คนส่งนางกลับไปที่หอจี้อิน” ิกวานก้าวออกจากเรือนมาในตอนเช้า เรียกทหารองครักษ์มาสั่งการ
เวลานี้มีผู้ใดในจวนมหาอุปราชบ้างที่ไม่ได้ยินข่าวลือของคู่หนุ่มสาวที่ทำตัวพิลึกพิลั่นคู่นี้ ทหารองครักษ์เบนสายตามาสบกันครั้งหนึ่งอย่างหวั่นใจ พวกเขารู้ดีว่าจ้าวซือหยางป่วยไข้พักฟื้นอยู่หลายวัน พอเห็นบ่าวรับใช้สตรีสองคนช่วยพยุงร่างอิดโรยเปราะบางราวกับจะแหลกสลายไปได้ทุกเมื่อของหญิงสาวออกมา พวกเขาก็ได้แต่ลอบส่งกำลังใจให้เทพธิดาผู้นั้นกันด้วยความสงสารแต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง
รถม้าจากจวนมหาอุปราชเคลื่อนที่ออกจากจวนไปอย่างเชื่องช้า พยายามไม่ให้กระทบกระเทือนถึงคนที่อยู่ด้านในให้มากที่สุด ผ่านค่ายกองธงเขียวท่ามกลางสายตาของบรรดาทหารที่คอยฟังเื่ราวอยู่ภายนอกตลอดเวลา แม้แต่เจียงเป่าเฉียงกับว่านหย่วนเจิงพอได้รู้ข่าวก็อดไม่ได้ที่จะออกมารอคนที่หอจี้อิน
“ครั้งนี้ 5 วัน น้อยกว่าที่ข้าคาดไว้มากนัก” ว่านหย่วนเจิงบ่นอุบอิบ เขาเห็นว่าจ้าวซือหยางจมน้ำไปนานถึงเพียงนั้น ยังคิดอยู่ว่านางคงต้องรักษาตัวอยู่ในจวนมหาอุปราชหลายวันสักหน่อย ไม่คิดว่าผ่านไปเพียง 5 วันสหายผู้เป็นายก็ส่งคนออกมาเสียแล้ว
พอรถม้าหยุดที่หน้าหอจี้อิน หญิงรับใช้จากจวนมหาอุปราชก็เป็ผู้ก้าวลงมารอรับร่างอ่อนแรงของจ้าวซือหยางลงมาจากรถม้า
“หยางหยาง” จวีลี่อิ่งมองเห็นขอบตำดำคล้ำ ใบหน้าขาวซีด รวมทั้งร่างเล็กที่ดูผอมบางจนเห็นได้ชัด นางอดไม่ได้ที่จะน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“พวกเ้าช่วยกันส่งนางขึ้นไปก่อนเร็วเข้า” เจียงเป่าเฉียงรีบร้องสั่งบรรดาหญิงสาวที่ยังไม่ทันออกไปทำงานให้เข้าไปช่วย
เห็นสภาพของหญิงสาวแล้ว สุดท้ายเจียงเป่าเฉียงก็ต้องอนุญาตให้จวีลี่อิ่งกับหร่วนเซียหนิงหยุดงานได้สามวันเพื่อดูแลจ้าวซือหยางอยู่ที่หอจี้อิน