ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 149 อาณาจักรฮาฟแลนดิส
เวลาผ่านไปไม่กี่วันหลังจากพิธีเคารพบรรพชน
คืนก่อนจินได้เข้าฝันหัวหน้าตระกูลพีไรซ์เพื่อแจ้งข้อความสำคัญบางอย่าง รวมถึงฝากหินศิลาคลุ้มคลั่งไปให้เคนผู้รับผิดชอบเรื่องการดูแลสัตว์อสูรทั้งสามตนด้วย
เรื่องสำคัญที่บรรพบุรุษอย่างจินต้องการรู้ในตอนนี้คือแหล่งที่พอจะหาสายฟ้ากำลังแรงสูงได้บ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
ต้องรู้ก่อนว่าเทคโนโลยีสำคัญต่างๆ ได้สูญหายไปในยุคโลกาวินาศแล้ว ที่พอจะหลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบันก็ไม่ได้มีมากเพียงพอจะสรรค์สร้างสิ่งยิ่งใหญ่อะไรนัก มีเพียงความรู้บางอย่างเท่านั้นที่สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับโลกใบใหม่ที่เหนือจินตนาการแห่งนี้ได้
แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่ แต่ไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมากนัก กองกำลังใหญ่ๆ ที่ถือครององค์ความรู้ไม่ได้แบ่งปันมันออกไป ความรู้ที่มีจึงไม่ได้เกิดการพัฒนา และคงไม่มีกองกำลังไหนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่พอที่จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าแรงสูงให้ตรงต่อความต้องการของจินเป็นแน่
สิ่งที่บรรพบุรุษตระกูลลพีไรซ์จำเป็นต้องตามหาก็คงจะเป็นกระแสไฟฟ้าตามธรรมชาติ และยังต้องเป็นกระแสไฟฟ้าความแรงสูงพิเศษ ที่สามารถสร้างผลกระทบต่ออเวกระดับเก้าขั้นสูงสุดได้ด้วยเป็นอย่างน้อย
ใจความสำคัญที่จินฝากอีกฝ่ายไปก็คือจะหาแหล่งที่มีกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้จากที่ไหนบ้าง แม้จะเป็นเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี อย่างน้อยก็ยังมีหวังให้เขาได้ตามหามันบ้าง ไม่เช่นนั้นคงกลับไปใช้วิธีธรรมดาเพื่อหลอมร่างจิตวิญญาณ ซึ่งจะใช้เวลานานขึ้นและไม่ได้แข็งแกร่งเท่าร่างวิญญาณที่มีพลังธาตุสายฟ้าอัดแน่นอยู่
ตัวมาคัสเองไม่ทราบว่าจะไปหาสิ่งนั้นได้ที่ไหน เพราะตนก็เป็นเพียงหัวหน้าตระกูลภายในเมืองขนาดเล็ก ต่อให้พอมีความรู้กว้างขวางอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีทางเข้าใจโลกกว้างนี้อย่างแท้จริง เป็นเหตุให้ชายผมเงินทำได้เพียงรับปากไปก่อนว่าจะนำเรื่องไปสอบถามหลายๆ คนที่น่าจะมีความรู้มากกว่าเขา เช่น เจ้าเมือง B-24 ไม่ก็ผู้อาวุโสเหลียนจง
หลังจากมาคัสตื่นจากฝัน วันรุ่งขึ้นเขาก็นำหินศิลาคลุ้มคลั่งไปมอบให้กับเคน และกำชับวิธีการใช้งานให้กับอีกฝ่ายตามที่รับฟังมาจากจินได้อย่างครบถ้วนไม่มีตกหล่น
เคนรับหินศิลามาด้วยความเต็มใจ และยินดีอย่างยิ่งที่บรรพบุรุษให้ความสำคัญกับงานของเขา หินศิลาคลุ้มคลั่งชิ้นนี้จะต้องใช้มันให้ดี ควบคู่ไปกับโอสถเสริมพลังงานที่จะได้รับการแจกจ่ายมาจากส่วนกลาง
ธุระต่อไปของมาคัสจึงเป็นการไปตามหาข้อมูลในเรื่องที่จินไหว้วานเอาไว้ เขาใช้เวลาว่างของตนเองขอเข้าพบผู้อาวุโสเหลียนจงที่พักอยู่ในเรือนรับรองของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์มาโดยตลอด
