“เข้าไปพร้อมกัน”พวกจั่วชิวหมิงที่อยู่ในขั้นพลังหยางต่างรุมล้อมเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศจากนั้นก็ต่างปล่อยกระบวนท่าออกไปอย่างดุเดือด
เพียงแต่จื่อซวนมีความว่องไวมาก และไม่ยอมเปิดโอกาสให้พวกเขาเลยแม้แต่น้อยนางใช้ฝ่ามือตบจั่วชิวหมิงไปเป็นครั้งที่สองจนกระเด็นลอยออกไปจากนั้นพลิกมือชี้นิ้วออกไปยังข่งเฉาจนเกิดเป็นแผลเลือดออกท้ายที่สุดจึงโบกมือคว้าทุ่มตัวเจียงหยางลงกับพื้นจากนั้นก็เหวี่ยงเขาโยนออกไป
“ไร้กฎเกณฑ์ช่างไร้กฎเกณฑ์จริงๆ” พวกของเย่เฉินที่อยู่ตรงปากถ้ำมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
หุ่นเชิดระดับลึกลับเทียบได้กับผู้ฝึกตนขั้นพลังหยางแต่นึกไม่ถึงว่าจื่อซวนเพียงคนเดียวจะสามารถโจมตีพวกของฉีหยางจนโงหัวไม่ขึ้นเดิมทีแล้วเป็นสถานการณ์ที่คับขันแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นฉากละครที่ยอดเยี่ยมฉากหนึ่ง
“หยางปินเจ้าจะคอยดูไปจนถึงเมื่อไร” ฉีหยางตะโกนใส่หยางปินด้วยอารมณ์โกรธที่เขายังคงยืนดูการต่อสู้อยู่ทั้งๆ ที่ตนเองไร้เรี่ยวแรงจะต้านกำลังของจื่อซวนแล้ว
“จะให้ช่วยเจ้าก็ได้แต่ขอหนึ่งแสนหินวิญญาณ” หยางปินแสยะยิ้ม
เขาช่างเลือกเวลาได้เหมาะเจาะจริงๆเลย และยังเชี่ยวชาญกับการฉวยโอกาสให้ตนเองได้ผลประโยชน์และยังจะเอ่ยปากขอเงินอีกหนึ่งแสนหินวิญญาณจนทำให้ฉีหยางแทบกระอักเลือดออกมา
ในความเป็นจริงฉีหยางได้กระอักเลือดออกมาแล้วจริงๆ ไม่เพียงแต่เพราะถูกจื่อซวนทุบตีแต่ยังเป็นเพราะการถูกหยางปินบีบบังคับ
สำหรับการกระทำในวันนี้ของหยางปินเขารู้สึกรังเกียจอย่างมาก และเขาก็ประเมินศิษย์พี่ของเขาต่ำเกินไปทำให้เขารู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อยที่ไปเชิญหยางปินมาช่วยต่อสู้ ไม่ช่วยจริงๆยังไม่ว่า แต่ยังมาหาผลประโยชน์ให้ตนเองอีก
แต่อย่างไรก็ตามฉีหยางก็เข้าใจดีตอนนี้สามารถสกัดกั้นเย่เฉินไว้ในภูเขาด้านหลังได้ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายตอบแทนแต่เย่เฉินมีหุ่นเชิดที่น่ากลัวขนาดนั้นอยู่ข้างกาย ซึ่งจากนี้ไปหากต้องการจะจัดการเย่เฉิน ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่เดือนกี่ปี
เมื่อคิดอย่างละเอียดรอบคอบดีแล้วฉีหยางก็ยื่นถุงเก็บของให้กับหยางปินอย่างจำยอม “หนึ่งแสนหินวิญญาณ รับไปเถอะ”
“ว่าง่ายแบบนี้สิดี”หยางปินเอื้อมมือหยิบถุงเก็บของจากนั้นก็เหยียบขึ้นไปบนกระบี่บินและทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าและอ้าปากของเขาออกมาเพื่อพ่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่แปลกประหลาด
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์เปล่งแสงทองอร่ามทันทีที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า มันก็ขยายใหญ่ขึ้นมีอักขระยันต์มากมายเรียงตัวอยู่หนาแน่นประกายสีทองนั้นแผ่เข้าปกคลุมด้านในของจื่อซวน อักขระยันต์แต่ละสายก็ร่วงหล่นลงมาและควบคุมพลังของผู้คนเอาไว้อย่างคาดไม่ถึง
“ท่าไม่ดีแล้ว”เย่เฉินที่อยู่ตรงปากถ้ำได้หรี่ตาลงและเห็นถึงความแปลกประหลาดของยันต์ศักดิ์สิทธิ์แผ่นนั้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปแผ่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างกายของจื่อซวนก็อาจจะถูกทำลายได้
“เจ้าหมีสองลูกธนูติดตามตัว” เย่เฉินยื่นฝ่ามือออกไป
เจ้าหมีสองเข้าใจได้ทันทีจากนั้นจึงพลิกฝ่ามือและหยิบลูกธนูติดตามตัวและคันธนูติดตามตัวออกมายื่นใส่มือของเย่เฉิน
เมื่อรับคันธนูติดตามตัวมาแล้วเย่เฉินก็ประทับลูกธนูลงบนสายธนูจากนั้นก็ถ่ายเทพลังลมปราณทั่วทั้งร่างลงไปในลูกธนูติดตามตัวง้างคันธนูราวกับพระจันทร์เต็มดวง เล็งไปทางหยางปิน จากนั้นก็ปล่อยมือยกขึ้น
ฟิ้ว!
