ร่างของเจิ้นเทียนทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงร่างของโจวยี่ เขารีบโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนมาที่ขาขวาเพียงจุดเดียวอย่างเต็มกำลัง แรงกดดันกระจายไปทั่วท้องฟ้า แม้แต่โจวยี่ยังรู้สึกเหมือนมีมัจจุราชกดดันอยู่ด้านบน “เมฆาแปรเปลี่ยน เพลงเตะโลหิต!..” ร่างของเจิ้นเทียนที่ลอยสูงกว่า วาดเท้าขวาลงมาที่กลางลำตัวของโจวยี่ทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เจิ้นเทียนใช้เพลงเตะโลหิต โดยโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนมาไว้ที่ขาขวาทั้งข้าง ดวงตาของเขาแดงฉานเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น เสียงเท้าแหวกอากาศดังมาถึงเบื้องล่าง เงาเท้านับสิบกระจายเต็มท้องฟ้า มองดูเหมือนมังกรนับสิบตัวที่ดุร้าย กำลังวิ่งเข้าไปโจมตีทั่วร่างของโจวยี่ “ไม่!!.......”โจวยี่ร้องเสียงดังด้วยความกลัว ตอนนี้เพลงเตะโลหิตชุดนี้ของเจิ้นเทียนกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ในชีวิตของเขาไปแล้ว “ตูม!!.....ตูม!!.....ตูม!!.....ตูม!!.....”เสียงเท้ากระทบร่างของโจวยี่ดังสนั่น โจวยี่กระอักเลือดคำโต กระดูกแตกทั่วร่าง อวัยวะภายในบอบช้ำรุนแรงและเสียหาย ร่างลอยปลิวราวสายป่านพุ่งออกนอกเวที ตรงไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์สิบกว่าคนที่อยู่เบื้องล่างทันที “โครม!...”. แรงปะทะที่รุนแรงจากร่างของโจวยี่ ทำให้พื้นแตกกระจายจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนนั้น จมอยู่ก้นหลุมร่างกายเจ็บปวดจนต้องร้องเสียงดัง ความรุนแรงนี้ ทำให้ชายฉกรรจ์บางคนถึงกับสลบทันที มีชายฉกรรจ์บางคนร่างกระเด็นปลิวไปกระแทกกำแพงจนแตกร้าว ซี่โครงหักไปหลายซี่ ส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ผู้คนที่ชมอยู่โดยรอบ เงียบเสียงไปชั่วขณะ เมื่อเห็นการจู่โจมที่ร้ายกาจและรุนแรง หลังจากได้สติกรรมการก็เปล่งเสียงทันที “ผู้ชนะได้แก่ เจิ้นเทียน!..” ทันทีที่ประกาศผล ผู้ชมรอบเวทีก็โห่ร้อง..จนสั่นสะเทือนทั่วทั้งลานประลอง “เจิ้นเทียน!..เจิ้นเทียน!..เจิ้นเทียน!..” เจิ้นเทียนค่อยๆลอยตัวลงบนเวที ไม่สนใจโจวยี่และพวกอีก เขามองไปที่อู๋ต้าและมู่ปิง พลางส่งยิ้มราวกับทำภารกิจปกป้องนี้ลุล่วงแล้ว ทันใดนั้นเอง!... “บังอาจ!...