อีกฝ่ายยินดีพูดคุยกับมาคัสทันทีที่รู้ความต้องการ แต่หลังจากปรึกษาพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ผู้อาวุโสเหลียนจงเองก็ต้องขอโทษมาคัสและบรรพบุรุษของตระกูลพีไรซ์ด้วยใจจริง เพราะนางเองก็เกิดและเติบโตอยู่แต่ในเขต B ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์สำนักจันทรานิรันดร์ หมกมุ่นอยู่แต่กับการฝึกฝน แม้จะอยู่มานานแต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องราวในโลกภายนอกมากนัก
นางกล่าวว่าภายในเขต B แห่งนี้ ไม่น่าจะมีสถานที่ที่เหมาะสมตรงใจกับความต้องการดังกล่าว รวมถึงไม่น่ามีของวิเศษที่ทรงพลังถึงขนาดสร้างกระแสไฟฟ้าแรงสูงขึ้นมาได้ด้วย นางเองจนปัญญาที่จะช่วยเหลือจริงๆ
นั่นทำให้มาคัสหมองเศร้าเล็กน้อย แต่ก็รู้ดีว่าสิ่งที่บรรพบุรุษต้องการไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ถึงแม้จะรู้ว่าความหวังจะน้อย แต่เขาก็อยากจะลองถามเจ้าเมือง B-24 ดูเป็นรายถัดไป แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเจ้าเมืองขนาดกลาง แต่ครอบครัวของเจ้าเมืองก็ปกครองเมืองแห่งนี้มายาวนาน อย่างก่อนหน้านี้ก็ยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมมิติลึกลับมาส่งต่อให้คาลอส เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีเส้นสายไม่ธรรมดา
ขณะที่มาคัสกำลังเตรียมตัวจะส่งคำขอเข้าพบไปยังจวนเจ้าเมือง ชายชราเมอร์ดิสผู้พิทักษ์ขององค์ชายวาริสและองค์หญิงวีนัสก็มาขอพบเสียก่อน
“ยินดีที่ได้พบท่านมาคัส” ในฐานะที่เป็นแขก อาศัยอยู่ในเรือนของอีกฝ่ายมาอย่างยาวนาน เมอร์ดิสจึงต้องสุภาพกับเจ้าบ้านให้มาก
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันท่านเมอร์ดิส มีเรื่องอะไรเร่งด่วนหรือไม่?” มาคัสพับเก็บเอกสารก่อนจะเดินเข้ามาหาชายชราเมอร์ดิส
“ไม่ได้มีเรื่องเร่งด่วนอะไร เพียงแต่ข้าได้ยินมาจากผู้อาวุโสเหลียนจงว่าท่านมาคัสกำลังตามหาพื้นที่บางแห่งที่มีพลังธาตุสายฟ้าเข้มข้น? ไม่ทราบว่าข้าขออนุญาตเป็นผู้ตอบคำถามท่านแทนผู้อาวุโสเหลียนจงจะได้หรือไม่ ความจริงข้าพอจะมีเบาะแสในเรื่องนี้อยู่บ้าง ไม่แน่อาจจะเป็นประโยชน์กับท่าน” ชายชราเมอร์ดิสประสานมือขึ้นมาด้านหน้าพร้อมกับพูด
'จริงสิ เมอร์ดิสเป็นผู้ที่เจนโลกอย่างยิ่ง หากจะหาใครที่มีความรู้กว้างขวาง ก็ควรจะเป็นเขานี่แหละ ทำไมข้าถึงไม่ทันนึกกันนะ' มาคัสคิด
หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าดวงตาของมาคัสเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ
“แน่นอนว่าได้ ข้าสนใจที่จะฟังเบาะแสของท่าน โอ้ ขออภัยที่เสียมารยาท เชิญๆ เชิญนั่งก่อนเถิด” มาคัสเดินนำอีกฝ่ายก่อนผายมือให้ชายชราเมอร์ดิสนั่งอีกฝั่งของโต๊ะ ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งคุยกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