ลูกธนูถูกยิงออกไปในทันทีเกิดลำแสงปกคลุมออกไป ปรากฏสายฟ้าฟาดอยู่โดยรอบ และบังคับทิศทางพุ่งไปยังหยางปิน
“ไม่เจียมตัว”หยางปินเยาะเย้ย ในขณะที่ลูกธนูติดตามตัวกำลังพุ่งไปหาเขาเขาก็ใช้มือปัดลูกธนูออกไปจากนั้นพลังวิญญาณของเขาก็ม้วนตัวสาดเป็นคลื่นบดขยี้ลูกธนูติดตามตัว
“ไม่ต้องรีบร้อนยังมีอีก” เย่เฉินพูดอย่างเย็นชา พลังปราณในทะเลลมปราณของเขาก็พุ่งออกมาและง้างคันธนูราวกับพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้งลูกธนูติดตามตัวสายหนึ่งก็ทะลุผ่านไปในอากาศ และเป้าหมายยังเป็นหยางปินเช่นเดิม
เขาสามารถเห็นได้ชัดว่าหยางปินผู้นี้แม้ว่าจะดูมีความชำนาญในการตักตวงผลประโยชน์ให้ตนเองแต่กลับมีฝีมือที่แท้จริง และสามารถทำการโจมตีจื่อซวนได้
จุดนี้เหมือนเขามองไว้ถูกต้องเย่เฉินยอมทุ่มสุดชีวิตเพื่อโจมตีเขาเขาไม่ได้ตั้งใจจะใช้ลูกธนูติดตามตัวไปทำร้ายหยางปินแต่ต้องการใช้วิธีการนี้สร้างความปั่นป่วนให้กับหยางปินเพื่อช่วยกระจายความกดดันให้กับจื่อซวน
ข้อเท็จจริงข้อนี้พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าการตัดสินใจของเขาถูกต้องเป็นเพราะการโจมตีของเย่เฉิน ทำให้หยางปินต้องเสียสมาธิในการจัดการเขาจึงทำให้จื่อซวนมีโอกาสจะพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“จื่อซวนจัดการตีเจ้าคนนั้นให้พิการไปเลย” เย่เฉินออกคำสั่งอีกครั้ง และปล่อยให้จื่อซวนเป็นผู้จัดการกับหยางปิน
เมื่อจื่อซวนได้รับคำสั่งฉีหยางที่ถูกฝ่ามือตบเข้าจนถอยหลังห่างออกไป ก็หันกลับมาในทันทีทันใดนั้นมือที่พัดโบกคว่ำออกไปก็ทำให้หยางปินถึงกับถอยไปด้านหลังเขายังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นยืนให้มั่นคง จื่อซวนก็พุ่งเข้าไปราวกับลำแสงสีขาวสายหนึ่ง
เพียะ!