เจ้าทำร้ายนายน้อยโจวยี่จนบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังแอบขโมยวิชาของชนเผ่าหุบเขาเลือด ทุกคน! จับตัวมันมาเดี๋ยวนี้” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยอำนาจก็ดังออกมา พร้อมผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักรบราวห้าสิบคน สวมชุดสีแดงพร้อมอาวุธก็เข้าล้อมเวทีประลองทันที “นี่มัน!.....” เจิ้นเทียนตกตะลึง เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้ชมรอบเวทีต่างก็ตกใจเช่นกัน ต่างรู้สึกว่าการประลองนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม แต่เหตูใดผู้ชนะจึงถูกจับกุมตัว “ชนเผ่าหุบเขาเลือดเป็นเพียงอันธพาลหรือไง! พอประลองแพ้ก็จับตัวคนชนะ นี่มันแกล้งกันชัดๆ อย่างนี้ใครจะไปประลองงานที่พวกเจ้าจะจัดขึ้นอีก” เสียงอู๋ต้าดังขึ้นทำลายความเงียบและเรียกสติของผู้คนคืนมา “ใช่ๆ! เจิ้นเทียนชนะอย่างขาวสะอาด พวกเจ้าไม่ยุติธรรม” เสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้น สนับสนุน“ขี้โกง! ชนเผ่าหุบเขาเลือดเป็นพวกขี้โกง” เสียงผู้คนรอบข้างดังขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มทั่วลานประลอง ชายที่ตะโกนออกคำสั่งผู้นี้ เป็นชายวัยกลางคนดูมีอำนาจ รูปร่างอ้วน แต่สูงใหญ่ ที่แขนทั้งสองข้างมีรอยสักเป็นรูปภูเขา แต่งกายด้วยชุดสีแดงที่หรูหรา เขาก็คือ โจวหยิน บิดาของโจวยี่ ผู้เป็นน้องชายของหัวหน้าเผ่าหุบเขาเลือดนั่นเอง โจวหยินผู้นี้รักและตามใจโจวยี่มาก เพราะเขามีบุตรชายแค่เพียงคนเดียว ไม่ว่าโจวยี่จะก่อเรื่องอะไร เขาจะให้ท้ายและคอยช่วยปกปิดอยู่เสมอ จนกระทั่งวันนี้ที่โจวยี่แพ้และถูกทำร้ายจนสาหัส “จับตัวมันมา แล้วเอาไปขังที่คุกปิศาจทมิฬ ใครขัดขวางจัดการให้หมด” โจวหยินไม่สนใจคำต่อว่าต่างๆ หลังประกาศคำสั่ง เขาก็เดินออกจากลานประลองทันที
“คุกปิศาจทมิฬ!..นี่มันคุกสำหรับนักโทษฉกรรจ์ ที่ก่อเรื่องร้ายแรงนี่” ผู้ชมรอบเวทีถึงกับร้องอุทาน เมื่อได้ยินชื่อคุกแห่งนี้ คุกปิศาจทมิฬ เป็นคุกที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดของชนเผ่าหุบเขาเลือด ใช้สำหรับกักขังนักโทษร้ายแรง ทุกคืนจะมีเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดลอยออกมา ไม่มีใครรู้ว่าในคุกนี้เป็นอย่างไร แต่นักโทษที่ถูกขังอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีใครได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีกเลย ตอนนี้นักรบชนเผ่าหุบเขาเลือดกำลังวิ่งขึ้นเวทีประลองเพื่อจับกุมเจิ้นเทียน “ไม่ต้อง! ข้าเจิ้นเทียนจะไปกับพวกเจ้าเอง อย่าทำร้ายคนอื่นก็พอ” เจิ้นเทียนตะโกนพลางส่งสายตาให้กับอู๋ต้าและมู่ปิงว่าไม่ต้องว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาไม่ขัดขืนเพราะไม่อยากให้เพื่อนของเขาต้องลำบากไปด้วย สองเท้าเดินจากเวทีเดินตามกลุ่มนักรบของหุบเขาเลือดแล้วหายลับไปจากลานประลอง “เจิ้นเทียน..” มู่ปิงและอู๋ต้าร้องไห้ออกมาทันที ตอนนี้ทั้งสองสับสน ไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร ............................. “เข้าไป!.....” