ตอนที่ 32 หอศาสตราเทพ
หอคอยศาสตราเทพ เป็นมรดกตกทอดมาจากยุคเทพบรรพกาลในคราแรกที่ผู้บุกเบิกโลกเทะมาพบสระสวรรค์ หอคอยศาสตราเทพยังไม่ปรากฏขึ้นมาจวบจนผู้คนที่โลกใบเล็ก(โลกมนุษย์เรา)ได้ค้นพบและเปิดโถงชะตาที่โลกเทวะพลันปรากฏหอคอยศาสตราเทพขึ้นห่างจากสระสวรรค์เพียงครึ่งกิโลเมตรในเวลานั้นสร้างความแตกตื่นแก่จักรวรรดิทั้งสามจนเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นมาเพื่อครอบครองมรดกตกทอดที่สมบูรณ์หลังนี้จนเกิดสนธิสัญญาสงบศึกแห่งสามจักรวรรดิเพื่อสำรวจร่วมกัน ทำให้ค้นพบตรากฎที่แข็งแกร่งจำกัดผู้เข้าไปด้านในต้องมีพลังระดับกำเนิดพลังแต่ไม่เกินขั้นสี่และต้องมีสายเลือดจากโลกใบเล็กเท่านั้น ตรากฎนี้ห้ามล่วงละเมิดเด็ดขาด ผู้ใดไม่ถึงเกณฑ์กำหนดหากดันทุรังอาจบาดเจ็บหนักได้ตอนนั้นเองที่เจ้าจักรพรรดิแห่งฟ้าได้สั่งให้สร้างเป็นอนุสาวรีย์เทพสวรรค์ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง
เด็กทั้งสี่คนเดินเข้าเมืองเริ่มต้นด้วยสีหน้าสดชื่นแม้ชาวเมืองส่วนหนึ่งพอเห็นกลุ่มของเด็กชายหินจะส่งสายตาดูถูกหยามเหยียดหรือไม่แม้แต่แค่นเสียงเบาๆใส่ ทั้งหมดก็ไม่ใส่ใจ จนเมื่อชาวเมืองเห็นทั้งสี่มุ่งหน้าไปที่อนุสาวรีย์เทพสวรรค์บางคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แต่บางคนยังกล่าวเยาะเย้ยอย่างสนุกปากว่าไม่เจียมตัวมั่งขยะคิดแปลงกายบ้าง
“คารวะท่านผู้เฒ่า...” เด็กชายหินทั้งสี่เดินเข้าไปในอนุสาวรีย์เทพสวรรค์เห็นโครงสร้างภายในคล้ายกับวัด รอบทิศมีรุปปั้นทวยเทพโบราณบ้างถือดาบ บ้างถือโล่ที่ดูยิ่งใหญ่เป็นเทพที่ยืนเด่นตรงกลางถือดาบเล่มใหญ่ยักษ์เล่มหนึ่ง
“พวกเจ้าจะเข้าหอคอย? วางมือนี้ก่อน”ชายชราอายุเกินกว่าร้อยปีแต่ยังแข็งแรงเพียงเหลือบตาขึ้นมองเด็กทั้งสี่ก่อนก้มลงไปอ่านหนังสือต่อราวกับคล้านจะสนใจ
เด็กชายหินมองไปบนโต๊ะที่ชายชรานั่งอยู่เห็นแผ่นผลึกสีดำคล้ายโลหะทรงกลมขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือผู้ใหญ่นิดนึงวางอยู่จึงได้วางมือขวาลงไป แผ่นผลึกเปล่งแสงสีเงินสูงขึ้นมาประมาณห้าเซนติเมตร ผู้เฒ่าไม่แม้แต่มองกล่าวว่า
“ไม่ผ่าน”
“ผมแค่อยากมาดูครับ” เด็กชายหินกล่าว “ไม่มีข้อห้ามใช่เปล่าครับ”
“หลบให้คนอื่น” ผู้เฒ่ากล่าวอย่างรำคาญ เป็นการตอบคำถาม
จากนั้นเด็กชายลู่เฉียว หงส์เยี่ย และลู่ชางเข้าตรวจระดับพลังผ่านเกณฑ์ทุกคน
ผู้เฒ่าปิดหนังสือแรงๆทีหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นเดินเข้าไปด้านในเด็กทั้งสี่มองหน้ากันก่อนเดินตามผู้เฒ่าเข้าไป หลังจากเดินผ่านประตูสีเงินบานใหญ่ปรากฏห้องโถงเล็กๆที่มีวงแหวนตรากฏเคลื่อนย้ายหลังหนึ่งติดตั้งอยู่ซึ่งตอนนี้ผู้เฒ่ายืนรออยู่ตรงกลางวงแหวนด้วยใบหน้าไม่รับแขกนัก รอจนเด็กทั้งสี่เดินเข้ามาวงแหวนตรากฎสว่างวาบทั้งหมดมาปรากฏที่หน้าแผ่นโลหะสีดำที่ราบเรียบราวกระจกขนาดสูงเพียงหัวเด็กชายหินเท่านั้น