เสียงของฝ่ามือดังขึ้นเป็นพิเศษจื่อซวนได้ตบหน้าของหยางปินเข้าอย่างแรง บางทีก็อาจจะแรงเกินไปจนใบหน้าของหยางปินถูกตีจนบูดเบี้ยว ฟันสองสามซี่ถึงกับหลุดออกมา
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเมื่อเห็นว่าหยางปินได้รับบาดเจ็บ ฉีหยางก็แอบมีความสุขอยู่ในใจมันก็เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรจะได้
โอ๊ย...!
หยางปินตะโกนด้วยความโกรธทั่วทั้งใบหน้าของเขาร้อนผ่าวศิษย์ลำดับเจ็ดของศิษย์แท้จริงของสำนักเหิงเยว่ที่สง่างามนึกไม่ถึงว่าจะถูกหุ่นเชิดตัวเดียวตบได้ เขาซึ่งชอบทำตัวโดดเด่นเหนือใครๆคงไม่เคยต้องเจอกับเรื่องที่เสียเปรียบเช่นนี้มาก่อน
ทันใดนั้นพลังวิญญาณของเขาก็พุ่งสูงขึ้น และพุ่งเข้าหาจื่อซวนราวกับสัตว์ร้าย
เพียงแต่เบื้องหน้าของเขานั้นมีวิชาลับของจื่อซวนที่กำลังมุ่งเข้ามาราวกับคลื่นน้ำทะเลที่ซัดสาดจนเขาแทบจะจมอยู่ใต้น้ำ
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินที่อยู่ปากถ้ำก็ขยับขึ้นเป็นครั้งแรก และกระโดดออกจากถ้ำ พร้อมโบกมือ“ไปกันเถอะ”
ที่ด้านหลังเซี่ยอวิ๋นกับคนอื่นๆ กำลังตามไปอย่างรวดเร็ว
“จะไปแล้วหรือ?” ที่ด้านหลัง จั่วชิวหมิงตามมาได้เป็นคนแรก
ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเย่เฉินที่เพิ่งจะกระโดดออกไปเพียงสองสามก้าวจะหันกลับมาทันที และมังกรที่บ้าคลั่งก็ส่งเสียงคำรามกึกก้อง
โอ๊ย...!
เห็นได้ชัดว่าเขานึกไม่ถึงว่าเย่เฉินจะตอบโต้กลับแบบนี้เขาถูกกระบวนท่าของเย่เฉินเล่นงานเข้าโดยตรงจนจิตใจเขากระทบกระเทือนจิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บ และเจ็บปวดมากอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้ดวงตาทั้งสองก็มืดดำลง จากนั้นก็เดินเซไปด้านหลัง
“พวกเราบอกว่าให้ไปเจ้าก็หัดเชื่อฟังบ้าง เจ้าสมองโง่เหมือนหมูหรือไง?” เย่เฉินกระโดดพุ่งเข้าไปหาจั่วชิวหมิงสะบัดแส้ออกไป และฟาดแส้เหล็กไปยังใบหน้าเป็นจำนวนสามครั้ง
โอ๊ย...!
จั่วชิวหมิงส่งเสียงกรีดร้องขึ้นอีกครั้งเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด มีความสั่นสะท้านอยู่ให้ห้วงความคิด เหมือนจะระเบิดออกมาและไม่ทันที่เขาจะตั้งตัวยืนได้ แส้ของเย่เฉินก็ฟาดเข้ามาอีกครั้ง
เย่เฉินจึงรีบคว้าเอาถุงเก็บของของจั่วชิวหมิงอย่างว่องไวจากนั้นก็ตรงไปยังศิษย์สำนักในคนอื่นๆ และพวกของเซี่ยอวิ๋นที่อยู่ด้านหลัง ต่างคนก็ต่างเต็มไปด้วยความคึกคัก
พวกเขายังไม่อยากไปเลยจริงๆก่อนหน้านี้เป็นเพราะยังไม่เคยรู้ถึงความน่ากลัวของจื่อซวน จึงแค่อยากจะหนีออกไป
แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนอย่างเก่าแล้วความแข็งแกร่งของจื่อซวนเกินความคาดหมายไปมากนัก สามารถสู้ตัวต่อตัวกับฉีหยางและหยางปินมาได้และพวกเขาเองยังมีแส้เหล็กอยู่ในมือ และเหล่าบรรดาศิษย์ส่วนที่เหลืออยู่พวกเขาก็ต่างรับมือได้
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
เสียงกรีดร้องยังคงดังต่อไปเย่เฉินฟาดแส้เหล็กมุ่งโจมตีจิตวิญญาณออกไปด้านหน้าบรรดาศิษย์ของสำนักในระดับขั้นพลังหยางเหล่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บมาก่อนต่างถูกแส้เหล็กฟาดลงไปอย่างรุนแรง
“ปล้นไปปล้นพวกเขาให้หมด” เซี่ยอวิ๋นและพวกเจ้าหมีสองที่อยู่ด้านหลังเย่เฉินตะโกนออกมาเสียงดังอย่างต่อเนื่อง ถุงเก็บของของศิษย์สำนักในทุกจุดทุกบริเวณล้วนแต่ตกอยู่ในมือของพวกเขาทั้งหมดแล้ว
“เย่เฉิน”ข่งเฉาและเจียงหยางร่วมมือกันพุ่งเข้ามาหมายจะสังหารเย่เฉินอาวุธวิญญาณประจำตัวของแต่ละคนก็ปรากฏขึ้นทันที
“ขัดขวางพวกข่งเฉาเอาไว้”เย่เฉินพูดกับเซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิง จากนั้นก็ฟาดแส้เหล็กพุ่งตรงไปยังเจียงหยาง
เรียบร้อย!