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น แล้วบังคับผลักร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เข้าไปในคุกหินแห่งนึ่ง เด็กหนุ่มคนนั้นก็คือเจิ้นเทียน “ปัง!....” เสียงประตูหินบานใหญ่ปิดสนิททางเข้าออกเดียวของคุกแห่งนี้ เจิ้นเทียนพยายามปรับสายตามองสถานที่แห่งนี้ เขาพบว่าคุกปิศาจทมิฬเป็นคุกหินที่ไม่มีหน้าต่าง มีขนาดกว้างประมาณสิบจั้ง คุกนี้อยู่ใต้ดินของหุบเขาแห่งหนึ่ง ภายในเหม็นอับ เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ตรงกลางมีบ่อเลือดขนาดใหญ่ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่หนึ่งบ่อ และตรงกลางบ่อมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ พอๆกับเตียงนอน แท่นบูชานี้ไม่รู้ว่าสร้างจากอะไร แต่ให้แสงสลัวๆ อ่อนๆ ทำให้พอมองเห็นภายในคุกแห่งนี้ได้บ้าง แต่แสงสลัวนี้ก็ทำให้คุกแห่งนี้ดูน่ากลัวและลึกลับ เมื่อเพ่งสังเกต เจิ้นเทียนจึงเห็นว่าในคุกนี้มีคนอยู่สามคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งเป็นชายร่างกำยำ ตัวใหญ่ คนที่สองมีศีรษะโล้น ใส่ชุดนักบวช คนที่สามเป็นชายชราผอมแห้ง นั่งกระจายไม่ไกลกันมากนักอยู่รอบบ่อเลือดแห่งนี้ “ประสกน้อย... เจ้าไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกจับมาขังที่นี่” นักบวชศีรษะโล้น เอ่ยถามเจิ้นเทียน “เรียนไต้ซือ ข้าแค่ประลอง แล้วทำร้ายคนของชนเผ่าหุบเขาเลือดบาดเจ็บ” เจิ้นเทียนตอบ แล้วหาที่นั่งไม่ไกลจากทั้งสามคนมากนัก “แค่ทำร้ายไม่ได้ ฆ่าคน หุบเขาเลือดถึงกับจับเจ้ามาขังที่นี่ บาปกรรมจริงๆ” นักบวชศีรษะโล้นตอบกลับพลางส่ายหน้าเบาๆ “ฮ่าๆๆ เจ้าหนุ่ม! เจ้าอย่าได้หลงคารมที่น่าเลื่อมใสของเจ้าหลวงจีนทุศีลผู้นี้เชียว ” ชายร่างกำยำ ตัวใหญ่หัวเราะ แล้วพูดกับเจิ้นเทียน “เจ้าหลวงจีนหัวโล้นนี่ ดูน่าเลื่อมใสแต่ฆ่าและข่มขืนผู้หญิงมามากมาย และดูดพลังชีวิตของพวกนางมาฝึกตน ส่วนเจ้าแก่ที่นั่งเงียบๆคนนั้นชอบจับเด็กเล็กๆมากินเนื้อ เพราะมันเชื่อว่าเนื้อเด็กทำให้อายุยืน คนที่นี่เชื่อใจไม่ได้ทั้งนั้น” ชายร่างกำยำ ตัวใหญ่บอกประวัติของทั้งสองคนให้ฟัง “เจ้าก็ไม่ได้ดีกว่าพวกข้านัก เจ้าโจรชั่ว! เจ้าปล้นฆ่าผู้คนแล้วแย่งทรัพย์สิน แต่แต่เด็กและสตรีเจ้าก็ฆ่าไม่เลือกหน้า” นักบวชศีรษะโล้นโต้ตอบ ตอนนี้มีเพียงชายชราผอมแห้งที่ไม่ส่งเสียงพูดอะไรออกมา เจิ้นเทียนรู้สึกหน้าชาทันที ที่รู้ว่าตนเองกำลังถูกขังร่วมกับคนที่ทำเรื่องเลวร้ายกว่าเขามาก “พวกท่านถูกขังอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ?” เจิ้นเทียนถามอย่างสงสัย “ตาแก่ผอมแห้งนั่นอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปี เจ้าหลวงจีนหัวโล้นนั่นอยู่มาสิบห้าปี ส่วนข้ามาใหม่อยู่ที่นี่ได้สิบปี” ชายร่างกำยำ ตัวใหญ่อธิบาย “แล้วนอกจากพวกท่าน มีคนมาถูกขังเพิ่มอีกไหม?” เจิ้นเทียนถามต่อ “ฮ่าๆๆ มีสิ!...