“ที่จริงแล้วนี่เป็นสถานที่ที่โด่งดังพอสมควรในดินแดนบ้านเกิดของข้า ตอนที่ข้าเข้ามารับใช้ราชวงศ์ฮาวีรอนในอาณาจักรฮาฟแลนดิสใหม่ๆ มีหลายครั้งที่ต้องช่วยคุ้มกันบุคคลสำคัญให้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ'หุบเขาสายฟ้าฟาด'” ชายชราเริ่มพูดเข้าประเด็นทันทีหลังจากจัดเก้าอี้ให้เข้าที่เข้าทาง
“มันเป็นหุบเขาที่เต็มไปด้วยพลังงานสายฟ้าหนาแน่นซึ่งเกิดจากผลกระทบจากมิติที่สูงกว่า กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่พอสมควร แทบทุกพื้นที่จะมีสายฟ้าฟาดลงมาอยู่ตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้างตามความเข้มข้นของพลังงานธาตุในจุดนั้นๆ เพียงแค่รอบนอก กระแสไฟฟ้ายังรุนแรงมากเสียจนผ่าอเวกระดับกลางตายได้ภายในพริบตาเดียว ขอบเขตด้านในยิ่งจะอันตรายมากขึ้นไปอีกจนแม้แต่อีโวลก็ไม่สามารถทนทานได้เช่นกัน” ชายชราเล่าไปพร้อมกับทำหน้าเคร่งเครียด
“อาณาจักรฮาฟแลนดิส? หุบเขาสายฟ้าฟาด?” มาคัสหรี่ตาลงเล็กน้อย พยายามย่อยข้อมูลที่อีกฝ่ายพูดออกมา
“ถูกต้อง มันอยู่ในอาณาจักรบ้านเกิดของข้าเอง ห่างไกลจากที่นี่ตั้งไม่รู้เท่าไหร่” ชายชราเมอร์ดิสพยักหน้าตอบรับอีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อ “ข้าไม่รู้ว่าท่านต้องการสิ่งใด แต่ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าที่นั่นอันตรายมากจริงๆ ต่อให้เป็นอีโวลเอง หากประมาทเกินไปก็ยังยากจะเอาชีวิตรอด”
“เรื่องนี้จำเป็นต่อตระกูลของข้ามาก ไม่ว่าจะอันตรายเพียงใด อย่างน้อยข้าก็ต้องรู้ข้อมูลของมันให้ได้มากที่สุด ขอความกรุณาท่านเมอร์ดิสช่วยเล่าให้ข้าฟังเพิ่มอีกสักนิดได้หรือไม่” มาคัสก้มหัวให้กับอีกฝ่าย
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดที่จินยอมเสียยันต์เข้าฝันหนึ่งใบเพื่อมาแจ้งมาคัส มองอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องพื้นๆ ทั่วไป
จินไม่ได้เล่าให้มาคัสฟังละเอียดนัก แต่บอกเพียงว่าหากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นและเมื่อถึงตอนนั้นความปลอดภัยของตระกูลพีไรซ์ก็จะมากขึ้น
หลังจากเล่ารายละเอียดทั้งหมด เมอร์ดิสก็อาสาวาดแผนที่คร่าวๆ ของอาณาจักรเมอร์ดิสและพื้นที่ใกล้เคียงให้กับมาคัสตามความทรงจำที่เขาพอจะมีอยู่ เนื่องจากการเดินทางที่ฉุกละหุกทำให้เขาไม่ได้นำสิ่งของเกินความจำเป็นติดตัวมาด้วย เป็นเหตุให้ต้องเค้นความจำและร่างมันขึ้นมาใหม่
มาคัสได้รับแผนที่วาดมือมาจากเมอร์ดิส ตรวจดูรายละเอียดทุกอย่าง ก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับให้อีกฝ่าย
“สุภาพเกินไปแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เทียบกับการที่ตระกูลพีไรซ์ให้ที่พักพิงแก่พวกข้าแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก” ชายชราเมอร์ดิสประสานมือโค้งตัวคำนับกลับคืนให้มาคัสเช่นกัน
ทั้งสองขอบคุณกันไปมา ก่อนที่จะร่ำลาและจากกันไป