“ พวกเจ้าเพียงวางมือลงที่ประตูหอคอยก็สามารถเข้าไปได้แล้วแต่ผู้ใดไม่เจีย....” เฒ่าชรากำลังกล่าวกับเด็กทั้งสามคนที่ผ่านการทดสอบระดับพลังทั้งยังจะกล่าวกระทบดูแคลนเด็กชายหินแต่ยังไม่ทันกล่าวจบเด็กชายเดินมาถึงหน้าแผ่นโลหะสีดำ เอื้อมมือไปรองสัมผัสดูเสียแล้ว
“อย่าแตะ อยากตายหรื....” ผู้เฒ่าส่งเสียงอย่างโมโหแต่ก็ต้องชะงักคำอีกครั้ง เมื่อมือของเด็กชายสัมผัสแผ่นโลหะ รอบตัวพลันบังเกิดเส้นแสงสีเงินพันรอบตัวแล้วเด็กชายหินก็หายวับ..ไปได้แต่อ้าปากค้างอย่างงุนงงอย่างที่สุด
“พวกผมไปได้แล้วใช่เปล่าครับ”
เด็กชายอ้วนลู่เฉียวเห็นชายชรายืนอ้าปากค้างนิ่งอยู่จึงเอ่ยขึ้นแต่เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ ได้แต่หัวร่อเบาๆก่อนจะเข้าไปในหอคอยไปรอจนลู่ชางเข้าไปคนสุดท้ายหายไป ผู้เฒ่าค่อยดึงสติตกตระลึงกลับคืนรีบยกมือดันกรามที่อ้าค้างคืนที่เดิม มองไปรอบๆเห็นตนเองยืนผู้เดียว
ภายในมิติแยกเป็นเอกเทศ ทั้งสี่คนถูกส่งไปคนละมิติแตกต่างกันผู้ที่เข้าไปต่างได้รับอาวุธที่เกี่ยวของกับความสามารถเฉพาะตัวเป็นอาวุธประจำกายเช่นเดียวกับบันทึกแห่งโถงชะตา อาวุธจะถูกตราในสำนึกแห่งจิตเพียงเพ่งสมาธิอาวุธจะปรากฏขึ้นมาทันทีหากอาวุธเสียหายจะต้องใช้เวลาซ่อมแซมตนเองช่วงเวลาหนึ่งช้าเร็วขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย รวมถึงอาจส่งผลต่อจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของอีกด้วย
จวบจนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงหงส์เยี่ยกับลู่เฉียวกลับออกมาเบื้องนอกแทบจะพร้อมกันหลังจากนั้นอีกสิบนาทีต่อมาลู่ชางออกมาอีกผู้หนึ่ง
“เจ้าอ้วนหน้าโง่ เจ้าได้ของดีอะไรบอกมาเลย”หงส์เยี่ยต่อยไปที่ท้องยื่นของเด็กชายอ้วนทีหนึ่ง จนต้องแกล้งร้องโอดโอยขอความเห็นใจก่อนยิ้มอย่างมีเลสนัย
“ไม่บอกรึ...”หงส์เยี่ยยกฝ่ามือพิฆาตขึ้นมา
“บอกๆ แต่ให้เจ้าชางบอกก่อนดิ” เด็กอ้วนเกรงฝ่ามือจนรนรานรีบพลักภาระไปให้ลู่ชางต่อทันที
“สนับมืออสูรมายา”ลู่ชางเอ่ยพร้อมรวมพลังจิตเรียกเอาวัตถุที่คล้ายถุงมือโลหะสีทองคู่หนึ่งออกมา“ผมได้วิชาหมัดล่องหนจากโถงชะตา สนับมือคู่นี้จะสร้างเงาหมัดมายาที่เป็นทั้งจริงเท็จออกมาเสริมอานุภาพจนถึงขีดสุด” สิ้นเสียงลู่ชาง เบื้องหน้า เด็กชายลู่เฉียวกับหงส์เยี่ย ปรากฏหมัดสีทองนับร้อยหมัดที่สัมผัสได้ถึงพลังเปี่ยมล้นทุกหมัดก่อนสลายไปราวกับล่องหน
“ฟู่ น่ากลัวจริง” ลู่เฉียวเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าอย่างตกใจเล็กๆ
“ทั้งหมดเป็นหมัดลวงตา แต่ยังต้องใช้เวลาฝึกให้คล่องกว่านี้”ลู่ชางกล่าวอธิบาย