แต่พวกเขาตายหมดแล้วทุกคน...” ………………. “เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า! ตอนนี้งานประลองที่จะจัดขึ้นมีแต่คนถอนตัวไม่กล้าสมัคร” ชายชราผู้หนึ่งกำลังตำหนิชายร่างอ้วน สูงใหญ่ แต่งกายด้วยชุดสีแดงหรูหรา ที่ตอนนี้นั่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า
ชายร่างอ้วนผู้นี้ก็คือโจวหยิน บิดาของโจวยี่นนั่นเอง “พี่ใหญ่ข้า..ข้าขอโทษ..ตอนนั้นข้ากำลังโมโห จึงทำอะไรไม่ทันคิด” “ท่านเทพประจำเผ่าได้ทำนายมาแล้วว่า มีเพียงการประลองครั้งนี้และให้ผู้ชนะเข้าไปที่หอศาสตราเท่านั้น ถึงจะช่วยชนเผ่าหุบเขาเลือดได้ ตอนนี้ไม่มีคนมาสมัคร แล้วเจ้าจะให้ข้าตอบท่านเทพอย่างไร ไปจัดการปล่อยตัวเจ้าเด็กนั้นเดี๋ยวนี้ ” “ได้ๆ พี่ใหญ่ข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้” โจวหยินลนลาน รีบคำนับแล้วลุกออกไปจัดการทันที ชายชราที่นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ถอนหายใจ เฮือกใหญ่ ชายชราผู้นี้คือโจวกง หัวหน้าของชนเผ่าหุบเขาเลือดและเป็นชายชราชุดแดงที่นั่งดูการประลองนั่นเอง วันนั้นโจวกงดูการประลองไม่จบเพราะมีธุระด่วนที่ต้องรีบจัดการ เมื่อการประลองจบลง เหล่าผู้อาวุโสที่รู้เรื่องก็มารายงาน ถึงผลกระทบที่น้องชายของเขาได้สั่งการไป “หรือชนเผ่าหุบเขาเลือดจะต้องถึงจุดจบ ในศึกชิงป้ายประจำเผ่านี้” โจวกงมองออกไปที่นอกหน้าต่าง แล้วคิดเรื่องราวมากมายของชนเผ่าหุบเขาโลหิต “นายท่าน.....สั่งให้ปล่อยตัวเจ้าเด็กนั่นเลยหรือไม่ขอรับ” บ่าวคนหนึ่งของโจหยิน กุมมือถาม เมื่อได้ยินเรื่องภายในห้องโถง “ยังไม่ต้องรีบ ขังมันไว้สักหนึ่งคืนก่อน แค่คืนเดียวมันก็ไม่รอดจากคุกปิศาจทมิฬแล้ว ส่วนเจ้าแก่โจวกง อีกไม่นานหรอก ที่มันจะต้องตกลงมาจากอำนาจ ฮ่าๆๆ” โจหยินด้วยความสะใจ ดวงตาแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ภายในคุกปิศาจทมิฬ หลังจากที่ชายร่างกำยำ ตัวใหญ่อธิบายไป ตอนนี้อากาศก็เริ่มเย็นลง แรงกดดันอันชั่วร้ายหร้อมกลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงราวกับซากศพ ค่อยๆแผ่ออกไปจากแท่นบูชา ทุกคนที่อยู่ในคุกรู้สึกเหมือนกำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนชวนขนลุก ก็ดังขึ้น “กี๊ซซซซ....ข้าเจ็บปวด....ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน...”
ทุกคนขนลุกเมื่อได้ยินเสียงนั้น มีเพียงชายชราผอมแห้งผู้เดียว ที่นั่งตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต.................................................................