เซี่ยอวิ๋นนำอาวุธวิญญาณออกมาและเข้าต่อสู้กับข่งเฉาอย่างดุเดือด และเมื่อได้ฮั่วเถิงเข้ามาช่วยพวกเขาจึงสามารถสกัดขวางข่งเฉาเอาไว้สำเร็จ
อีกด้านหนึ่งเย่เฉินและเจียงหยางก็กำลังเริ่มลงมือต่อสู้
“ยับยั้งมันให้ข้าเดี๋ยวนี้”สิ้นเสียงนี้ อาวุธวิญญาณของเจียงหยางก็กดลงมาจากบนฟ้า
“เจ้าคิดว่าเจ้าคือฉีหยางหรือไง?” เย่เฉินเยาะเย้ย ฟาดแส้เหล็กออกไปด้านหน้า และทุบลงไปอย่างหนักแน่นกระทบบนอาวุธวิญญาณประจำตัวของเจียงหยาง
โอ๊ย...!
เนื่องจากการเชื่อมโยงกันระหว่างอาวุธวิญญาณกับจิตวิญญาณเจียงหยางได้ถูกแรงสะท้านสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณทำให้เขาอยู่ในท่าทางที่ดูมึนงง
“เอาชนะฉีหยางไม่ได้และข้าก็ยังทำอะไรเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”เย่เฉินเริ่มโมโห เขากระโจนไปยังเบื้องหน้าเจียงหยางราวกับเสือร้ายจากนั้นก็ฟาดแส้ไปอย่างรุนแรง
“ตายซะเถอะ!” มีคนผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากมุมทแยงอย่างกะทันหัน เมื่อมองดูแล้วจึงรู้ว่าเป็นหยางเว่ยสายรุ้งของกระบี่พุ่งมาทางด้านหลังของเย่เฉิน
“บัดซบ”เจ้าหมีสองโผล่ออกมาอย่างกะทันหัน หยางเว่ยได้ทำการซุ่มโจมตีเย่เฉินเขาก็ซุ่มโจมตีหยางเว่ยกระบองฟันหมาป่าในมือของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นจนมีความหนามากกว่าต้นไม้ และทุบลงไปบนร่างของหยางเว่ยอย่างแรง
หยางเว่ยที่ถูกโจมตีก็กระเด็นออกไปจนติดอยู่กับผนังหินที่อยู่ไม่ไกลออกไป
โอ๊ย...!
เย่เฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ได้ฟาดแส้เหล็กลงมากระแทกเข้ากับศีรษะของเจียงหยางจนแตกออกและมีเลือดไหลออกมาดวงตาของเขาเริ่มมืดดำ เขาเดินโซเซถอยไปด้านหลังและถูกเย่เฉินตามเข้ามาทุบซ้ำลงบนกะโหลกศีรษะเพราะรู้ดีว่าต้องทุบให้เจ้าเด็กน้อยนี้มึนงงไปจึงจะเอาชนะได้
จนถึงตอนนี้เจียงหยางจึงถูกเย่เฉินทุบจนมึนงงไปเป็นครั้งที่สาม