“เป็นหมัดลวงตา! อย่าบอกนะว่าเจ้ายังไม่ได้ออกกระบวนท่าจริงเลยสักหมัด”ลู่เฉียวตื่นตระหนกจริงๆแล้ว ซึ่งลู่ชางพยักหน้าเป็นคำตอบ
“เจ้าสี่ (ลู่ชาง) อาวุธของเจ้าต้องเป็นของดีระดับสูงสุดแน่เลย”หงส์เยี่ยหันมากล่าวชม ก่อนส่งสายตาไปทางเด็กอ้วนราวกับบอกว่าตาเจ้าแล้ว
“ของข้ามันห่วยนะ เลยไม่อยากโชว์” ลู่เฉียวทำหน้ายับย่นก่อนจะก่อสำนึกเรียกอาวุธประจำกายออกมาเป็นลูกบอลสีแดงลูกหนึ่งที่ดูธรรมดาอย่างมาก“ข้ายังไม่รู้ว่าใช้ยังไง ที่โถงชะตาข้าก็ได้บันทึกวิชาวินาศสิ้นสูญซึ่งตอนนี้ก็ไม่เข้าใจสักนิด”
“ก็ดูสมกับเจ้าดีออก...อิอิ” หงส์เยี่ยยิ้มจนลักยิ้มเด่นขึ้นมาก่อนที่มือขวาจะปรากฏคันธนูสีม่วงทองหลังหนึ่ง“ของฉันธนูม่วงทองอาวุธชั้นเลิศขั้นกลาง บันทึกที่ได้มาเป็นเนตรพันลี้ สงสัยฉันจะได้ของดีกว่านะ”
“ชิ...ได้ของดี อยากอวดมากละสิ” เด็กชายอ้วนบ่นพึมพำคนเดียว“อ้าวแล้วพี่ใหญ่ยังไม่ออกมาหรือ” ลู่เฉียวนึกขึ้นได้ส่งเสียงถามหาออกมา
หงส์เยี่ยกับลู่ชางหันไปมองทางผู้เฒ่าที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างพร้อมกัน
“เหอะ...คนไม่เจียมตัว พลังฝีมือยังอ่อนนัก...คงถูกหอคอยส่งไปเบื้องนอกแล้วมั้ง”ผู้เฒ่ายังวางตนเป็นปรปักษ์กับเด็กชายหินไม่คลาย
“ผมยังอยู่ครับ ท่านผู้เฒ่า” เสียงเด็กชายหินดังขึ้นข้างกายผู้เฒ่าถึงกับถอยหนีอย่างลืมตัว
“เจ้าหนู เจ้าไปที่ไหนมา” ผู้เฒ่าถามเด็กชายหินอย่างใคร่รู้อย่างมาก
“ผมก็ไปในหอคอยมาสิครับ นี่งัย” เด็กชายหินยกมือขึ้นที่กลางฝ่ามือปรากฏมีดสั้นไร้ด้ามเล่มหนึ่ง เมื่อขยับมืออีกที มีดสั้นแยกตัวเป็นสามเล่มทั้งสามเล่มเหมือนกันจนแยกไม่ออก นอกจากที่ด้ามมีสัญลักษณ์แตกต่างกันสามแบบ ลมสายฟ้า เพลิง
-อาวุธพลังธาตุ- ผู้เฒ่าอุทานในใจ –อาวุธนี้ต้องอยู่ระดับเลิศขั้นสูงเป็นอย่างน้อย-
“เจ้าพลังยุทธยังไม่ถึงระดับกำเนิดพลังจริงๆรึ”ผู้เฒ่าเริ่มสนใจเด็กชายหินอย่างมาก“หรือว่าเจ้ามาจากตระกูลเฮง” เสียงเฒ่าชราดังขึ้นราวกับนึกสิ่งใดได้
“ผมเฮงหลันเทียน อยู่ระดับเริ่มกำเนิดขั้นห้าครับ”
“ใช่จริง...”เฒ่าชรากล่าวกับตนเองเบาๆ
“ มากันครบแล้วออกไปกันได้แล้ว”
เฒ่าชรารีบนำคนทั้งหมดเดินออกไปจนถึงหน้าอนุสาวรีย์ก่อนเด็กชายหินจะจากมาผู้เฒ่ายังกล่าวให้เด็กชายได้ยินเพียงผู้เดียวว่า“อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าเข้าหอคอยได้ก่อนระดับกำเนิดพลัง หากมีปัญหาใดที่ไม่อาจจัดการได้ให้บอกกับเฒ่าผู้นี้สักคำ”
“ขอบคุณครับ”
เด็กชายหินหันไปขอบคุณ ก่อนวิ่งตามพี่น้องทั้งสามไปอย่างรวดเร็วในใจอดนึกถึงบรรพบุรุษเฮงหลันเทียนไม่ได้ว่าเป็นคนเช่นไรกันแน่เวลาสามร้อยปียาวนานขนาดนี้ ยังมีผู้คนจดจำให้ความสนใจได้มากขนาดนี้ยิ่งตอกย้ำให้เด็กชายยิ่งอยากค้นหาดูว่าบรรพบุรุษผู้นี้กระทำเรื่องราวลือลั่นสะท้านภพใดไว้กับโลกเทวะใบนี้
...........