เมอร์ดิสเป็นชายชราที่ใช้ชีวิตมาเนิ่นนาน เจอคนมามากมายหลายรูปแบบ เขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนใหญ่คนโต เรื่องใดที่ควรยื่นมือช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่ายก็ควรทำ ต่อให้ต้องเหน็ดเหนื่อยแต่เพื่อแลกกับความชื่นชอบของผู้อื่นแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ประการใด มีแต่ประโยชน์ที่จะได้รับกลับมา
ครั้งแรกที่เขาบังเอิญได้ยินปัญหาของมาคัส เมอร์ดิสก็รีบมุ่งหน้ามาช่วยเหลือทันที นี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาที่จะแก้ไข การเสนอตัวออกไปก่อนย่อมสร้างความประทับใจให้ผู้อื่นได้มากไม่น้อย
แอ๊ด
มาคัสที่เดินไปส่งแขก เปิดประตูกลับเข้ามาภายในห้องทำงานของตนเอง บังเอิญสายตาหันไปเห็นม้วนกระดาษบนโต๊ะค่อยๆ คลี่ม้วนออก กางหราจนเต็มแผ่น
ร่างกายของมาคัสพลันแข็งทื่อไปเล็กน้อย ก่อนจะดันประตูปิดตามหลังตนช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่แผ่นกระดาษซึ่งกางอยู่บนโต๊ะ มันคือแผนที่วาดมือที่ชายชราเมอร์ดิสวาดทิ้งเอาไว้
ความคิดแวบแรกของหัวหน้าตระกูลคือลมที่พัดเข้ามาตอนตนเองเปิดประตู จึงค่อยๆ งับประตูเบาๆ
แต่แผ่นกระดาษบนโต๊ะก็ยังถูกกางทิ้งไว้เช่นนั้น ยิ่งทำให้คิ้วทั้งสองข้างขมวดแน่นเป็นปม
ความคิดต่างๆ มากมายแล่นอยู่เต็มหัว ข้อสันนิษฐานมากมายเต็มไปหมด แต่ทุกความคิดกลับโยงไปที่บรรพบุรุษหนุ่มชุดขาว...
มาคัสจ้องตรงไปยังอากาศที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า ก่อนจะประสานมือ โค้งคำนับให้กับอากาศที่ว่างเปล่าหลังโต๊ะทำงานของตน
ทุกสิ่งนิ่งค้างอยู่แบบนั้น ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ แม้แต่มาคัสเองก็ไม่กล้าขยับตัว จนภายในใจของเขาคิดว่าตนเองเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า บางทีอาจจะไม่ใช่ฝีมือของบรรพบุรุษก็เป็นได้
เมื่อความคิดนั้นเกิดขึ้น อาการเขินอายก็เกิดขึ้นกับหัวหน้าตระกูลผมเงิน ที่อยู่ๆ ตนเองก็มายืนโค้งคำนับให้กับโต๊ะทำงาน
แต่ในขณะที่มาคัสกำลังยกลำตัวกลับคืน สภาพบรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเปลี่ยนไป
รอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะแยกพื้นที่ออกเป็นหลุมเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ
แขนข้างหนึ่งพลันพุ่งทะลุออกจากหลุมสีดำ! คว้าจับเข้าที่แผนที่บนโต๊ะ
มันเป็นมือข้างหนึ่งที่ดูซีดขาว ไม่มีเลือดฝาดสีชมพูให้ได้เห็นแม้แต่น้อย ส่วนช่วงลำแขนถูกปกปิดไว้ด้วยแขนเสื้อสีทอง หากไม่นับความโทรมของมันก็นับว่าเป็นผ้าที่ถักทอขึ้นอย่างประณีตทีเดียว
ขนทั่วร่างของมาคัสลุกชัน กลิ่นอายความตายที่พุ่งออกมาจากแขนข้างนั้นช่างคละคลุ้ง แถมยังมอบความรู้สึกทรงพลังออกมา เพียงแค่แขนข้างเดียว กลับทำให้มาคัสที่เป็นอเวกระดับเจ็ดสั่นกลัวได้
เมื่อมือข้างนั้นคว้าจับสิ่งของได้สำเร็จ มันก็หดแขนกลับเข้าไปในหลุมสีดำ ก่อนที่ประตูมิติเล็กๆ นั่นจะหายไปในชั่วพริบตา ปล่อยมาคัสยืนแข็งค้างอยู่แบบนั้นคนเดียว